ชีวิตและผลงานของพระพุทธทัตตะเถระ


ชีวิตและผลงานของพระพุทธทัตตะเถระ



เกริ่นนำ


พระพุทธทัตตะเถระเป็นนักปราชญ์ทางพุทธฝ่ายบาลีที่สำคัญอีกท่านหนึ่ง มีชีวิตร่วมสมัยกับพระพุทธโฆสาจารย์พระอรรถกถาจารย์ฝ่ายบาลีผู้ยิ่งใหญ่ที่รู้จักกันดี รศ.พัฒน์ เพ็งพลา กล่าวว่า ท่านเป็นเพื่อนของพระพุทธโฆสาจารย์ พระพุทธทัตตะเป็นพระภิกษุที่เป็นศิษย์เก่าแห่งวัดมหาวิหารในลังกา ผู้มีชื่อเสียงอีกท่านหนึ่ง เป็นศิษย์รุ่นพี่พระพุทธโฆสาจารย์และมีอายุแก่กว่า

แม้ว่าพระพุทธทัตตะเถระจะมีผลงานที่ทิ้งไว้ให้เป็นมรดกตกทอดแก่ชาวพุทธและผู้สนใจทั่วไปได้อ่านได้ค้นคว้าไม่ยิ่งใหญ่เท่าผลงานของพระพุทธโฆสาจารย์ แต่ก็นับได้ว่าท่านเป็นนักปราชญ์พุทธที่เป็นภิกษุชั้นอรรถกถาจารย์ที่ยิ่งใหญ่รองลงมาจากพระพุทธโฆสาจารย์ และอยู่ในระดับเดียวกับพระธรรมปาละเลยทีเดียว

นอกจากนี้พระสังฆปาลเถระผู้อาราธนาให้พระพุทธโฆสาจารย์แต่งคัมภีรย์วิสุทธิมรรค ก็เป็นผู้อาราธนาให้พระพุทธทัตตเถระแต่งคัมภีรย์อุตตรวินิฉัยจากข้อความที่พุธโฆสาจารย์กล่วไว้ในคัมภีรย์ว่า “ได้รับการเชิญชวนจากท่านสังฆปาละ” และจากข้อความที่พระพุทธทัตตเถระกล่าวในคัมภีรย์ว่า “ได้รับการวิงวอนโดยเคารพด้วยดีจากพระสังฆปาละ” จึงอนุมานได้ว่า พระสังฆปาละเถระนั้นมีพรรษามากกว่าพระพุทธโฆสาจารย์ แต่น้อยกว่าพระพุทธทัตตเถระ และทรงสรุปได้ว่าพระพุทธทัตตเถระมีพรรษาแก่ว่าพระพุทธโฆสาจารย์ เพราะการเชิญชวนเป็นกิริยาที่ผู้ใหญ่กล่าวเชิญผู้น้อย ส่วนการวิงวอนเป็นกิริยาที่ผู้น้อยแสดงต่อผู้สูงอายุกว่า

ขณะพำนักอยู่ในประเทศลังกา ท่านได้ประพันธ์คัมภีรย์ ๓ คัมภีรย์ เช่น คัมภีรย์ ชินาลังการ ทันตธาตุวงศ์ และโพธิวงศ์ อย่างไรก็ตาม คัมภีรย์ชินาลังการและคัมภีรย์โพธิวงศ์ที่พบในฉบับปัจจุบัน แต่งโดยพระพุทธรักขิตเถระและพระอุปติสเถระตามลำดับ แม้คัมภีรย์ทันตวงศ์ ก็ไม่พบในวรรณคดีบาลี มีแต่คัมภีรย์ทาฐาธาตุวงศ์ที่แต่งโดยพระธรรมกิติเถระ

หลังจากกลับถึงอินเดียใต้แล้ว ท่านได้ประพันธ์คัมภีรย์ ๕ คัมภีรย์ โดยมีอรรถกถาพุทธวงศ์เป็นคัมภีรย์สุดท้ายก่อนมรณภาพ รายชื่อคัมภีรย์มีดังนี้

1. รูปารูปวิภาค คัมภีรย์จำแนกรูปและนาม เป็นอรรถกถาสังเขปที่แสดงพระอภิธรรมโดยย่อ เพื่อให้เยาวชนเรียนง่าย

2. อถิธัมมาวตาร คัมภีรย์ชี้แนะพระธรรม เป็นอรรถกถาสังเขปที่ย่อความจากพระอภิธรรมปิฎกและอรรถกถาของพุทธโฆสาจารย์ แต่งตามคำอราธนาของพระสุมติเถระ

3. วินยวินิฉัย คัมภีรย์วินิฉัยพระวินัย เป็นอรรถกถกสังเขปที่ย่อความจากพระวินัยหมวดอุภโตวิภังค์และขันธกะจากพระวินัยปิฎกและอรรถกถา แต่งตามคำอราธนาของศิษย์ชื่อว่า พุทธสีหะ

4. อุตตรวินิฉัย คัมภีรย์วินิฉัยพระวินัยภาคหลัง เป็นอรรถกถกสังเขปที่ย่อความจากพระวินัยหมวดบริวารจากพระวินัยปิฎกและอรรถกถา แต่งตามคำอราธนาของพระสังฆปาละเถระ

5. มธุรัตถวิลาสินี คัมภีรย์แสดงเนื้อความอันไพเราะ เป็นอรรถากถาคัมภีรย์พุทธวงศ์ จัดเป็นอรรถกถาประมวลความที่แต่งโดยปริวรรตจากคัมภีรย์มหาอรรถกถาในรูปภาษาสิงหลมาเป็นภาษามคธ ตามคำอราธนาของศิษย์ชื่อว่า พุทธสีหะ

แม้พระพุทธทัตตเถระมีพรรษาแก่กว่า แต่คงแต่งคัมภีรย์หลายฉบับหลังพระพุทธโฆสาจารย์ เนื่องจากในคัมภีรย์อภิธัมมาวตาร วินยวินิฉัย และอุตตรวินิฉัย มีการนำข้อความจากอรรถกถาประมวลความของพระพุทธโฆสาจารย์จำนวนมากมาประพันธ์เป็นคาถา และในอรรถกถาพุทธวงศ์ยังได้พบคาถาที่นำมาจากคัมภีรย์อัฏฐสาลินีของพุทธโฆสาจารย์โดยตรง

ท่านพระพุทธโฆสาจารย์ได้เคยยกย่องสรรเสริญพระพุทธทัตตะในความที่เป็นปราชญ์ที่สร้างสรรค์ผลงานที่ยิ่งใหญ่ของท่านอย่างมาก จะเห็นได้เมื่อพระพุทธทัตตะเถระมรณภาพแล้วพระพุทธโฆสาจารย์ได้กล่าวยกย่องท่านทำนองถ่อมตัวเองว่า เมื่อไม่มีท่านพระพุทธทัตตะแล้ว แม้ตัวท่านใคร ๆ ก็ยังเรียกเป็น

ชีวประวัติและผลงานที่พระพุทธทัตตะสร้างสรรค์ขึ้นเป็นเรื่องที่น่าศึกษา ทั้งการดำเนินชีวิตของท่านก็น่าถือเอาแบบอย่าง ซึ่งผู้เขียนจะได้นำเสนอข้อมูลที่มีรายละเอียดแก่ท่านผู้อ่าน เท่าที่ข้อมูลจะหาได้ต่อไป



1. ชีวประวัติ

๑. ชาติภูมิ

พระพุทธทัตตะเป็นชาวทมิฬแห่งอินเดียใต้ เกิดในวรรณะไหนไม่ปรากฏหลักฐาน รู้แต่เพียงว่าท่านเกิดที่เมืองอุรคปุระ (ปัจจุบันคือเมืองอุไรยูระ) และเป็นผลเมืองอาศัยอยู่บริเวณแม่น้ำกาเวริ (kaveri region) ในอาณาจักรโจฬะ (เมืองหลวงของอาณาจักรนี้ในสมัยนั้นคือตัญจาวูร์) ท่านมีชื่อเสียงอยู่ในช่วงสมัยการปกครองของกษัตริย์แห่งราชวงศ์กลัมพะหรือกทัมพะพระนามว่า อัจจุตวิกันตะ(King Accutavikanta) ซึ่งปกครองอาณาจักรโจฬะอยู่ในเวลานั้นตัวท่านพระพุทธทัตตะเคยพักอยู่หลายแห่งในอินเดียใต้ อาทิเช่น อุรคปุระ กาเวริปัฎฎนะกาญจิปุระ และเคยเดินทางไปอยู่ที่วัดมหาวิหารในลังกาด้วย

ในระหว่างการแต่งคัมภีรย์ ท่านพำนักอยู่ในวัดที่สร้างโดยอุบาสกชื่อว่า กัณหทาส(สันสกฤตใช้ กฤษณทาส=ทาสของพระนรายณ์ในหมู่บ้านภูตมงคล ณ เมืองท่ากาเวริในแคว้นโจฬะ (เรียกว่า กาวีระปัฏฏนะ หรือกาเวรปัฏฏนะ ปัจจุบันเรียกว่า กาเวริ kaveri เช่นเดิม เป็นเมืองตั้งอยู่ติดแม่น้ำกาเวริที่ไหลมาจากภูเขากุรคะ โดยไหลเป็นทางยาว ๔๕๗ ไมล์ ผ่านไปถึงอางเบงกอล) ดังคำลงท้ายของคัมภีรย์ว่า

“ข้าพเจ้าผู้พำนักอยู่เสมอในปราสาททิศตะวันออกของวัดที่กำแพงและซุ้มประตูงามด้วยลักษณะต่าง ๆ ประดับด้วยปราสาท (งามสง่า) ดุจยอดเขาไกรลาศ เป็นวัดน่าทัศนารื่นรมย์ซึ่งอุบาสกชื่อกัณหทาสให้สร้างไว้ ณ เมืองทากาเวริที่น่ารื่นรมย์งามด้วยสวนนานาชนิดคลาดคล่ำด้วยบุรษสตรี เพียบพร้อมด้วยสกุลอันหมดจดไม่เจือกัน มีความเจริญรุ่งเรือง ประกอบด้วยองค์ประกอบของเมือง (มีกำแพงและคูเมืองเป็นต้น) ทั้งหมด มีน้ำใสเย็นสะอาดดีบริบูรณ์รัตนานับประการ เนืองแน่นด้วยตลาดหลากหลาย ได้ประพันธ์คัมภีรย์นี้โดยมีพระสุมติผู้เจริญสติในการขัดเกลากิเลสและความอ่อนโยน ผู้งามด้วยคุณธรรมมีศีลเป็นต้นได้วิงวอนดีแล้ว

สมัยที่พระพุทธทัตตเถระมีชีวิตอยู่ อาจสรุปจากคำลงท้ายของคัมภีรย์วินยวิฉัยได้ว่า ท่านอยู่ในรัชสมัยของพระเจ้าอัจจุตวิกรม แต่กษัตรย์พระองค์นี้ไม่ได้รับการยืนยันจากนักพระวัติศาสตร์ในอินเดียว่ามีชีวิตอยู่ในสมัยใด อย่างไรก็ตาม พระพุทธโฆสาจารย์มีชีวิตอยู่ในสมัยของพระเจ้ามหาเสนะ กษัตรย์สิงหลผู้ครองราชย์ใน พ.ศ. ๙๕๓-๙๗๕ ดังนั้น พระพุทธทัตตเถระน่าจะมีชีวิตอยู่ในราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๙ เช่นเดียวกัน





2. การศึกษา

ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับประการศึกษาในวัยเด็กของพระพุทธทัตตะ เช่นที่เราได้พบในประวัติการศึกษาของพระพุทธโฆสาจารย์ รู้แต่เพียงว่าท่านพระพุทธทัตตะเมื่อบวชแล้วได้เดินทางไปลังกาเพื่อศึกษาและแปลพระพุทธพจน์จากภาษาสิงหลเป็นภาษาบาลี และอยู่ศึกษาพระพุทธพจน์ที่วัดมหาวิหาร ในเมื่องอนุราปุระ ก่อนที่พระพุทธโฆสาจารย์จะเดินทางไปลังกาเพื่อศึกษาและแปลคัมภีร์อรรถกถาภาษาสิงหลเป็นภาษาบาลีเสียอีก

เมื่อศึกษาจนมีความรู้ดีแล้ว ก่อนที่จะเดินทางกลับอินเดียใต้เพราะปัญหาด้านสุขภาพและความชราภาพของตัวท่าน ทั้งที่ยังทำงานตามความมุ่งหมายที่เดินทางไปไม่แล้วเสร็จ พระพุทธทัตตะได้แปลคัมภีร์ภาษาสิงหลเป็นภาษาบาลีได้ ๔ คัมภีร์ คือ

(๑.)คัมภีร์ชินาลังกา

(๒.)คัมภีร์ทันตวงส์

(๓.)คัมภีร์ธาตุวงส์

(๔.)คัมภีร์โพธิวงส์



๓.การได้พบพระพุทธโฆสาจารย์กลางทะเลและฝากงานให้ช่วยทำต่อเพื่อแปลพระพุทธพจน์จากภาษาสิงหลเป็นภาษาบาลีให้ฟัง ตัวท่านพระพุทธทัตตะก็บอกว่าผู้มีอายุ (อาวุโส) ผมเองก็ได้เดินทางไปลังกาแล้ว เพื่อจุดประสงค์อันเดียวกันและเพิ่งเดินทางกลับมา แต่เนื่องจากผมคงจะมีชีวิตอยู่ไม่นานนัก (เพราะปัญหาสุขภาพและความชราภาพ) จึงไม่สามารถ(แปลคัมภีร์)ให้แล้วเสร็จได้ และปรากฏว่า ขณะที่พระเถระทั้งสองกำลังจะออกแล่นจากกันไปนั้น

พระพุทธทัตตะได้กล่าวขอร้องให้พระพุทธโฆสาจารย์ส่งอรรถกถาที่แปลเสร็จแล้วไปให้ท่านที่อินเดียใต้ด้วยซึ่งพระพุทธโฆสาจารย์ก็รับปากและได้ทำตามสัญญาไว้

เมื่อเดินทางกลับจากลังกาแล้ว พระพุทธทัตตะได้ไปพักอยู่ที่วิหาร (วัด) แห่งหนึ่ง ซึ่งสร้างโดยพราหมณ์คนหนึ่งนับถือนิกายไวษณพชื่อ กฤษณทาสหรือวิษณุทาส อยู่ ณ ริมฝั่งแม่น้ำกาเวรีท่านได้อ่านและนำคัมภีร์อรรถกถาที่พระพุทธโฆสาจารย์ส่งมาให้สรุปย่อความ คือ คัมภีร์อรรถกถาพระวินัยปิฎก ท่านสรุปย่อความเป็น (๑) คัมภีร์วินยวินิจฉยะ และ(๒) คัมภีร์อุตตรวินิจฉยะ คัมภีร์พระอภิธรรมปิฎก สรุปย่อออกเป็น (๑) คัมภีร์ธัมมาวตาระ และ(๒) คัมภีร์รูปารูปวิภาคะ เพื่อให้ง่ายขึ้นเหมาะแก่คนทั่วไปอ่าน



3. ผลงาน

ผลงานการแปลและการแต่งของพระพุทธทัตตะ อาจจัดแบ่งกลุ่มตามประเภทของผลงานออกได้เป็น ๓ ประเภท คือ

1) ผลงานประเภทแปล

2) ผลงานประเภทย่อความหรือสังคหะ

3) ผลงานประเภทอรรถกถา



3.1 ผลงานประเภทแปล

ผลงานประเภทแปลของพระพุทธทัตตะ เป็นงานที่ท่านแปลขณะอยู่ที่วัดมหาวิหารในเมืองอนุราธปุระ ประเทศลังกา ก่อนที่ท่านจะเดินทางกลับอินเดียใต้ ด้วยปัญหาสุขภาพและความชราของตัวท่านเอง มี ๔ คัมภีร์ คือ

3.1.1 คัมภีร์ชินาลังกา

คัมภีร์นี้เป็นคัมภีร์ที่โด่งดังคัมภีร์หนึง แต่งเป็นคาถาประพันธ์สละสลวยและไพเราะมากจำนวน ๒๕๐ คาถา กล่าวยกย่องสรรเสริญพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับประวัติของพระองค์ตั้งแต่ประสูติไปจนถึงปรินิพพานตามคติเถรวาท ในคัมภีร์นี้ได้พูดถึงกาเวรีปัฎฎนะในอาณาจักรโจฬะ อันเป็นถิ่นบ้านเกิดของพระพุทธทัตตะด้วยคัมภีร์ชินาลังกาได้แสดงลึกซึ่งมาก พระพุทธโฆสาจารย์เคยพูดถึงคัมภีร์ชินาลังกาของพระพุทธทัตตะว่า คัมดภีร์ชินาลังการของท่านนี้ซึ่งมาก ยากที่คนไม่ฉลาดจะเข้าใจได้

ความเชื่อถือในเรื่องคนแต่งคัมภีร์ชินาลังการนี้ถูกสงสัยคือ แม้จะมีนักวิชาการหลายท่านกล่าวว่า พระพุทธทัตตะ ผู้แต่งคัมภีร์อรรถกถาแก้พุทธวงส์ชื่อ มธุรัตถวิลาสินี เป็นคนแต่ง (แปล)

แต่กระนั้นก็มีนักวิการบางท่านกล่าวว่า พระพุทธรักขิตะเป็นคนแต่งคัมภีร์นี้ ฉะนั้น ความเชื่อถือในเรื่องคนแต่งคัมภีร์ชินาลังการจึงยังไม่แน่นอนว่าจะเป็นใคร ระหว่างพระพุทธทัตตะกับพระพุทธรักขิตะ



3.1.2 คัมภีร์ทันตวงส์

คัมภีร์นี้บางทีเรียกว่า ทันตธาตุปปกรณะ หรือเรียกว่า ทาฐวง์ เป็นคัมภีร์ที่พรรณณาเรื่องประวัติพระทันตธาตุ ที่รู้จักกันดีในปัจจุบันว่า พระธาตุเขี้ยวแก้ว ของพระพุทธเจ้าที่ประดิษฐานในลังกา พระทันตธาตุหรือพระธาตุเขี้ยวแก้วนี้ ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดใหญ่ในเมืองแคนดี้ (Kandy) ประเทศศรีลัง

ความเชื่อถือในเรื่องคนแต่งคัมภีร์ทันตวงส์นี้ถูก ไม่แน่นอนคือ ขณะที่คัมภีร์พุทธโฆสุปปัตติ ปริเฉทที่ ๔ กล่าวว่า พระพุทธทัตตะเป็นคนแต่ง (แปล) คัมภีร์นี้จากภาษาสิงหลออกเป็นดภาษาบาลีขณะท่านพักอยู่ที่วัดมหาวิหารในลังกา ก่อนที่ท่านจะเดินทางกลับอินเดียใต้เพราะปัญหาด้านสุขภาพ คัมภีร์คันธวงส์กล่าวว่า เป็นงานที่พระธัมมรักกิตติเป็นคนแต่ง



3.1.3 คัมภีร์ธาตุวงส์

คัมภีร์นี้เรียกอย่างหนึ่งว่า ลฬาฎธาตุวงส์ เป็นคัมภีร์พรรณณาประวัติพระบรมสารีริกธาตุที่เป็นธาตุรากขวัญ (ไหปลาร้า) ของพระพุทธเจ้า (Frontal bone relic of the Buddha) คัมภีร์พุทธโฆสุปปัตติ ปริเฉทที่ ๔ กล่าวว่า พระพุทธทัตตะแต่งแปลคัมภีร์นี้จากภาษาสิงหลออกเป็นภาษาบาลีขณะพักอยู่ที่วัดมหาวิหารในลังกา ก่อนที่ท่านจะเดินทางกลับอินเดียใต้



3.1.4 คัมดภีร์โพธิวงส์

คัมภีร์นี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มหาโพธิวงส์ เป็นคัมภีร์พรรณณาประวัติต้นมหาโพธิ์และการนำหน่อต้นพระศรีมหาโพธิ์จากพุทธคยา ประเทศอินเดีย มาปลูกในเมืองอนุราธปุระ ประเทศศรีลังกาความเชื่อถือในเรื่องคนแต่งคัมภีร์โพธิ์นี้ถูกสงสัย ไม่แน่นอน คือขณะที่คัมภีร์พุทธโฆสุปปัตติ ปริเฉทที่ ๔ กล่าวว่า พระพุทธทัตตะเป็นคนแต่ง (แปล) คัมภีร์นี้จากดภาษาสิงหลออกเป็นภาษาบาลีขณะท่านพักอยู่ที่วัดมหาวิหารในลังกา คัมภีร์คันธวงส์กล่าวว่าเป็นที่พระธัมรักกิตติเป็นคนแต่ง คัมภีร์นักวิชาการส่วนใหญ่กล่าวว่าคัมภีร์นี้แต่งโดยท่านพระอุปติสสะตามคำอราธนาของพระทาฐนาคะในราวคริสต์ศตวรรษที่ ๑๐



3.2 ผลงานประเภทย่อความหรือสังคหะ

ผลงานประเภทนี้คืองานที่พระพุทธทัตตะย่อมาจากอรรถกถาพระวินัยปิฎกและพระอภิธรรมปิฎกที่พระพุทธโฆสาจารย์ส่งมาให้ท่านอินเดียใต้ ตามคำขอร้องของท่านกล่างทะเลขณะเดินทางกลับสู่อินเดียใต้เพราะปัญหาด้านสุขภาพ อาจแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม ดังนี้



3.2.1 คัมภีร์ย่อความอรรถกถาปิฎก

คัมภีร์ในกลุ่มนี้ พระพุทธทัตตะแต่งไว้ ๒ คัมภีร์ คือ

1. วินยวินิจฉยะ

คัมภีร์วินยวินิจฉยะนี้เป็นหนังสือคู่มือพระวินัยปิฎก ซึ่งประมวลเนื้อหาสาระของพระวินัยจากอุภโตวิภังค์(คือภิกขุวิภังค์และภิกขุนีวิภังค์) ละขันธกะ พรัอมทั้งอรรถกถา มาเขียนสรุปหรือวินิฉัยอย่างย่นย่อ โดยกล่าววินิฉัยเฉพราะประเด็นที่สำคัญ ตลอดจนปัญหาพระวินัยที่สำคัญและที่อาจเป็นข้อถกเถียงของพระภิกษุ ภิกษุณี คัมภีร์แต่งในรูปแบบเป็นคาถาล้วน ๆ มีทั้งสิ้น ๓,๑๘๓ คาถา คัมภีร์วินยวินิจฉยะ ฉบับมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ประมวลเนื้อหาสาระพระวินัยจากพระวินัยปิฎก ๔ คัมภีร์และอรรถกถามาเขียนสรุปหรือวินิฉัย ประกอบด้วย

คันถารัมภกถา ว่าด้วยการกล่าวปรารภเกี่ยวกับการแต่งคัมภีร์

ภิกขุวิภังค์ ว่าด้วยวินิจฉัยต่างๆ จากสิขาบทของฝ่ายภิกษุ

ภิกขุนีวิภังค์ ว่าด้วยข้อวินิจฉัยต่างๆ จากสิกขาบทของฝ่ายภิกษุณี

มหาวรรค ว่าด้วยข้อวินิจฉัยต่างๆ จากขันธกะหมวดใหญ่

จูฬวรรค ว่าด้วยข้อวินิจฉัยต่างๆ จากขันธกะหมวดเล็ก

นิคมกถา ว่าด้วยการกล่าวสรูปเรื่องส่งท้ายคัมภีร์

นัยว่าพระพุทธทัตตะแต่งคัมภีร์วินยวินิจฉยะนี้ ตามคำอราธนาของลูกศิษย์ของท่านชื่อพระพุทธสีหะ พักอยู่ที่วิหาร (วัด) แห่งหนึ่ง ซึ่งสร้างโดยพราหมณ์ผู้นับถือนิกายไวศษณพคนหนึ่งชื่อกฤษณทาสหรือวิษณุทาส ณ ริมฝั่งแม่น้ำกาเวรี ใกล้หมู่บ้านภูตมังคลสะ ในอาณาจักรโจฬะในรัชสมัยของพระเจ้าอัจจุตวิกันตะแห่งราชวงค์กลัมพะ



๒)อุตตรวินิจฉยะ

คัมภีร์อุตตรวินิจฉยะเป็นสือคู่มือพระวินัยปิฎกเช่นเดียวกับคัมภีร์วินยวินิจฉยะ ซึ่งสรุปพระวินัยจากคัมภีร์ปริวารและอรรถกถามาเขียนอย่างย่อ โดยกล่าววินิจฉัยเฉพาะประเด็นที่สำคัญตลอดจนปัญหาพระวินัยที่สำคัญและที่อาจเป็นข้อโต้เถียงของพระภิกษุ ภิกษุณี คัมภีร์นี้แต่งเป็นรูปแบบคาถาล้วน ๆ มีทั้งสิ้น ๙๗๐ คาถา

คัมภีร์อุตตรวินิจฉยะฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งประมวลเนื้อหาสาระพระวินัยจากคัมภีร์ปริวารและอรรถกถามาเขียนสรุปหรือวินิจฉัย ประกอบด้วย

คันถารัมภกถา ว่าด้วยการกล่าวปรารภเกี่ยวกับการแต่งคัมภีร์

ปริวาร ว่าด้วยข้อวินิจฉัยต่างๆ จากคัมภีร์ปริวาร

นิคมกถา ว่าด้วยการกล่าวสรุปเรื่องส่งท้ายคัมดภีร์

นัยว่าพระพุทธทัตตะแต่งคัมภีร์อุตตรวินิจฉยะนี้ขึ้นตามคำอาราธนาของพระสังฆปาลมหาเถระซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า เป็นรูปเดียวกับพระสังฆปาลมหาเถระที่อาราธนาให้พระพุทธโฆสาจารย์แต่งคัมภีร์วิสุทธิมรรคท่านแต่งคัมภีร์นี้ขณะพักอยู่ที่วิหาร (วัด) แห่งหนึ่ง ซึ่งสร้างโดยพราหมณ์ชื่อกฤษทาสหรือวิษณุทาส ซึ่งนับถือศาสนาฮินดูนิกายไวษณพ ณ ริมฝั่งแม่น้ำกาเวรี ใกล้หมู่บ้านภูตมังคละ ในอาณาจักรโจฬะ ในรัชสมัยของพระเจ้าอัจจุตวิกันตะแห่งราชวงค์กลัมพะ



3.2.2 คัมภีร์ย่อความอรรถกถาพระอภิธรรมปิฎก

คัมภีร์ในกลุ่มนี้ พระพุทธทัตตะไว้ ๒ คัมภีร์ คือ

1) อภิธัมมาวตาระ

คัมภีร์อภิธัมมาวตาระ เป็นหนังสือคู่มืออภิธรรมที่โด่งดังของท่านพระพุทธทัตตะอีกเล่มหนึ่งซึ่งมีลักษณะการแต่งเป็นแบบร้อยแก้วปนคำร้อยกลอง ๑,๔๑๖ ข้อ (คาถา) มีการวิเคราะห์ปัญหาในอภิธรรมที่ยากบางเรื่อง ดังนั้นจึงมีลักษณะคล้ายกับอรรถกถา เป็นหนังสือที่มีสำนวน สาระและเหตุผลดีเยี่ยม

คัมถีรย์อภิธรรมวตารนี้ได้ประมวลสาระในพระอภิธรรมปิฏกทั้ง ๗ คัมภีรย์และอรรถกถาพระอภิธรรม เพื่อให้กุลบุตรสามารดเรียนรู้พระอภิธรรมได้ง่าย คัมภีรย์นี้มีเนื้อหาครอบคลุมกว้างกว่าคัมภีรย์อภิธรรมมัตถสังคหะที่แต่งเป็นหลักสูตรเรียน จึงควรใช้เป็นคู่มือในการศึกษาค้นคว้าควบคู่ไปด้วย

อภิธรรมวตาร แปลว่า “คัมภีรย์ชี้แนะพระอภิธรรม” มีความหมายตามศัพท์ว่า “คัมภีรย์ที่เป็นเครื่องข้ามพ้นพระอภิธรรม” เหมือนเรือสำเภาใหญ่เป็นอุปกรณ์ในการข้ามมหาสมุทร

นัยว่า พระพุทธทัตตะแต่งคัมภีร์นี้ขึ้นตามคำอราธนาของพระสุมติ โดยสรุปย่ออรรถกถาพระอภิธรรมปิฎกและคัมภีร์วิสุทธิมรรค ภาค ๓ ของพระพุทธโฆสาจารย์ แม้ว่าคัมภีร์อภิธัมมาวตาระจะเป็นเพียงเรื่องสรุปย่ออรรถกถาพระอภิธรรมปิฎกของพระพุทธโฆสาจารย์ แต่กระนั้นพระพุทธทัตตะก็มิได้เห็นพระพุทธโฆสาจารย์ไปทั้งหมด พระพุทธโฆสาจารย์กล่าวว่า สิ่งสูงสุดในทางอภิปรัชญามี ๕ ประการ คือ ขันธ์ ๕ อันได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ แต่พระพุทธทัตตะจำแนกและเรียกสิ่งสูงสุดนั้นว่า จิต เจตสิก รูป และนิพพาน

คัมภีร์อภิธัมมาวตาระ เริ่มต้นคัมภีร์ด้วยการกล่าวคันถารัมภกถา (คำกล่าวปรารภการแต่งคัมภีร์) ซึ่งเป็นคำกล่าวไหวัครู คือ พระรัตนตรัย นัยว่า กล่าวขึ้นก่อนก็เพื่อให้เกิดการฉลาดในพระอภิธรรมปิฎก ส่วนนี้แต่งเป็นคาถา ๗ คาถา ส่วนที่เป็นเนื้อหาจริงๆ ของคัมภีร์อภิธัมมาวตาระแบ่งเป็นตอนนี้เรียกว่า ปริเฉท (บท) คัมภีร์อภิธัมมาวตาระนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ ปรมัถธรรม ๔ คือ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน ๑๑ ปริเฉทแรก กล่าวถึงเรืองเบ็ดเตล็ตทั่วไปและ ๑๓ ปริเฉทหลังมีรายละเอียดดังนี้

ปริจเฉทที่ ๑ จิตตนิทเทส คำอธิบายจิต ในปริเฉทนี้แสดงปรมัตถธรรม ๔ จิต เจตสิกรูป นิพพาน จากนั้น อธิบายความ หมายของจิต ลักษณะ หน้าที่ (รส) อาการปรากฎ (ปัจจุปัฎฐาน) และเหตุใกล้ (ปทัฎฐาน) ของจิต ตลอดจนประเภทของจิตต่างๆ อย่างละเอียด มีทั้งคำร้อยแก้วและคาถาสลับกันไป รวมคาถาได้ ๕๙ บท

ปริจเฉทที่ ๒ เจตสิกนิทเทส คำอธิบายเจตสิก โดยแสดงความหมายและประเภทของเจตสิก มีทั้งคำร้อยแก้วและคาถา ๒๐ สลับกันไป

ปริจเฉทที่ ๓ เจตสิกวิภาคนิเทส คำอธิบายเจตสิกเป็นหมวดหมู่ ในปริเฉทนี้แสดงจำนวนเจตสิกและชื่อ ๕๒ ดวง จากนั้นแสดงเจตสิกที่ประกอบได้ในจิตต่าง ๆ อย่างไพเราะประกอบด้วยคาถาล้วน ๓๘ บท



ปริจเฉทที่ ๔ เอกวิธานิทเทส แสดงจิตประเภทต่างๆ มีจิตประเภทเดียวกัน เป็นต้น และแสดงว่าจิตนี้มีประเภทมากมาย แบ่งไปตามภูมิและบุคคล มีคาถา ๕๕ บท

ปริจเฉทที่ ๕ ภูมิปุคคลจิตตุปปัตตินิทเทส แสดงความเกิดขึ้นแห่งจิตตามภูมิและบุคคล ๑๐๙ บท

ปริจเฉทที่ ๖ อารัมมณวิดภาคนิทเทส แสดงการจำแนกอารมณ์เป็นหมวดหมู่โดยจำแนกที่มี รูป เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะ และธรรมารมณ์ มีคาถา ๘๕ บท

ปริจเฉทที่ ๗ วิปากจิตตัปปวัตตินิเทส แสดงเรื่องความเกิดของวิปากจิต มีคาถา ๙๙ บท

ปริจเฉทที่๘ ปกิณณกนิทเทส คำอธิบายจิตโดยทั่วไปด่วยข้อเบ็ดเตล็ดของจิตด้วยอุปมาต่าง ๆ มีคาถา ๘๕ บท

ปริจเฉทที่๙ ปุญญวิปากปัจจยนิทเทส คำอธิบายปัจจัยของผลบุญโดยแสดงปุญญาภิสังขาร เป็นต้น อันเป็น มีคาถา ๖๒ บท

ปริจเฉทที่ ๑๐ รูปวิภาคนิทเทส แสดงการจำแนกรูปต่าง ๆ เป็นหมวดหมู่มีคาถา ๑๔๖ บท สลับกับคำอธิบายเป็นตอน ๆ ไป

ปริเฉทที่ ๑๑ นิพพานนิทเทส แสดงเรื่องนิพพาน มีคาถา ๑๐ บท และอธิบายนิพพานด้วยคำร้อยแก้ว

ปริจเฉทที่ ๑๒ ปัญญัตตินิทเทส แสดงเรื่องบัญญัติ ส่วนใหญ่ประกอบด้วยคำร้อยแก้ว มีคาถาเดียว

ปริจเฉทที่ ๑๓ การกปฎิเวธนิทเทส แสดงการก คือ อัตตาและการแทงอัตตา เป็นคำอธิบายร้อยแก้ว ประกอบด้วยคาถา ๙ บท

ปริจเฉทที่ ๑๔ รูปาวจรสมาธิภาวนานิทเทส แสดงการเจริญสมาธิฝ่ายรูปาวจร มีคาถา ๑๙๑ บท

ปริจเฉทที่ ๑๕ อรูปาวจรสมาธิภาวนานิทเทส แสดงการเจริญสมาธิฝ่ายอรูปาวจรมีคาถา ๒๖๓ บท

ปริจเฉทที่ ๑๖ อภิญญานิทเทส แสดงเรื่องอภิญญาทั้งหลาย มีคาถา ๖๑ บท

ปริจเฉทที่ ๑๗ อภิญญารัมมณนิทเทส แสดงการวินิจฉัยอารมณ์ของอภิญญทั้งหลาย มีคาถา ๖๖ บท

ปริจเฉทที่ ๑๘ ทิฎฐิวิสุทธินิทเทส แสดงเรื่องทิฎฐิวิสุทธิ คือ ความบริสุทธิ์แห่งทิฎฐิ มีคาถา ๕๗ บท

ปริจเฉทที่ ๑๙ กังขาวิตรณวิสุทธินิทเทส แสดงเรื่องกังขาวิตรณวิสุทธิ คือ ญาณบริสุทธิ์เป็นเรื่องข้ามความสงสัย มีคาถา ๓๗ บท สลับคำร้อยแก้ว

ปริเฉทที่ ๒๐ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธนิทเทส แสดงเรื่องมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธ คือญาณเป็นเครื่องเห็นบริสุทธิ์ว่าทางหรือมิใช่ทาง มีคาถา ๓๕ บท

ปริจเฉทที่ ๒๑ ปฎิปทาญาณทัสสนวิสุทธินิทเทส แสดงเรื่องปฎิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ คือ ญาณบริสุทธิ์เป็นเครื่องเห็ทางปฎิบัติ มีคาถา ๓๕ บท

ปริจเฉทที่ ๒๒ ญาณทัสสนวิสุทธินิทเทส แสดงชื่อญาณทัสสนวิสุทธิ มีคาถา ๕๖ บท

ปริจเฉทที่ ๒๓ กิเลสปหานนิทเทส กล่าวถึงการละกิเลส คือ สังโยชน์มัจฉริยะ วิปลาส นิวรณ์ ปรามาสอุปาทาน อนุสัย อกุศลกรรมบถอกุศลจิตตุปบาท ด้วยญาณต่าง ๆ ประกอบด้วยคาถา ๑๗ บทมีคำร้อยแก้วยรวมอยู่ด้วย

ปริจเฉทที่ ๒๔ ปัจจัยนิสเทส แสดงเรื่องปัจจัย ๒๔ เป็นคำร้อยแก้ว มีคาถาสลับจำนวน ๕ บท

สุดท้ายของคัมภีร์นิคมคาถา (คำกล่าวส่งท้ายคัมภีร์) ประกอบด้วยคาถา ๑๗ คาถา

บอกชื่อคัมภีร์อภิธัมมาวตาระนี้ว่าเป็นคัมภีร์ประเสริฐลึกซึ้งที่ควรค่าแก่การศึกษา และบอกประวัติของคัมภีร์ไว้ด้วย

โวหารในการแต่งคัมภีร์อภิธัมมาวตาระ อาจสรุได้ดังนี้

สำนวนกระทัดรัด แต่งครอบคลุมพระอภิธรรมปิฎกทั้ง ๗ คัมภีร์ คือ คัมภีร์อภิธัมมาวตาระจุเนื้อหาสาระของพระอภิธรรมปิฎกทั้ง ๗ คัมภีร์ ซึ่งมีประมาณ ๕,๐๐๐ หน้าและเนื้อหาของอภิธรรมอรรถกถาอีก ๓ คัมภีร์ ประมาณ ๑.๕๐๐ หน้า มาเป็นหนังสือ ๒๔ ปริจเฉท นับหน้าได้ ๑๘๐ หน้า แสดงถึงความสามารถอันช่ำซองของผู้แต่ง

มีลักษณะของภาษาความเรียงที่ดี คือ คัมภีร์อภิธัมมาวตาระประกอบด้วยคุณลักษณะที่ดีของภาษาหลายประการ เช่น

- มีความชัดเจน คือ อ่านแล้วเข้าใจตรงประเด็น ใช้ภาษาง่าย ถูกต้องตรง ความหมาย

- มีจุดหมายที่แน่นอน คือ อ่านแล้วจับใจความได้ทันที

- มีความสำพันธ์กันดี คือ ดำเนินการไปตามลำดับต่อเนื่องกัน ไม่วกวน ผู้ศึกษาสามารถติดตามได้ง่าย

- มีความไพเราะงดงาม คือ ทำให้ผู้อ่านรู้สึกจับใจ

ฯลฯ

คุณลักษณะของคัมภีร์อภิธัมมาวตาระนี้ เป็นเครื่องบ่งชี้ความเป็นมหากวีผู้ยิ่งใหญ่ฝ่ายเถรวาทของพระพุทธทัตตะได้แท้

๒) รูปารูปวิภาคะ

คัมภีร์รูปารูปวิภาคะเป็นหนังสือคู่มือพระอภิธรรม แต่งเป็นแบบร้อยแก้ว มีเนื้อหาสาระเกียวกับ จิต เจตสิก รูป อรูป เป็นต้น คัมภีร์นี้ได้วิเคราะห์ปัญหาในอภิธรรมที่ยากบางเรื่อง จึงมีลักษณะคล้ายจะเป็นอรรถกถากลายๆ อยู่ แต่ไม่ใช่

จากงานทั้ง ๔ คัมภีร์ของพระพุทธทัตตะที่กล่าวมาแล้ว เราได้เห็นความสามารถของท่านทั้งในด้านธรรมะและด้านการใช้ภาษาบาลี อันทำให้ท่านมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของนักปราชญ์พุทธทั้งหลาย แต่กระนั้นก็ต้องกล่าวไว้ตรงนี้ด้วยว่า งานทั้ง ๔ คัมภีร์นี้ของพระพุทธทัตตะแม้จะมีการวิเคราะปัญหาพระวินัยและพระอภิธรรมที่สำคัญและที่อาจจะเป็นหัวข้อโต้เถียงกันได้ อันเป็นเหตุให้นักวิชาการบางท่านเรียกงานเหล่านี้ว่าเป็นงานประเภทอรรถกถา กระนั้นก็ไม่อาจจะจัดเป็นงานประเภทอรรถกถาซึ่งอธิบายความหมายของคำและความในพระไตรปิฎกได้ เพราะว่างานทั้ง ๔ คัมภีร์นี้ของท่านมีลักษณะเป็นงานย่อสรุปเนื้อความของอรรถกถา พระวินัยปิฎกและพระอภิธรรมปิฎก โดยมีการวิเคราะห์แบบอรรถกถาแทรกเข้ามาบ้างเท่านั้น งานเหล่านี้ดีที่สุดก็คงถือได้แค่เป็นงานประเภทสังคหะ แต่ไม่ใช่งานประเภทอรรถกถา



3.3 ผลงานประเภทอรรถกถา

ผลงานประเภทอรรถกถาที่พระพุทธทัตตะแต่งขึ้นมีเพียงคัมภีร์เดียว คือ มธุรัตถวิลาสินีซึ่งเป็นอรรถกถาแก้พุทธวงค์ อันเป็นคัมภีร์ ๑๔ ของขุททกนิกาย พระสุตตันตปิฎก กล่าวอธิบายนิทานเกี่ยวพระประวัติในชาติต่างๆ ของพระโคดมพุทธเจ้า เมื่อครั้งพระองค์บำเพ็ญบารมีในช่วงเวลาการอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้า ๒๔ พระองค์ในอดีต ที่ทรงได้พบและได้ทรงพยากรณ์ว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในภายภาคหน้ารวม ๒๔ พระองค์และกล่าวถึงพระประวัติในชาตินี้ของโคดมพุทธเจ้าด้วย รวมความว่า อรรถกถาของพุทธวงค์กล่าวถึงพระประวัติของพระพุทธเจ้า ๒๕ พระองค์ คือ๑)พระทีปังกร ๒)พระโญณฑัญญะ ๓)พระมังคละ๔)พระสุมนะ๕)พระเรวตะ๖)พระโสภิตะ ๗)พระอโนมทัสสี ๘)พระปทุมะ ๙) พระนารทะ ๑๐)พระปทุมุตตระ

๑๑) พระสุเมธะ ๑๒)พระสุชาตะ ๑๓) พระปิยทัสสี ๑๔) พระอัตถทัสสี ๑๕) พระธัมมทัสสี ๑๖) พระสิทธัตถะ ๑๗)พระติสสะ ๑๘)พระปุสสะ ๑๙) พระวิปัสสี ๒๐)พระสีขี ๒๑) พระเวสสภู ๒๒) พระกกุสันธะ ๒๓)พระโกนาคมนะ ๒๔) พระกัสสปะ และ ๒๕) พระโคตมะ ตลอดจนเรื่องปกิณณกะอื่นๆ อีก อาทิเช่น เรื่องกัป

เรื่องการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ

พระประวัติ (ย่อ) ของพระพุทธเจ้า ๒๕ พระองค์ที่ปรากฎในอรรถกถาพุทธวงค์ คือ



๑) พระทีปังกรพุทธเจ้า

นับถอยหลังจากกัปนี้ไป ๔ อสงไชย ๑๐๐,๐๐๐ กัป พระทีปังกรพุทธเจ้าทรงอุบัติชึ้นในกรุงรัมมวดี พระชนกพระนามว่า สุเทพ พระชนนีพระนามว่า สุเมธา พระมเหสีพระนามว่า ปทุมา พระโอรสพระนามว่า อสุภธันธกุมาร ทรงครองฆราวาสอยู่ ๑๐.๐๐๐ ปี ทรงเห็นนิมิต ๔ คือ คน แก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ จึงทรงเสด็จออกผนวชโดยมีช้างเป็นพระพาหนะ ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่เป็นเวลา ๑๐ เดือน จึงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าภายใต้ต้นไม้เลียบ

พระสุมังคลเถระและพระติสสเถระเป็นคู่พระอัครสาวก พระสาคตเถระเป็นพระพุทธอุปัฎฐากพระนันทาเถรีและพระสุนันทาเถรีเป็นคู่อัครสาวิกา ตปุสสอุบาสกและภัลลิกอุบาสกเป็นคู่อัครอุปัฎฐากสิริมาอุบาสิกาและโสณาสิกาเป็นคู่อัครอุปัฎฐายิกา ในกัปนี้มนุษย์มีอายุขัย ๑๐๐,๐๐๐ ปี

ในชาตินี้พระพุทธเจ้าของเราเกิดเป็นสุเมธดาบส ได้อุทิศชีวิตทอดร่างกายตนเป็นสะพานให้พระทีปังกรพุทธเจ้าและพระสงฆ์เหยียบข้ามไป และได้รับพยากรณ์ว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในกาลภายหน้า



๒) พระโญณฑัญญพุทธเจ้า

นับถอยหลังจากกัปนี้ไป ๓ อสงไข ๑๐๐,๐๐๐ กัป พระโกณฑัญญพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในกรุงรัมมาวดีพระชนกพระนามว่า สุนันทะ พระชนนีพระนามว่า สุชาดา พระมเหสีพระนามว่ารุจิเทวี พระโอรสพระนามว่า วิชิตเสนกุมาร ทรงครองฆราวาสอยู่ ๑๐,๐๐๐ ปี ทรงเห็นนิมิต ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ จึงเสด็จออกผนวชด้วยมีรถเป็นพระราชพาหนะ ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่เป็นเวลา ๑๐ เดือน จึงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าภายใต้ต้นสาล กัลยาณี (ไม้ขานาง)

พระภัททเถระและพระสุภัททเถระเป็นคู่อัครสาวก พระอนุรุทธเถระเป็นพุทธอุปัฎฐากพระติสสาเถรีและพระอุปติสสาเถรีเป็นอัครสาวิกา โสณอุบาสกและอุปโสณอุบาสกเป็นคู่อัครอุปัฎฐากนันทาอุบาสิกาและสิริมาอุบาสิกาเป็นคู่อัครอุปัฎฐายิกา ในกัปนี้มนุษย์มีอายุขัย ๑๐๐,๐๐๐ ปี

ในชาตินี้ พระพุทธเจ้าของเราเกิดเป็นกษัตริย์พระนามว่า วิชิตาวี ได้ถวายทานอันประณีตและได้รับพยากรณ์ว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในกาลภายหน้า



๓) พระมังคลพุทธเจ้า

นับถอยจากกัปนี้ไป ๒ อสงไข ๑๐๐,๐๐๐ กัป พระมังคลพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในกรุงอุตตระ พระชนกพระนามว่า อุตตระ พระชนนีพระนามว่า อุนตตรา พระมเหสีพระนามว่า ยสวดี พระโอนสพระนามว่า สีวละ ทรงครองฆราวาสอยู่ ๙,๐๐๐ ปี ทรงเห็นนิมิต ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ จึงเสด็จผนวชด้วยมีม้าเป็นพระราชพาหนะ ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่เป็นเวลา ๘ เดือน จึงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าภายใต้ต้นกากะทิง

พระสุเทวเถระและพระธรรมเสนเถระเป็นคู่อัครสาวก พระปวิตเถระเป็นพุทธอุปัฎฐาก พระสีลวาเถรีและพระอโสกาเถรีเป็นคู่อัครสาวิกา นันทอุบาสกและวิสาขอุบาสกเป็นคู่อุปัฎฐาก อนุฬาอุบาสิกาและสุมนาอุบาสิกาเป็นคู่อัครอุปัฎฐายิกา ในกัปนี้มนุษย์มีอายุขัย ๙๐,๐๐๐ ปี

ในชาตินี้พระพุทธเจ้าของเราเกิดเป็นพราหมณ์ชื่อ สุรุจิ ได้ฟังธรรมเทศนา ถวายทาน รักษาศีล และได้รับพยากรณ์ว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในกาลภายหน้า

๔. พระสุมนพุทธเจ้า

นับถอยหลังจากกัปนี้ไป ๒ อสงไชย ๑๐๐,๐๐๐ กัป พระสุมนพุทธเจ้าทรงอบัติขึ้นในกรุงเมละ พระชนกพระนามว่า ทัตตะ พระชนนีพระนามว่า สิริมา พระมเหสีพระนามว่า วฎังสกีพระโอรสพระนามว่า อนูปมะ ทรงครองฆราวาสอยู่ ๙,๐๐๐ ปี

ทรงเห็นนิมิต ๔ คือคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ จึงเสด็จออกผนวชด้วยมีช้างเป็นพระราชพาหนะ ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่เป็นเวลา ๑๐ เดือน จึงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าภายใต้ต้นกากะทิง

พระสรณเถระและพระภาวิตัตถเถระเป็นคู่อัครสาวก พระอุเทนเถระเป็นพุทธอุปัฎฐาก พระโสณาเถรีและพระอุปโสณาเถรีเป็นคู่อัครสาวิกา วรุณอุบาสกและสรณอุบาสกเป็นคู่อัครอุปัฎฐาก จาลาอุบาสิกาและอุปจาลาอุบาสิกาเป็นคู่อัครอปัฎฐายิกา ในกัปนี้มนุษย์มีอายุขัย ๙๐,๐๐๐ปี

ในชาตินี้พระพุทธเจ้าของเราเกิดเป็นพญานาคชื่อว่า อตุละ ได้บำรุงพระสุมนพุทธเจ้าด้วยดนตรีทิพย์ และได้รับพยากรณ์ว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในกาลภายหน้า



๕) พระเรวตพุทธเจ้า

นับถอยหลังจากกัปนี้ไป ๒ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ กัป พระเรวตพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในกรุงสุธัญญกะ พระชนกพระนามว่า วิปุละ พระชนนีพระนามว่า วิปุลา พระมเหสีพระนามว่า สุทัสสนา พระโอรสพระนามว่า วรุณะ ทรงครองฆราวาสอยู่ ๖,๐๐๐ ปี ทรงเห็นนิมิต ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ จึงเสด็จออกผนวชด้วยมีรถเป็นพระราชพาหนะ ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่เป็นเวลา ๗ เดือน จึงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าภายใต้ต้นกากะทิง

พระวรุณเถระและพระพรหมเทวเถระเป็นอัครสาวก พระสัมภวเถระเป็นพุทธอุปัฎฐากพระภ้ททาเถรีและพระสุภัททาเถรีเป็นคู่อัครสาวิกา วรุณอบาสกและสรดภอุบาสกเป็นคู่อัครอุปัฏฐากจาลาอุบาสิกาและอุปจาลาอบาสิกาเป็นคู่อัครอุปัฏฐายิกา ในกัปนี้มนุษย์มีอายุขัย ๖๐,๐๐๐ ปี

ในชาตินี้ พระพุทธเจ้าของเราเกิดเป็นพระพรหมณ์ชื่ออติเทพ ได้ฟังธรรม ถวายทาน และได้รับพยากรณ์ว่า จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในกาลภายหน้า





๖) พระโสภิตพุทธเจ้า

นับถอยหลังจากกัปนี้ไป ๒ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ กัป พระโสภิตพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในกรุงสุธัมมา พระชนกพระนามว่า สุธัมมะ พระชนนีพระนามว่า สุธัมมา พระมเหสีพระนามว่ามกิลา พระโอรสพระนามว่า สีหะ ทรงครองฆราวาสอยู่ ๙,๐๐๐ ปี ทรงเห็นนิมิต ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ จึงเสด็จออกจากปราสาทไปบวชบำเพ็ญเพียรอยู่เป็นเวลา ๗ วัน ได้ฌาน ๔ และบำเพ็ญเพียรต่อไปจนได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าภายใต้ต้นกากะทิง

พระอสมเถระและพระสุเนตตเป็นคู่อัครสาวก พระอโนมเถระเป็นพุทธอุปัฎฐากพระนกุลาเถรีและพระสุขาตาเถรีเป็นคู่อัครอุปัฏฐายิกา รัมมอุบาสกและสุเนตตอุบาสกเป็นคู่อัครอุปัฏฐาก นกุลาอบาสิกาและและจิตตาอุบาสิกาเป็นคู่อัครอุปัฏฐายิกา ในกัปนี้มนุษย์มีอายุขัย ๙๐,๐๐๐ ปี

ในชาตินี้พระพุทธเจ้าของเราเกิดเป็นพราหมณ์ชื่อ สุชาตะ ได้ถวายทานจนพอเพียงและได้รับพยากรณ์ว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในกาลภายหน้า



๗) พระอโนมทัสสีพุทธเจ้า

นับถอยหลังจากกัปนี้ไป ๑ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ กัป พระอโนมทัสสีพุทธเจ้าทรงอบัติขึ้นในกรุงจันทวดี พระชนกพระนามว่า ยาวา พระชนนีพระนามว่า ยโสธรา พระมเหสีพระนามว่า สิริมา พระโอรสพระนามว่า อุปสาละ ทรงครองฆราวาสอยู่ ๑๐,๐๐๐ ปี ทรงเห็นนิมิต ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ

จึงเสด็จออกผนวชด้วยมีวอทองเป็นพระราชพาหนะ ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่เป็นเวลา ๑๐ เดือน จึงตรัสรู้เป็น

พระพุทธเจ้าภายใต้นรกฟ้า

พ ระนาภเถระและพระอโนมเถระเป็นคู่อัครสาวก พระวรุณเถระเป็นพุทธอุปัฏฐาก พระสุนทราเถรีและพระสุมนาเถรีเป็นคู่อัครสาวิกา นันทิวัฑฒอุบาสกและสิริวัฑฒอุบาสกเป็นคู่อัครอุปัฏฐาก อุปปลาอุบาสิกาและปทุมาอุบาสิกาเป็นคู่อัครอุปัฏฐายิกา

ในกัปนี้มนุษย์มีอายุขัย ๑๐๐,๐๐๐ ปี ในชาตินี้พระพุทธเจ้าของเราเกิดเป็นยักษ์มีฤทธิ์มาก มีจิตศรัทธาได้ถวายทานเป็นอันมากและได้รับพยากรณ์ว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในกาลภายหน้า



๘) พระปทุมพุทธเจ้า

นับถอยหลังจากกัปนี้ไปประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กัป พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในกรุงจัมปกะ พระชนกพระนามว่า อสมะ พระชนนีพระนามว่า อสมา พระมเหสีพระนามว่า อุตตรา พระโอรสพระนามว่า รัมมะ ทรงครองฆราวาสอยู่ ๑๐,๐๐๐ ปี ทรงเห็นนิมิต ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ จึงเสด็จออกผนวชด้วยมีรถเป็นราชพาหนะ ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่เป็นเวลา ๘ เดือน จึงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าใต้ต้นอ้อยช้างใหญ่

พระสาลเถระอุปสาลเถระเป็นคู่อัครสาวก และพระวรุณเถระเป็นพระอุปัฏฐากราธาเถรีและพระสุราธาเถรีเป็นคู่อัครสาวิกา สภิยอุบาสกเป็นคู่อัครอุปัฏฐาก รุจิอุบาสิกาและนันทรามาอุบาสิกาเป็นคู่อัคร-อุปฐายิกา ในกัปนี้มนุษย์มีอายุขัย ๑๐๐,๐๐๐ ปี

ในชาตินี้พระพุทธเจ้าของเราเกิดเป็นราชสีห์ ได้บำรุงปทุมพุทธเจ้าอยู่ ๗ วัน และได้รับพยากรณ์ว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในกาลภายหน้า



๙) พระนารทพุทธเจ้า

นับถอยหลังจากกัปนี้ไปประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กัป พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในกรุงธัญญวดีพระชนกพระนามว่า อสมะ พระชนนีพระนามว่า อโนมา พระมเหสีพระนามว่า วิชิตเสนา พระโอรสพระนามว่า นันทุตตระ ทรงครองฆราวาสอยู่ ๙,๐๐๐ ปีทรงเห็นนิมิต ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ จึงเสด็จออกผนวชด้วยพระราชดำเนินไป ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่เป็นเวลา ๗ วัน จึงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าใต้ต้นอ้อยช้างใหญ่

พระภัททสาลเถระและวิตมิตตเถระเป็นคู่อัครสาวก พระวาเสฏฐเถระเป็นพระอุปัฏฐากพระอุตตราเถรีและพระผัคคุเถรีเป็นคู่อัครสาวิกา อุครินทอุบาสกและวสภอุบาสกเป็นคู่อัครอุปัฏฐาก อินทวรีอุบาสิกาอุบาสิกาและคันคีอุบาสิกาเป็นคู่อัครอุปฐายิกา ในกัปนี้มนุษย์มีอายุขัย ๙๐,๐๐๐ ปี

ในชาตินี้พระพุทธเจ้าของเราเกิดเป็นชฏิลมีตบะแก่กล้า ได้ถวายทานแก่พระนาทรทพุทธเจ้า ด้วยความเคารพ และได้รับพยากรณ์ว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในกาลภายหน้า



๑๐) พระปทุมุตรพุทธเจ้า

ในมณฑกัป นับถอยหลังจากกัปนี้ไปประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กัป พระปทุมุตรทรงอุบัติขึ้นในกรุงหงสวดีพระชนกพระนามว่า อานันทะ พระชนนีพระนามว่า สุชาดา พระมเหสีพระนามว่า สุลทัตตา พระโอรสพระนามว่า อุตตระ ทรงครองฆราวาสอยู่ ๙,๐๐๐ ปีทรงเห็นนิมิต ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ จึงเสด็จออกจากปราสาทเลื่อนลอยไป ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่เป็นเวลา ๗ วัน จึงตรัสรู้เป็พระพุทธเจ้าภายใต้ต้นสน

พระเทวิลเถระและพระสุชาตเถระเป็นคู่อัครสาวก พระสุมนเถระเป็นพระอุปัฏฐากพระอมิตราเถรีและพระอสมาเถรีเป็นคู่อัครสาวิกา อมิตอุบาสกและติสสอุบาสกเป็นคู่อัครอุปัฏฐาก หัตถาอุบาสิกาและสุจิตาอุบาสิกาเป็นคู่อัครอุปฐายิกา ในกัปนี้มนุษย์มีอายุขัย ๑๐๐,๐๐๐ ปี

ในชาตินี้พระพุทธเจ้าของเราเกิดเป็นยักษ์มีฤทธิ์มาก มีจิตศรัทธาได้ถวายทานเป็นอันมาก และได้รับพยากรณ์ว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในกาลภายหน้า



๑๑) พระสุเมธพุทธเจ้า

ในมณฑกัป พระปทุมุตรทรงอุบัติขึ้นในกรุงสุทัสสนะ พระชนกพระนามว่า สุทัตตะ พระชนนีพระนามว่า สุทัตตา พระมเหสีพระนามว่า สุมนา พระโอรสพระนามว่า ปุนัพพะ ทรงครองฆราวาสอยู่ ๙,๐๐๐ ปีทรงเห็นนิมิต ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ จึงเสด็จออกผนวชด้วยมีช้างเป็นราชพาหนะ ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่เป็นเวลา ๘ เดือน จึงตรัสรู้เป็พระพุทธเจ้าภายใต้ต้นสะเดา

พระสรณกเถระและพระสัพพกามเถระเป็นคู่อัครสาวก พระสาครเถระเป็นพระอุปัฏฐากพระรามาเถรีและพระสุรามาเถรีเป็นคู่อัครสาวิกา อุรุเวลอุบาสกและยสวาอุบาสกเป็นคู่อัครอุปัฏฐาก ยโสธราอุบาสิกาและสิริมาอุบาสิกาเป็นคู่อัครอุปฐายิกา ในกัปนี้มนุษย์มีอายุขัย ๙๐,๐๐๐ ปี

ในชาตินี้พระพุทธเจ้าของเราเกิดเป็นมาณพชื่อ อุตตระ ได้ถวายทรัพย์ที่เก็บไว้ในเรือนประมาณ ๘๐ โกฏิ แล้วออกบวช และได้รับพยากรณ์ว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในกาลภายหน้า



๑๒) พระสุชาตพุทธเจ้า

ในมณฑกัป พระสุชาตทรงอุบัติขึ้นในกรุงสุมังคละ พระชนกพระนามว่า อุคคตะ พระชนนีพระนามว่า ปภาวดี พระมเหสีพระนามว่า สิรินันทา พระโอรสพระนามว่า อุปเสนะ ทรงครองฆราวาสอยู่ ๙,๐๐๐ ปีทรงเห็นนิมิต ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ จึงเสด็จออกผนวชด้วยม้าเป็นราชพาหนะ ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่เป็นเวลา ๙ เดือน จึงตรัสรู้เป็พระพุทธเจ้าภายใต้ต้นไผ่ใหญ่

พระสุทัสสนเถระและพระสุเทวเถระเป็นคู่อัครสาวก พระนารทเถระเป็นพระอุปัฏฐากพระนาคาเถรีและพระนาคสมานาเถรีเป็นคู่อัครสาวิกา สุทัตตอุบาสกและจิตตอุบาสกเป็นคู่อัครอุปัฏฐาก หัตถาอุบาสิกาสุภัททาอุบาสิกาและปทุมาอุบาสิกาเป็นคู่อัครอุปฐายิกา ในกัป นี้มนุษย์มีอายุขัย ๙๐,๐๐๐ ปี

ในชาตินี้พระพุทธเจ้าของเราเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ได้ถวายราชสมบัติออกบวช และได้รับพยากรณ์ว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในกาลภายหน้า



๑๓) พระปิยทัสสีพุทธเจ้า

ในที่สุดกัปที่ ๑๑๘ นับถอยหลังจากกัปนี้ไป พระปิยทัสสีทรงอุบัติขึ้นในกรุงสุธัญญะ พระชนกพระนามว่า สุทัตตะ พระชนนีพระนามว่า สุจันทา พระมเหสีพระนามว่า วิมลา พระโอรสพระนามว่า กัญจ-นาเวฬะ ทรงครองฆราวาสอยู่ ๙,๐๐๐ ปีทรงเห็นนิมิต ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ จึงเสด็จออกผนวชด้วยราชรถ ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่เป็นเวลา ๖ เดือน จึงตรัสรู้เป็พระพุทธเจ้าภายใต้ต้นกุ่ม

พระปาลิตเถระและพระสัพพทัสสีเถระเป็นคู่อัครสาวก พระโสภิตเถระเป็นพระอุปัฏฐากพระสุชาตาเถรีและพระธัมมทินนาเถรีเป็นคู่อัครสาวิกา สันทกอุบาสกและธัมมิกอุบาสกเป็นคู่อัครอุปัฏฐาก วิสาขาอุบาสิกาสุภัททาอุบาสิกาและธัมทินนาอุบาสิกาเป็นคู่อัครอุปฐายิกา ในกัป นี้มนุษย์มีอายุขัย ๙๐,๐๐๐ ปี

ในชาตินี้พระพุทธเจ้าของเราเกิดเป็นมาณพชื่อ กัสสปะ เป็นผู้คงแก่เรียน ได้ฟังเทศนาแล้วเกิดความเลื่อมใสได้สร้างวัดถวาย และได้รับพยากรณ์ว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในกาลภายหน้า



๑๔) พระอัตถทัสสีพุทธเจ้า

ในที่สุดกัปที่ ๑๑๘ นับถอยหลังจากกัปนี้ไป พระอัตถทัสสีทรงอุบัติขึ้นในกรุงโสภณะ พระชนกพระนามว่า สาคระ พระชนนีพระนามว่า สุทัสนา พระมเหสีพระนามว่า วิสาขา พระโอรสพระนามว่า เสละ ทรงครองฆราวาสอยู่ ๑๐,๐๐๐ ปีทรงเห็นนิมิต ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ จึงเสด็จออกผนวชด้วยมีม้าเป็นราชพาหนะ ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่เป็นเวลา ๘ เดือน จึงตรัสรู้เป็พระพุทธเจ้าภายใต้ต้นจำปา

พระสันตเถระและพระอุปสันตเถระเป็นคู่อัครสาวก พระอภยเถระเป็นพระอุปัฏฐากพระธัมมาเถรีและสุธัมมาเถรีเป็นคู่อัครสาวิกา นกุลอุบาสกและนิสภอุบาสกเป็นคู่อัครอุปัฏฐาก มกิลาอุบาสิกาและสุนันทาอุบาสิกาเป็นคู่อัครอุปฐายิกา ในกัป นี้มนุษย์มีอายุขัย ๑๐๐,๐๐๐ ปี

ในชาตินี้พระพุทธเจ้าของเราเกิดเป็นชฏิลมีตบะแก่กล้า ได้นำดอกไม้ทิพย์ไปบูชาพระอัตถทัสสี และได้รับพยากรณ์ว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในกาลภายหน้า



๑๕) พระธัมมทัสสีพุทธเจ้า

ในที่สุดกัปที่ ๑๑๘ นับถอยหลังจากกัปนี้ไป พระธัมมทัสสีพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในกรุงสรณะ พระชนกพระนามว่า สรณะ พระชนนีพระนามว่า สุนันทา พระมเหสีพระนามว่า วิจิโกลี พระโอรสพระนามว่า ปุญญวัฑฒนะ ทรงครองฆราวาสอยู่ ๘,๐๐๐ ปีทรงเห็นนิมิต ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ จึงเสด็จออกจากปราสาทไปผนวช ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่เป็นเวลา ๗ วัน จึงตรัสรู้เป็พระพุทธเจ้าภายใต้ต้นมะกล่ำ

พระปทุมเถระและพระปุสสเทวเถระเป็นคู่อัครสาวก พระสุทัสตเถระเป็นพระอุปัฏฐากพระเขมาเถรีและพระสัจนามาเถรีเป็นคู่อัครสาวิกา สุภัทรอุบาสกและกฏิสสอุบาสกเป็นคู่อัครอุปัฏฐาก สฬิสาอุบาสิกาและกฬิสสาอุบาสิกาเป็นคู่อัครอุปฐายิกา ในกัป นี้มนุษย์มีอายุขัย ๑๐๐,๐๐๐ ปี

ในชาตินี้พระพุทธเจ้าของเราเกิดเป็นท้าวสักกะ(พระอินทร์) ได้บูชาพระธัมทัสสีด้วยพวงของหอมที่เป็นทิพย์ พร้อมด้วยดนตรี และได้รับพยากรณ์ว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในกาลภายหน้า



๑๖) พระสิทธัตถพุทธเจ้า

ในกัปที่ ๙๔ นับถอยหลังจากกัปนี้ไป พระสิทธัตถพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในกรุงเวภาระ พระชนกพระนามว่า

อุเทน พระชนนีพระนามว่า ผุผัสสา พระมเหสีพระนามว่า สุมนา พระโอรสพระนามว่า อนุปมะ ทรงครองฆราวาสอยู่ ๑๐,๐๐๐ ปี ทรงเห็นนิมิต ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และ สมณะ จึงเสด็จออกผนวชด้วยมีวอทองเป็นราชพาหนะ ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่เป็นเวลา ๑๐ เดือน จึงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าภายใต้ต้นกรรณิการ์

พระสัมพลเถระและพระสุมิตตเถระเป็นคู่อัครสาวก พระเรวตเถระเป็นพุทธอุปัฎฐาก พระสีวลาเถรีและพระสุรามาเถรีเป็นคู่อัครสาวิกา สุปปิยอุบาสกและสมุททอุบาสกเป็นคู่อัครอุปัฎฐากรัมมาอุบาสิกาและสุรัมมาอุบาสิกาเป็นคู่อัครอุปัฎฐายิกา ในกัปนี้มนุษย์มีอายุขัย ๑๐๐,๐๐๐ ปี

ในชาตินี้พระพุทธเจ้าของเราเป็นดาบสชื่อ มงคล ได้พบพระสิทธัตถพุทธเจ้า ได้ถวายผลหว้า

แก่พระองค์ และได้รับพยากรณ์ว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในกาลภายหน้า



๑๗) พระติสสพุทธเจ้า

ในกัปที่ ๙๒ นับถอยหลังจากกัปนี้ไป พระติสสพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในกรุงเขมกะ

พระชนกพระนามว่า ชนสันทะ พระชนนีพระนามว่า ปทุมา พระมเหสีพระนามว่า สุภัททา พระโอรสพระนามว่า อานันทะ ทรงครองฆราวาสอยู่ ๗,๐๐๐ ปี ทรงเห็นนิมิต ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ

จึงเสด็จออกผนวชด้วยมีม้าเป็นราชพาหนะ ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่เป็นเวลา ๑๕ วัน จึงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าภายใต้ต้นประดู่

พระพรหมเทวเถระและพระอุทยเถระเป็นคู่อัครสาวก พระสุมังคลสเถระเป็นพุทธอุปัฏฐาก

พระผุสสาเถรีและพระสุทัตตาเถรีเป็นคู่อัครสาวิกา สัมพลอุบาสกและสิริอุบาสกเป็นคู่อัครอุปัฏฐาก กีสาโคสตมีอุบาสิกาและอุปเสนาอุบาสิกาเป็นคู่อัครอุปัฏฐายิกา ในกัปนี้มนุษย์มีอายุขัย ๑๐๐,๐๐๐ ปี

ในชาตินี้พระพุทธเจ้าของเราเกิดเป็นกษัตริย์พระนามว่า สุชาตะ ทรงสละราชสมบัติออกผนวชได้รับพยากรณ์ว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในกาลภายหน้า



๑๘) พระปุสสพุทธเจ้า

ในกัปที่ ๙๒ นับจากกัปนี้ไป พระปสุสพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในกรุงกาสิกะพระชนพระนามว่า

ชยเสนะ พระชนนีพระนามว่า สิริมา พระมเหสีพระนามว่า กีสาโคตมีพระโอรสพระนามว่า อนุปมะ ทรงครองฆราวาสอยู่ ๙,๐๐๐ ปี ทรงเห็นนิมิต ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ จึงเสด็จออกผนวชด้วยมีม้าเป็นราชพาหนะ ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่เป็นเวลา ๗ วัน จึงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าภายใต้ต้นมะขามป้อม

พระสุรักขิตเถระและพระธัมมเสนเถระเป็นคู่อัครสาวก พระสภิยเถระเป็นพุทธอุปัฏฐาก

พระจาลาเถรีและพระอุปจาลาเถรีเป็คู่อัครสาวิกา ธนัญชยอุบาสกและวิสาขอุบาสกเป็นคู่อัครอุปัฏฐาก

ปทุมาอุบาสิกาและสิรินาคาอุบาสิกาเป็นคู่อัครอุปัฏฐายิกา ในกัปนี้มนุษย์มีอายุขัย ๙๐๐,๐๐๐ ปี

ในชาตินี้พระพุทธเจ้าของเราเป็นกษัริย์พระนามว่า วิชิตะ ได้สละราชสมบัติออกผนวชใน

สำนักของพระปุสสพุทธเจ้า และได้รับพยากรณ์ว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในกาลภายหน้า



๑๙) พระวิปัสสีพุทธเจ้า

ในกัปที่ ๙๑ นับถอยหลังจากนี้ไป พระวิปัสสีพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในกรุงพันธุมดีพระชนพระนามว่า พันธุมา พระชนนีพระนามว่า พันธุตี พระมเหสีพระนามว่า สุทัสสนา พระโอรสพระนามว่า สมวัตตขันธ์ ทรงครองฆราวาสอยู่ ๘,๐๐๐ ปี ทรงเห็นนิมิต ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะจึงเสด็จออกผนวชด้วยมีรถเป็นราชพาหนะทรงบำเพ็ญเพียรอยู่เป็น ๘ เดือน จึงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าภายใต้ต้นแคฝอย

พระขันธเถระและพระติสสนามเถระเป็นคู่อัครสาวก พระอโสกเถระเป็นพุทธอุปัฏฐาก

พระจันทาเถรีและพระจันทมิตตาเถรีเป็นคู่อัครสาวิกา ปุนัพพสุมิตตอุบาสกและนาคอุบาสกเป็นคู่อัครอุปัฏฐาก สิริมาอุบาสิกาสิกาและอุตตราอุบาสิกาเป็นคู่อัครอุปัฏฐายิกาในกัปนี้มนุษย์มีอายุขัย ๘๐,๐๐๐ ปี

ในชาตินี้พระพุทธเจ้าของเราเป็นพระยานาคมีฤทธิ์มากชื่อ อตุละ ได้บรรเลงเพลงทิพย์

ถวายและได้ถวายตั่งทองอันสวยงามแด่พระวิปัสสีพุทธเจ้า และได้รับพยากรณ์ว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมในกาลภายหน้า



๒๐) พระสิขรพุทธเจ้า

ในกัปที่ ๓๑ นับถอยหลังจากกัปนี้ พระสิขีพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในกรุงอรุณวดี พระชนกพระนามว่า อรุณะ พระชนนีพระนามว่า ปภาวดี พระมเหสีพระนามว่า สัพพกามา พระโอรสพระนามว่า

พระอตุล ทรงครองฆราวาสอยู่ ๗,๐๐๐ ปี ทรงเห็นนิมิต ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และ สมณะ จึงเสด็จออกผนวชด้วยมีช้างเป็นราชพาหนะ ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่เป็นเวลา ๘ เดือน จึงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าภายใต้ต้นกุ่มบก

พระอภิภูเถระและพระสัมภวเถระเป็นอัครสาวก พระเขมังกรเถระเป็นพุทธอุปัฏฐาก พระสิยลาเถรีและพระปทุมาเถรีเป็นอัครสาวิกา สิริวัฑฒอุบาสกและนันทอุบาสกเป็นอัครอุปัฏฐาก จิตตาอุบาสิกาและสุจิตตาอุบาสิกาเป็นคู่อัครอุปัฏฐายิกา ในกัปนี้มนุษย์มีอายุขัย ๗๐,๐๐๐ ปี

ในชาตินี้พระพุทธเจ้าของเราเป็นกษัตริย์พระนามว่า อรินทมะ ได้ถวายข้าว น้ำ เป็นอันมากแด่พระสิขีพุทธเจ้าและพระสงฆ์ และได้รับพยากรณ์ว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า โคดม

ในกาลภายหน้า



๒๑)พระเวสสภูพุทธเจ้า

ในกัปที่ ๓๑ นับถอยหลังจากกัปนี้ไป พระเวสสภูพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในกรุงอโนมะ

พระชนกพระนามว่า สุปปติตะ พระชนนีพระนามว่า ยสวดี พระมเหสีพระนามว่า สุจิตตา พระโอรสพระนามว่า สุปปพุทธะ ทรงครองฆราวาสอยู่ ๖,๐๐๐ ปี ทรงเห็นนิมิต ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และ สมณะจึงเสด็จออกผนวชด้วยมีวอทองเป็นราชพาหนะ ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่เป็นเวลา ๖ เดือน จึงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าภายใต้ต้นอ้อยช้างใหญ่

พระโสณเถระและพระอุตตรเถระเป็นอัครสาวก พระอุปสันตเถระเป็นพุทธอุปัฏฐากพระรามาเถรีและพระสมาลาเถรีเป็นคู่อัครสาวิกา โสตถิกอุบาสกและรัมมอุบาสกเป็นคู่อัครอุปัฏฐากโคตมีอุบาสิกาและสิริมาอุบาสิกาเป็นคู่อัครอุปัฏฐายิกา ในกัปนี้มนุษย์มีอายุขัย ๖๐,๐๐๐ ปี

ในชาตินี้พระพุทธเจ้าของเราเป็นกษัตริย์พระนามว่า สุทัสสนะ ได้ถวายทานมีค่ามากแด่

พระสิขีพุทธเจ้า แล้วสละราชสมบัติออกผนวชด้วยศรัทธา และได้รับพยากรณ์ว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมในกาลภายหน้า



๒๒)พระกกุสันธพุทธเจ้า

ในภัททกัปนี้ พระกกุสันธพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในกรุงเขมวดี ในรัชสมัยพระเจ้าเขมกะพระพุทธบิดา

เป็นพราหมณ์ชื่อว่า อัคคิทัตตะ พระพุทธมารดาเป็นพราหมณีชื่อว่า วิสาขา ภริยาชื่อว่าโรปินี บุตรชื่อว่า

อุตตระ ครองฆราวาสอยู่ ๔,๐๐๐ ปี ทรงเห็นนิมิต ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และ สมณะ จึงเสด็จออกผนวชด้วยมีรถเป็นพาหนะ บำเพ็ญเพียรอยู่เป็นเวลา ๘ เดือน จึงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าภายใต้ต้นซึก

พระวิธุรเถระและพระสัญชีวเถระเป็นคู่อัครสาวก พระพุทธิชเถระเป็นพุทธอุปัฏฐาก พระสามาเถรี

และพระจัมปานามาเถรีเป็นคู่อัครสาวิกา อัจจุคคตอุบาสกและสุมนอุบาสกเป็นคู่อัครอุปัฏฐาก นันทาอุบาสิกาและสุนันมาอุบาสิกาเป็นคู่อัครอุปัฏฐายิกา ในกัปนี้มนุษย์มีอายุขัย ๔๐,๐๐๐ ปี

ในชาตินี้พระพุทธเจ้าของเราเป็นกษัตริย์พระนามว่า เขมะ ได้ถวายทานเป็นอันมากแด่พระกกุสันธพุทธเจ้าและพระสงฆ์ และได้รับพยากรณ์จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า โคดมในกาลภายหน้า



๒๓)พระโกนาคมนพุทธเจ้า

ในภัททกัปนี้ พระโกนาคมนพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในกรุงโสภวดี ในรัชสมัยพระเจ้าโสภะพระพุทธบิดาเป็นพราหมณ์ชื่อ ยัญญทัตตะ พระพุทธมารดาเป็นพราหมณ์ชื่อ อุตตรา ภริยาชื่อว่า รุจิคัตตา บุตรชื่อว่า สัตถวาหะ ครองฆราวาสอยู่ ๓,๐๐๐ ปี ทรงเห็นนิมิต ๔ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และ สมณะ จึงเสด็จออกผนวชด้วยมีช้างเป็นพาหนะ บำเพ็ญเพียรอยู่เป็นเวลา ๖ เดือน จึงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าภายใต้ต้นมะเดื่อ

พระภิยโยสเถระและพระอุตตรเถระเป็นคู่อัครสาวก พระโสตถิชเถระเป็นพุทธอุปัฏฐาก พระสุททาเถรีและพระอุตตาเถรีเป็นคู่อัครสาวิกา อุคคอุบาสกและโสมเทวอุบาสกเป็นคู่อัครอุปัฏฐาก ลีวลาอุบาสิกาและสามาอุบาสิกาเป็นคู่อัครอุปัฏฐายิกา ในกัปนี้มนุษย์มีอายุขัย ๓๐,๐๐๐ ปี

ในชาตินี้พระพุทธเจ้าของเป็นกษัตริย์พระนามว่า ปัพพตะ ได้ฟ้งธรรมเทศนา และถวายทานเป็นมากแด่พระโกนาคมนพุทธเจ้าและพระสงฆ์ และได้รับพยากรณ์ว่าจะได้ตรัสรู้เจ้าเป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมในกาลภายหน้า



๒๔) พระกัสสปพุทธเจ้า

ในภัททกัปนี้ พระกัสสปพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในกรุงพาราณสี ในรัชสมัยพระเจ้ากิกีพระพุทธบิดาเป็นพราหมณ์ชื่อว่า พรหมทัตตะ พระพุทธมารดาเป็นพราหมณีชื่อว่า ธนวดี ภริยาชื่อว่า สุนันทา บุตรชื่อว่า

วิชิตเสนะครองฆราวาสอยู่ ๒,๐๐๐ ปี ทรงเห็นนิมิต ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และ สมณะ จึงเสด็จออกผนวชโดยปราสาทเลื่อนลอยไป บำเพ็ญเพียรอยู่เป็นเวลา ๗ วัน จึงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าใต้ต้นไทร

พระติสสเถระและพระภารทวาชเถระเป็นคู่อัครสาวก พระสัพพมิตตเถระเป็นพุทธอุปัฏฐาก

พระอนุลาเถรีและพระอุรุเวลาเถรีเป็นอัครสาวิกา สุมังคลอุบาสกและฆฏิการอุบาสกเป็นคู่อุปัฏฐาก

วิชิตเสนาอุบาสิและภัททาอุบาสิกาเป็นคู่อัครอุปัฏฐายิกา ในกัปนี้มนุษย์มีอายู่ขัย ๒๐๐,๐๐๐ ปี

ในชาตินี้พระพุทธเจ้านของเราเป็นมานะณพชื่อโชติปาละ เป็นผู้เชี่ยวชาญไตรเพท เมื่อมีศรัทธา

ได้ออกบวช ได้เป็นพหูสุต และได้รับพยากรณ์ว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า โคดม ในกาลภายหน้า



๒๕)พระโคดมพุทธเจ้า

พระโคดมพุทธเจ้าของพวกเราทรงอุบัติขึ้นในศากสกุล ในกรุงกบิลพัสดุ์ พระพุทธบิดาพระนามว่า

สุทโธทนะ พระพุทธมารดาพระนามว่า มายาเทวี พระมเหสีพระนามว่า ยโสธรา พระโอรสพระนามว่า

ราหุล ทรงครองฆราวาสอยู่ ๒๙ ปี ทรงเห็นนิมิต ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และ สมณะ จึงเสด็จออกผนวชด้วยมีม้าเป็นราชพาหนะ บำเพ็ญเพียรอยู่เป็นเวลา ๖ ปี จึงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าภายใต้ต้นอัสสัตถพฤกษ์ (ต้นโพธิ์)

พระสารีปุตตเถระและพระโมคคัลลานเถระเป็นอัครสาวก พระอานันทเถระเป็นพุทธอุปัฏฐาก

พระเขมาเถรีและพระอุบลวัณณาเถรีเป็นคู่อัครสาวิกา จิตตคหบดีอุบาสกและหัตถกคหบดีอุบาสก

เป็นคู่อัครอุปัฏฐาก นันทมาตาอุบาสิกาและอุตตราอุบาสิกาเป็นคู่อัครอุปัฏฐายิกา ในกัปนี้มนุษย์มีอายุขัย

๑๐๐ ปี พระโคดมพุทธเจ้ามีพระชนมายุ ๘๐ ปี จึงปรินิพพาน

คัมภีร์มธุรัตถวิลาสินี อรรถกถาแก้พุทธวงส์นี้ กล่าวกันตามประเพณีว่า เป็นผลงานที่แต่งขึ้น

โดยพระพุทธทัตตะตามคำอาราธนาของพระพุทธสีหะ แต่งกระนั้นก็มีผู้กล่าวเป็นอื่น เค.อาร์. นอร์แมน

(K.R. norman) กล่าวว่าการตรวจสอบคัมภีร์อรรถกถาพุทธวงส์ ซึ่งกล่าวกันว่า พระพุทธทัตตะเป็นคนแต่ง ทำให้เห็นว่า คัมภีร์นี้ต้องแต่งขึ้นยุคหลังมาก และพอจะสันนิษฐานได้ว่า แต่งโดยภิกษุที่มีนชื่อว่าพระพุทธทัตตะรูปอื่น สุภาพรรณ ณ บางช้าง แสดงทัศนะเกี่ยวกับชื่อของพระพุทธทัตตะในวรรณคดีบาลี

ในสมัยอนุราธปุระมีพระภิกษุผู้สร้างสรรค์ผลงานทางวรรคดีบาลี ที่มีชื่อว่า พระพุทธทัตตะ อยู่ ๒ รูป

คือ ๑. พระพุทธทัตตะ ผู้แต่งคัมภีร์อภิธัมมาวตาระ รูปารูปวิภาคะ วินยวินิจฉยะ และอุตตรวินิจฉยะ ท่านรูปนี้เป็นพระภิกษุที่คัมภีร์พุทธโฆสุปปัตติกล่าวว่า ได้พบกับพระพุทธโฆสาจารย์กล่างทะเล และขอให้พระพุทธโฆสาจารย์ช่วยทำงานแปลอรรถกถาต่อด้วย เหตุเพราะท่านอายุมากแล้วไม่อาจทำงานให้แล้วเสร็จได้

ต้องกลับอินเดียก่อน

จากตรงนี้ ถ้าเราต้องเชื่อว่าคัมภีร์อรรถกถามธุรัตถวิลาสสินีเป็นผลงานของท่านแล้ว ก็จะแสดงว่า

คัมภีร์พุทธโฆสุปปัตติให้หลักฐานที่เชื่อไม่ได้ เพราะคัมภีร์นี้กล่าวว่าท่านเป็นผู้มีอายุชราแล้วและได้แปลคัมภีร์ ๔ เล่มก่อนที่ท่านจะเดินทางกลับอินเดียใต้ ตามคัมภีร์ที่ท่านแต่งเหล่านี้ เช่นอภิธัมมาวตาระ กล่าวชัดเจนว่าเป็นงานเขียนย่ออรรถกถาพระอภิธรรมปิฏกของพระพุทธโฆสาจารย์และท่านยังได้ขอให้พระโฆสาจารย์ส่งงานที่ท่านเขียนเสร็จแล้วไปให้ท่านที่อินเดียใต้ด้วย ซึ่งแสดงว่าพระพุทธทัตตะต้องเป็นคนร่วม

สมัยกับพระพุทธโฆสาจารย์ โดยมีอายุแก่กว่าพระพุทธโฆสาจารย์ไม่มากนัก ซึ่งรู้ได้จากท่านใช้คำว่า

“อาวุโส” เรียกพระพุทธโฆสาจารย์

(๒) พระพุทธทัตตะ ผู้แต่งคัมภีร์ธุรัตถวิลาสินี ซึ่งเป็นอรรถกถาพุทธวงส์ ท่านผู้นี้ดูออกว่าเป็นคนละ

คนกับพระพุทธทัตตะในสมัยพระพุทธโฆสาจารย์ เพราะในงานอรรถกถามธุรัตถวิลาสินีของท่านนี้มีอ้างถึง

คัมภีร์อรรถกถาวิมานวัตถุ (ปรมัตถโชติกา) ของพระธัมมปาละ และเมื่อมีอรรถกถาพุทธวงส์แล้ว พระธัมมปาละก็ได้แต่งคัมภีร์ฏีกาแก้อรรถกถาพุทธวงส์ด้วย ข้อนี้เป็นหลักฐานให้สันนิษฐาว่า พระพุทธทัตตะรูปนี้น่าจะมีชีวิตร่วมสมัยพระธัมมปาละในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖

ข้อสรุปและข้อสังเกต

ก่อนจะจบในส่วนของชีวประวัติและผลงานของพระพุทธทัตตะ ผู้เขียนอยากให้ข้อสรุปและ

ข้อสังเกตบางประการไว้ ดังนี้

๑. ข้อมูลผู้เกี่ยวกับชีวะประวัติของพระพุทธทัตตะมีน้อยมาก จนไม่อาจรู้ด้วยซ้ำไปว่าท่านเป็นลูกของใครและชาติวรรณะอะไร รู้แต่เพียงภูมิลำเนาของท่านเท่านั้น และก็ไม่สามารถทราบประวัติทางการศึกษาในวัยเด็กและวัยรุนของท่านได้ ไม่รู้ประวัติการบวชของท่านในอินเดียใต้ รู้แต่เพียงว่าท่านบวชแล้วถูกส่งไปศึกษาและแปลอรรถกถาภาษาสิงหลที่วัดมหาวิหาร แห่งเมืองอนุราธปุระ ประเทศลังกา

กลับมาเป็นภาษาบาลีเท่านั้น

๒. คัมภีร์ชินาลังกา คัมภีร์ทันตวงส์ และคัมภีร์โพธิวงส์ ตามที่คัมภีร์พุทธโฆสุปปัตติปริจเฉทที่ ๔

ยืนยันว่าเป็นผลงานของพระพุทธทัตตะ แต่เอาเข้าจริงก็ยังเป็นปัญหาเรื่องการโต้แย้งกันเรื่องคนแต่ง/

คนแปลอยู่ ดังที่กล่าวไว้แล้ว

๓. ผลงานที่นับว่าเด่นและสร้างชื่อเสียงให้กับพระพุทธทัตตะ ก็คือ คัมภีร์ที่ท่านสรุปย่อคัมภีร์อรรถกถาพระวินัยปิฏกและอรรถกถาพระอภิธรรมปิฏก โดยเฉพาะแล้วก็คือคัมภีร์อภิธัมมาวตาระที่นักอภิธรรมใช้เป็นคู่มือในการศึกษาพระอภิธรรม เช่นเดียวกับคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะของพระอนุรุทธะด้วยว่าคัมภีร์

นี้เป็น “แนวนัย” ให้ผู้ศึกษาพระอภิธรรมศึกษาพระอภิธรรมปิฏกได้เข้าใจง่ายขึ้นและมากขึ้น

๔. คัมภีร์อรรถกถาพุทธวงส์ (มธุรัตถวิลาสินี) แม้มีข้อความในคัมภีร์ยืนยันว่า พระพุทธทัตตะเป็นคนแต่งขึ้น แต่ก็มีปัญหาสงสัยในหมู่นักวิชาการที่ศึกษาคัมภีร์พระพุทธศาสนาว่า ไม่น่าจะใช่พระพุทธทัตตะที่ร่วมสมัยกับพระพุทธโฆสาจารย์ แต่น่าจะเป็นพระพุทธทัตตะที่ร่วมสมัยกับพระธัมมปาละมากกว่า

เหตุของการสันนิษฐานเช่นนี้เพราะคัมภีร์อรรถกถาพุทธวงส์ที่ว่าแต่งโดยพระภิกษุที่ชื่อพระพุทธทัตตะ มีข้อความอ้างถึงคัมภีร์ปรมัตถโชติกา อรรถกถาวิมานวัตถุ ซึ่งแต่งโดยพระธัมมปาละในราวพุทธศตรรษที่ ๑๖

























๑. พัฒน์ เพ็งพลา ประวัติวรรณคดีบาลี ๒๕๓๕หน้า ๑๔๖

๒. Bimala chum law. A History of pali literature. 2000. P.397.

๓ พุทธโฆสุปัตติ ปริเฉทที่๔ และคู P.V. Bapat(ed) 2500 Years of Buddhism. New Delhi: Publication Division



No comments: