จุลสุขาวตีวยูหสูตร

จุลสุขาวตีวยูหสูตร


(อมิตายุสูตร)



如是我聞:一時,佛在舍衛國祇樹給孤獨園,與大比丘僧千二百五十

人俱,皆是大阿羅漢,眾所知識。長老舍利弗、摩訶目乾連、摩訶迦葉、摩

訶迦栴延、摩訶拘絺羅、離婆多、周梨槃陀迦、難陀、阿難陀、羅睺羅、憍

梵波提、賓頭盧頗羅墮、迦留陀夷、摩訶劫賓那、薄俱羅、阿 [少/兔] 樓馱,

如是等諸大弟子,并諸菩薩摩訶薩—文殊師利法王子、阿逸多菩薩、乾陀訶

提菩薩、常精進菩薩,與如是等諸大菩薩,及釋提桓因等無量諸天大眾俱。

ข้าพเจ้าได้สดับมาดังนี้ สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ในสวนเชตวัน ของท่านอนาถปิณฑกะ ในเมืองสาวัตถี พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่หนึ่งพันสองร้อยห้าสิบรูป ซึ่งล้วนแต่เป็นพระอรหันตเถระ อันเป็นที่รู้จักของหมู่ชน มี พระศาริบุตรเถระเจ้า พระมหาเมาทคัลยายนะ พระมหากาศยปะ พระมหากาตยายนะ พระมหาเกาษฐิละ พระเรวตะ พระศุทธิปันถกะ พระนันทะ พระอานันทะ พระราหุละ พระความปติ พระปิณโฑลภรัทวาช พระกาโลทยิน พระมหากัปปิณะ พระวักกุละ และพระอนิรุธะ กับทั้งพระมหาสาวกทั้งหลายเช่นนี้ พร้อมด้วยพระโพธิสัตว์หาสัตว์ทั้งหลาย มีพระมัญชุศรีธรรมราชกุมาร พระอชิตโพธิสัตว์ พระคันธหัสดีโพธิสัตว์ พระนิตโยทยุกตโพธิสัตว์ กับทั้งบรรดามหาโพธิสัตว์ทั้งปวง และท้าวศักระจอมเทพ กับเทวบริษัทอีกไม่มีประมาณ



爾時,佛告長老舍利弗:「從是西方過十萬億佛土,有世界名曰極

樂。其土有佛,號阿彌陀,今現在說法。舍利弗!彼土何故名為極樂?其國

眾生無有眾苦,但受諸樂,故名極樂。又舍利弗!極樂國土,七重欄楯、七

重羅網、七重行樹,皆是四寶周匝圍繞,是故彼國名曰極樂。

ครั้งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรับสั่งกับพระศาริบุตรว่า นับจากโลกธาตุแห่งนี้ไปเบื้องตะวันตกผ่านพุทธเกษตรอื่นๆไปแสนโกฏิ มีโลกธาตุชื่อว่า สุขาวตี ในดินแดนแห่งนั้นมีพระพุทธเจ้าพระนามว่า อมิตาภะ ยังทรงแสดงพระธรรมเทศนาอยู่แม้นในบัดนี้

ดูก่อนศาริบุตร เหตุใดเล่าดินแดนแห่งนั้นจึงได้ชื่อว่า สุขาวตี บรรดาสรรพสัตว์ที่อยู่ในแดนนั้นไร้ซึ่งทุกข์ทั้งปวง จักเสวยก็แต่ความสุขสถานเดียว เป็นเหตุให้ชื่อว่า สุขาวตี

ดูก่อนศาริบุตร สุขาวตีโลกธาตุล้อมรอบด้วยกำแพง ๗ ชั้น ข่ายกระดึง ๗ ชั้น รุกขชาติ ๗ แถว อันล้วนแต่แวดล้อมไปด้วยรัตนะ ๔ ประการ เหตุนี้ดินแดนแห่งนั้นจึงได้ชื่อว่า สุขาวตี



「又舍利弗!極樂國土有七寶池,八功德水充滿其中,池底純以金沙

布地。四邊階道,金、銀、琉璃、頗梨合成。上有樓閣,亦以金、銀、琉

璃、頗梨、車磲、赤珠、馬瑙而嚴飾之。池中蓮花,大如車輪,青色青光,

黃色黃光,赤色赤光,白色白光,微妙香潔。舍利弗!極樂國土成就如是功

德莊嚴。

ดูก่อนศาริบุตร สุขาวตีโลกธาตุมีสระโบกขรณีรัตนะ ๗ แห่ง ภายในมีอัษฏางคิกวารีอยู่เต็มเปี่ยม ก้นสระก็ปูลาดด้วยทรายทองทั้งสิ้น บันไดทั้ง ๔ ทิศก็ประกอบไปด้วยทอง เงิน ไพฑูรย์ ผลึก มีหอเรือนที่ประดับตกแต่งด้วยทอง เงิน ไพฑูรย์ ผลึก บุษราคัม ทับทิม โมรา ปทุมชาติในสระนั้นก็ใหญ่โตดุจกงล้อ ดอกสีเขียวก็มีรัศมีสีเขียว ดอกสีเหลืองก็มีรัศมีสีเหลือง ดอกสีแดงก็มีรัศมีสีแดง ดอกสีขาวก็มีรัศมีสีขาว ส่งกลิ่นหอมที่วิเศษยิ่งนัก ศาริบุตรเอ๋ย สุขาวตีโลกธาตุสำเร็จด้วยความอลังการเช่นนี้



「又舍利弗!彼佛國土,常作天樂,黃金為地,晝夜六時天雨曼陀羅

華。其國眾生,常以清旦,各以衣裓盛眾妙華,供養他方十萬億佛;即以食

時,還到本國,飯食經行。舍利弗!極樂國土成就如是功德莊嚴。

ดูก่อนศาริบุตร พุทธเกษตรแห่งนั้น บังเกิดมีเสียงทิพยดนตรีอยู่เป็นนิจ พื้นปฐพีเป็นทองคำ ตลอดทิวาราตรี ๖ เวลาจักมีดอกมณฑารพร่วงจากฟากฟ้า ทุกวันสรรพสัตว์ในโลกแห่งนั้นจะใช้อาภรณ์กอบเอาทิพยมาลีต่างๆ เพื่อนำไปสักการะพระพุทธเจ้าจำนวนแสนโกฏิในทิศทั้งปวง ใช้เวลาเท่าการทำภัตตากิจคราวหนึ่งก็กลับมาถึงโลกธาตุเดิม เพื่อบริโภคอาหารและจงกรม ศาริบุตรเอ๋ย สุขาวตีโลกธาตุสำเร็จด้วยความอลังการเช่นนี้



「復次舍利弗!彼國常有種種奇妙雜色之鳥—白鵠、孔雀、鸚鵡、舍

利、迦陵頻伽、共命之鳥。是諸眾鳥,晝夜六時出和雅音,其音演暢五根、

五力、七菩提分、八聖道分如是等法。其土眾生聞是音已,皆悉念佛、念

法、念僧。舍利弗!汝勿謂:『此鳥實是罪報所生。』所以者何?彼佛國土

無三惡趣。舍利弗!其佛國土尚無三惡道之名,何況有實?是諸眾鳥皆是阿

彌陀佛欲令法音宣流變化所作。

ดูก่อนศาริบุตร ดินแดนแห่งนั้นยังมีหมู่สกุณาที่วิเศษพิสดารหลากหลายวรรณะนานาชนิด มีนกกระเรียน นกยูง นกแก้ว นกศารี นกการะเวกและนกทวิชีวะ (นกชนิดหนึ่ง ในสุขาวตีพุทธเกษตร ที่มีร่างเดียวแต่สองหัว บางครั้งก็เรียก ชีวินชีวะ) ที่เปล่งเสียงร้องอันไพเราะตลอดทิวาราตรี ๖ เวลา อันเสียงนั้นก็ป่าวประกาศอินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรค ๘ ด้วยธรรมทั้งหลายเหล่านี้ เมื่อสรรพสัตว์ในแดนนั้นได้สดับเสียงนี้แล้ว ย่อมจะเกิดพุทธานุสสติ ธรรมานุสสติ สังฆานุสสติ เธอมิพึงคิดว่า นกเหล่านั้นเกิดขึ้นเพราะกรรมวิบาก ด้วยเหตุไฉนนั้นฤๅ เพราะพุทธเกษตรแห่งนี้ปราศจากอบายภูมิ ๓ ศาริบุตรเอ๋ย พุทธเกษตรแห่งนั้นปราศจากแม้นแต่ชื่อของอบายภูมิ ๓ ข้อนั้นเป็นจริงกระนั้นหรือ? อันบรรดานกเหล่านี้พระอมิตาอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบันดาลขึ้นเพื่อให้เสียงแห่งธรรมมีกล่าวอยู่ทั่วไป



舍利弗!彼佛國土,微風吹動,諸寶行樹及寶羅網出微妙音,譬如百

千種樂同時俱作,聞是音者皆自然生念佛、念法、念僧之心。舍利弗!其佛

國土成就如是功德莊嚴。

ดูก่อนศาริบุตร พุทธเกษตรแห่งนั้น เมื่อมีกระแสลมโชยกระทบ บรรดาแนวรัตนพฤกษ์และรัตนชาละ ๔ (ตาข่าย)ทั้งปวงเพียงแผ่วเบา ก็บังเกิดเป็นเสียงที่ไพเราะเสนาะโสต อุปมาเครื่องดนตรีจำนวนร้อยพันชนิดได้บรรเลงขึ้นพร้อมกัน ผู้ได้ยินเสียงนี้ย่อมมีจิตปกติระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ ศาริบุตรเอ๋ยสุขาวตีโลกธาตุสำเร็จด้วยความอลังการเช่นนี้



「舍利弗!於汝意云何?彼佛何故號阿彌陀?舍利弗!彼佛光明無

量,照十方國無所障礙,是故號為阿彌陀。又舍利弗!彼佛壽命及其人民,

無量無邊阿僧祇劫,故名阿彌陀。舍利弗!阿彌陀佛成佛已來,於今十劫。

又舍利弗!彼佛有無量無邊聲聞弟子,皆阿羅漢,非是算數之所能知;諸菩

薩,亦復如是。舍利弗!彼佛國土,成就如是功德莊嚴。

ดูก่อนศาริบุตร เธอมีความเห็นอย่างไร เหตุใดเล่าพระพุทธเจ้าองค์นั้น ถึงมีพระนามว่า อมิตา ศาริบุตรเอ๋ย อันพระรัศมีของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นไม่มีประมาณ แผ่ฉายไปยังโลกธาตุทั่วทศทิศโดยไร้สิ่งขวางกั้น เหตุนี้จึงมีพระนามว่า อมิตาภะ อีกประการหนึ่ง ศาริบุตร อันพระชนม์ของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นและมนุษย์ในโลกแห่งนั้น ก็ไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขตนับอสงไขยกัลป์ เหตุนี้จึงมีพระนามว่า อมิตายุสะ

ดูก่อนศาริบุตร พระอมิตาพุทธเจ้าได้ตรัสรู้พุทธญาณมาแล้วถึงบัดนี้ได้สิบกัลป์ อีกประการหนึ่ง ศาริบุตรเอ๋ย พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงมีพระสาวกหาประมาณจำนวนไม่ได้ หาขอบเขตไม่ได้ ซึ่งล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ จะรู้ถึงจำนวนเหล่านั้นด้วยการนับคำนวณมิได้เลย บรรดาพระโพธิสัตว์ทั้งหลายก็เช่นเดียวกันนี้

ศาริบุตรเอ๋ย สุขาวตีโลกธาตุสำเร็จด้วยความอลังการเช่นนี้



「又舍利弗!極樂國土眾生生者,皆是阿鞞跋致。其中多有一生補

處,其數甚多,非是算數所能知之,但可以無量無邊阿僧祇劫說。舍利弗!

眾生聞者,應當發願,願生彼國。所以者何?得與如是諸上善人俱會一處。

ดูก่อนศาริบุตร หมู่สัตว์ที่ไปอุบัติในสุขาวตีโลกธาตุ ล้วนแต่เป็นเอกชาติปฏิพันธุ์โพธิสัตว์ ในที่แห่งนั้นมีผู้เกี่ยวข้องกับการเกิดอีกครั้งเดียวเป็นอันมาก มีจำนวนมากมายยิ่งนัก จะรู้ถึงจำนวนเหล่านั้นด้วยการนับคำนวนมิได้เลย ได้แต่เพียงกล่าวว่าประมาณไม่ได้ หาขอบเขตไม่ได้ เป็นอสงไขย ศาริบุตร หมู่สัตว์ที่ได้สดับแล้ว พึงตั้งจิตปรารถนาไปอุบัติที่โลกธาตุแห่งนั้น ด้วยเหตุไฉนนั้นฤๅ เหตุเพราะจะได้อยู่ร่วมกับสัตบุรุษผู้ประเสริฐทั้งหลายเช่นนี้



「舍利弗!不可以少善根福德因緣,得生彼國。舍利弗!若有善男

子、善女人,聞說阿彌陀佛,執持名號,若一日、若二日、若三日、若四

日、若五日、若六日、若七日,一心不亂。其人臨命終時,阿彌陀佛與諸聖

眾現在其前。是人終時,心不顛倒,即得往生阿彌陀佛極樂國土。舍利弗!

我見是利,故說此言。若有眾生聞是說者,應當發願生彼國土。

ดูก่อนศาริบุตร มิใช่เหตุปัจจัยของกุศลมูลและบุญกุศลเพียงเล็กน้อยที่จะได้ไปอุบัติยังโลกธาตุแห่งนั้น ศาริบุตร หากมีกุลบุตร กุลธิดาที่ได้ยินการกล่าวถึงพระอมิตาพุทธเจ้า ได้ยึดมั่นในพระนาม แม้น ๑ วัน ๒ วัน ๓ วัน ๔ วัน ๕ วัน ๖ วัน ๗ วัน ด้วยจิตเป็นหนึ่งไม่ซัดส่าย บุคคลนั้นเมื่อเวลาที่อายุขัยสิ้นลง พระอมิตาพุทธเจ้าพร้อมด้วยหมู่พระอริยะบริษัททั้งหลายจักมาปรากฏยังเบื้องหน้าผู้นั้น ผู้นั้นเมื่อสิ้นชีพย่อมมีจิตไม่วิปัสลาสสับสน แล้วจึงได้ไปอุบัติในสุขาวตีโลกธาตุของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าอมิตา ศาริบุตรเอ๋ย ตถาคตเห็นประโยชน์เช่นนี้ เป็นเหตุให้กล่าววาจาเช่นนี้ หากมีสรรพสัตว์ผู้ได้สดับเช่นนี้แล้ว พึงมีความปรารถนาไปอุบัติที่โลกธาตุแห่งนั้นเถิด



「舍利弗!如我今者,讚歎阿彌陀佛不可思議功德之利;東方亦有阿

閦鞞佛、須彌相佛、大須彌佛、須彌光佛、妙音佛,如是等恒河沙數諸佛,

各於其國出廣長舌相,遍覆三千大千世界,說誠實言:『汝等眾生,當信是

稱讚不可思議功德一切諸佛所護念經。』



ดูก่อนศาริบุตร เหมือนกับตถาคตในบัดนี้ ที่สดุดีสรรเสริญอยู่ซึ่งกุศลอันเป็นอจินไตยของพระอมิตาพุทธเจ้าอยู่ ในเบื้องทิศตะวันออกยังมีพระอักโษภยพุทธะ พระเมรุธวัชพุทธะ พระมหาเมรุธวัชพุทธะ พระเมรุประภาสพุทธะ พระมัญชุธวัชพุทธะ กับพระพุทธเจ้าทั้งหลายจำนวนเท่ากับเมล็ดทรายในคงคานที ที่ต่างก็ทรงแสดงลักษณะแห่งพระชิวหาที่ไพศาลและยืดยาว[ทรงแลบพระชิวหา มีความหมายโดยนัยยะว่า อันการแสดงธรรมจากพระพุทธโอษฐ์นั้น สามารถครอบคลุมและสั่งสอนสรรพสัตว์ไปทั่วทั้งตรีสหัสมหาสหัสโลกธาตุ(จักรวาลทั้งปวง)] ปกคลุมไปทั่วตรีสหัสมหาสหัสโลกธาตุแล้วทรงแสดง (ใน จุลนิกสูตร พระพุทธองค์ทรงกล่าวกับพระอานนท์ว่า จากระยะใกล้สุดที่ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์จะหมุนเวียนตามจักรราศี และส่องสว่างด้วยแสงเรืองโอภาส จนถึงช่วงหนึ่งพันจักรวาล ยังมีดวงจันทร์หนึ่งพันดวง ดวงอาทิตย์หนึ่งพันดวง หนึ่งพันพระสุเมรุมหาสิงขร หนึ่งพันชมพูทวีป หนึ่งพันอมรโคยานทวีป หนึ่งพันอุตรกุรุทวีป หนึ่งพันบุพพวิเทหทวีป สี่พันมหาสมุทร หนึ่งพันจาตุมหาราช หนึ่งพันดาวดึงส์พิภพ หนึ่งพันยามาสวรรค์ หนึ่งพันสวรรค์ชั้นดุสิต หนึ่งพันนิมมานนรดี หนึ่งพันปรนิมมิตวสวตี และหนึ่งพันห้วงพิภพของของเหล่านี้แหละ อานนท์ เรียกว่าระบบสหัสสโลกธาตุในชั้นปฐม ระบบที่ใหญ่กว่าที่กล่าวมานี้หนึ่งพัน เรียกว่า สหัสสโลกธาตุชั้นมัธยม ระบบที่ใหญ่กว่านี้หนึ่งพันเท่า เรียกว่า ตรีสหัสสมหาโลกธาตุ) สัจจวาจาว่า “เธอและหมู่สัตว์ทั้งหลาย พึงเลื่อมใสในพระธรรมนี้ อันสรรเสริญอยู่ซึ่งกุศลที่เป็นอจินไตย อันพระพุทธเจ้าทั้งปวงจักตามระลึกคุ้มครองอยู่”



「舍利弗!南方世界有日月燈佛、名聞光佛、大焰肩佛、須彌燈佛、

無量精進佛,如是等恒河沙數諸佛,各於其國出廣長舌相,遍覆三千大千世

界,說誠實言:『汝等眾生,當信是稱讚不可思議功德一切諸佛所護念經。』

ดูก่อนศาริบุตร เหมือนกับตถาคตในบัดนี้ ที่สดุดีสรรเสริญอยู่ซึ่งกุศลอันเป็นอจินไตยของพระอมิตาพุทธเจ้าอยู่ ในเบื้องทิศใต้ยังมี พระจันทรสูรยประทีปพุทธะ พระยศประภาสพุทธะ พระมหารุจิสกันธพุทธะพระเมรุประทีปพุทธะ พระอนันตวีรยพุทธะ กับพระพุทธเจ้าทั้งหลายจำนวนเท่ากับเมล็ดทรายในคงคานที ที่ต่างก็ทรงแสดงลักษณะแห่งพระชิวหาที่ไพศาลและยืดยาว ปกคลุมไปทั่วตรีสหัสมหาสหัสโลกธาตุ แล้วทรงแสดงสัจจวาจาว่า “เธอและหมู่สัตว์ทั้งหลาย พึงเลื่อมใสในพระธรรมนี้ อันสรรเสริญอยู่ซึ่งกุศลที่เป็นอจินไตยอันพระพุทธเจ้าทั้งปวงจักตามระลึกคุ้มครองอยู่”



「舍利弗!西方世界有無量壽佛、無量相佛、無量幢佛、大光佛、大

明佛、寶相佛、淨光佛,如是等恒河沙數諸佛,各於其國出廣長舌相,遍覆

三千大千世界,說誠實言:『汝等眾生,當信是稱讚不可思議功德一切諸佛所護念經

ดูก่อนศาริบุตร เหมือนกับตถาคตในบัดนี้ ที่สดุดีสรรเสริญอยู่ซึ่งกุศลอันเป็นอจินไตยของพระอมิตาพุทธเจ้าอยู่ ในเบื้องทิศตะวันตกยังมีพระอมิตายุสพุทธะ พระอมิตาสกันธพุทธะ พระอมิตธวัชพุทธะ พระมหาประภาพุทธะ พระมหารัศมีพุทธะ พระมหารัตนเกตุพุทธะ พระศุทธรัศมิประภาพุทธะ กับพระพุทธเจ้าทั้งหลายจำนวนเท่ากับเมล็ดทรายในคงคานที ที่ต่างก็ทรงแสดงลักษณะแห่งพระชิวหาที่ไพศาลและยืดยาว ปกคลุมไปทั่วตรีสหัสมหาสหัสโลกธาตุ แล้วทรงแสดงสัจจวาจาว่า “เธอและหมู่สัตว์ทั้งหลาย พึงเลื่อมใสในพระธรรมนี้ อันสรรเสริญอยู่ซึ่งกุศลที่เป็นอจินไตย อันพระพุทธเจ้าทั้งปวงจักตามระลึกคุ้มครองอยู่”



「舍利弗!北方世界有焰肩佛、最勝音佛、難沮佛、日生佛、網明

佛,如是等恒河沙數諸佛,各於其國出廣長舌相,遍覆三千大千世界,說誠

實言:『汝等眾生,當信是稱讚不可思議功德一切諸佛所護念經。』

ดูก่อนศาริบุตร เหมือนกับตถาคตในบัดนี้ ที่สดุดีสรรเสริญอยู่ซึ่งกุศลอันเป็นอจินไตยของพระอมิตาพุทธเจ้าอยู่ ในเบื้องทิศเหนือยังมีพระมหารจิสกันธพุทธะ พระไวศวานรนิรโฆษพุทธะ พระทุนทุภินิรโฆษพุทธะ พระอาทิตยสมภพพุทธะ พระชโลนิประภาพุทธะ กับพระพุทธเจ้าทั้งหลายจำนวนเท่ากับเมล็ดทรายในคงคานที ที่ต่างก็แสดงลักษณะแห่งพระชิวหาที่ไพศาลและยืดยาว ปกคลุมไปทั่วตรีสหัสมหาสหัสโลกธาตุ แล้วทรงแสดงสัจจวาจาว่า “เธอและหมู่สัตว์ทั้งหลาย พึงเลื่อมใสในพระธรรมนี้ อันสรรเสริญอยู่ซึ่งกุศลที่เป็นอจินไตย อันพระพุทธเจ้าทั้งปวงจักตามระลึกคุ้มครองอยู่”



「舍利弗!下方世界有師子佛、名聞佛、名光佛、達摩佛、法幢佛、

持法佛,如是等恒河沙數諸佛,各於其國出廣長舌相,遍覆三千大千世界,

說誠實言:『汝等眾生,當信是稱讚不可思議功德一切諸佛所護念經。』

ดูก่อนศาริบุตร เหมือนกับตถาคตในบัดนี้ ที่สดุดีสรรเสริญอยู่ซึ่งกุศลอันเป็นอจินไตยของพระอมิตาพุทธเจ้าอยู่ ในเบื้องทิศเบื้องล่างยังมีพระสิงหพุทธะ พระยศพุทธะ พระยศประภาสพุทธะ พระธรรมสมภพพุทธะ พระธรรมธวัชพุทธะ พระธรรมธรพุทธะ กับพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จำนวนเท่ากับเมล็ดทรายในคงคานที ที่ต่างก็แสดงลักษณะแห่งพระชิวหาที่ไพศาลและยืดยาว ปกคลุมไปทั่วตรีสหัสมหาสหัสโลกธาตุ แล้วทรงแสดงสัจจวาจาว่า “เธอและหมู่สัตว์ทั้งหลาย พึงเลื่อมใสในพระธรรมนี้ อันสรรเสริญอยู่ซึ่งกุศลที่เป็นอจินไตย อันพระพุทธเจ้าทั้งปวงจักตามระลึกคุ้มครองอยู่”



「舍利弗!上方世界有梵音佛、宿王佛、香上佛、香光佛、大焰肩

佛、雜色寶華嚴身佛、娑羅樹王佛、寶華德佛、見一切義佛、如須彌山佛,

如是等恒河沙數諸佛,各於其國出廣長舌相,遍覆三千大千世界,說誠實

言:『汝等眾生,當信是稱讚不可思議功德一切諸佛所護念經。』

ดูก่อนศาริบุตร เหมือนกับตถาคตในบัดนี้ ที่สดุดีสรรเสริญอยู่ซึ่งกุศลอันเป็นอจินไตยของพระอมิตาพุทธเจ้าอยู่ ในเบื้องทิศเบื้องบนยังมีพระพรหมโฆษพุทธะ พระนักษัตรราชพุทธะ พระคันโธตตมพุทธะ พระคันธประภาสพุทธะ พระมหารจิสกันธพุทธะ พระรัตนกุสุมสังปุษปิตคาตรพุทธะ พระลาลินทรราชพุทธะ พระรัตโนตปลศรีพุทธะ พระสรวารถทรศพุทธะ พระสุเมรุกัลปพุทธะ กับพระพุทธเจ้าทั้งหลายจำนวนเท่ากับเมล็ดทรายในคงคานที ที่ต่างก็แสดงลักษณะแห่งพระชิวหาที่ไพศาลและยืดยาว ปกคลุมไปทั่วตรีสหัสมหาสหัสโลกธาตุ แล้วทรงแสดงสัจจวาจาว่า “เธอและหมู่สัตว์ทั้งหลาย พึงเลื่อมใสในพระธรรมนี้ อันสรรเสริญอยู่ซึ่งกุศลที่เป็นอจินไตย อันพระพุทธเจ้าทั้งปวงจักตามระลึกคุ้มครองอยู่”



「舍利弗!於汝意云何?何故名為“一切諸佛所護念經”?舍利弗!

若有善男子、善女人,聞是經受持者,及聞諸佛名者;是諸善男子、善女

人,皆為一切諸佛共所護念,皆得不退轉於阿耨多羅三藐三菩提。是故舍利

弗!汝等皆當信受我語及諸佛所說。

ดูก่อนศาริบุตร เธอมีความเห็นเป็นไฉน เหตุใดเล่าจึงได้ชื่อว่า “พระพุทธเจ้าทั้งปวงจักตามระลึกคุ้มครองอยู่” ศาริบุตรเอ๋ย หากมีกุลบุตร กุลธิดาผู้ได้สดับธรรมกถานี้แล้วจดจำไว้ และผู้ได้ยินพระนามของพระพุทธเจ้าทั้งปวง อันกุลบุตร กุลธิดาทั้งหลายเหล่านี้ ล้วนแต่จักได้รับการคุ้มครองจากพระพุทธเจ้าทั้งปวงล้วนแต่จักไม่เสื่อมถอยจากพระอนุตรสัมมาสัมโพธิ ด้วยเหตุนี้แหละศาริบุตร เธอทั้งหลายพึงเชื่อในวาจาของตถาคตและคำกล่าวของพระพุทธเจ้าทั้งปวงเถิด



「舍利弗!若有人已發願、今發願、當發願,欲生阿彌陀佛國者;是

諸人等,皆得不退轉於阿耨多羅三藐三菩提,於彼國土若已生、若今生、若

當生。是故舍利弗!諸善男子、善女人若有信者,應當發願生彼國土。

ดูก่อนศาริบุตร หากมีผู้ได้ตั้งจิตปรารถนาแล้ว กำลังตั้งจิตปรารถนา เพื่อไปอุบัติในโลกธาตุของพระอมิตาอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า บุคคลเหล่านี้ ล้วนไม่เลื่อมถอยจากพระอนุตรสัมมาสัมโพธิ หากผู้ที่ได้อุบัติแล้ว หากผู้กำลังอุบัติ หากผู้จะได้อุบัติในอนาคตที่โลกธาตุแห่งนั้น ด้วยเหตุนี้แลศาริบุตรเอ๋ย กุลบุตรกุลธิดาผู้มีศรัทธาทั้งหลาย พึงตั้งความปรารถนาไปอุบัติที่โลกธาตุแห่งนั้นเถิด



「舍利弗!如我今者,稱讚諸佛不可思議功德;彼諸佛等,亦稱說我

不可思議功德,而作是言:『釋迦牟尼佛能為甚難希有之事,能於娑婆國土

五濁惡世——劫濁、見濁、煩惱濁、眾生濁、命濁中,得阿耨多羅三藐三菩

提,為諸眾生說是一切世間難信之法。』舍利弗!當知我於五濁惡世,行此

難事;得阿耨多羅三藐三菩提,為一切世間說此難信之法,是為甚難!」

ดูก่อนศาริบุตร เหมือนกับตถาคตในบัดนี้ ที่สดุดีสรรเสริญกุศลที่เป็นอจินไตยของพระพุทธเจ้าทั้งปวงพระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้นก็ตรัสสรรเสริญตถาคตเช่นนี้ว่า “พระศากยมุนีพุทธะสามารถกระทำสิ่งที่ทำได้ยากยิ่ง สามารถตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิท่ามกลางความเสื่อมแห่งกัลป์ ความเสื่อมแห่งทิฐิ ความเสื่อมแห่งกิเลส ความเสื่อมแห่งสัตว์ ความเสื่อมแห่งอายุ เพื่อหมู่สัตว์ทั้งหลายแล้วจึงทรงแสดงธรรม ที่โลกทั้งปวงจะน้อมใจเชื่อได้ยาก” ดูก่อนศาริบุตร เธอพึงทราบเถิดว่าการตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิในโลกแห่งความเสื่อมทั้ง ๕ ประการของตถาคตนั้นเป็นเรื่องยาก แต่การแสดงธรรมที่โลกทั้งปวงจะน้อมใจเชื่อเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่า



佛說此經已。舍利弗及諸比丘,一切世間天、人、阿修羅等,聞佛所

說,歡喜信受,作禮而去。

เมื่อพระบรมศาสดาเจ้าตรัสพระธรรมกถานี้ลบลง พระศาริบุตรและภิกษุทั้งหลาย บรรดาเทพ มนุษย์อสูรทั้งปวง ที่ได้สดับพระพุทโธวาท ต่างก็โสมนัสยินดี กระทำศิราภิวาทแล้วกลับไป.



佛說阿彌陀經

拔一切業障根本得生淨土陀羅尼

อุปัติวิศุทธิภูมิธารณี



南無阿彌多婆夜 哆他伽哆夜 哆地夜他 阿彌唎都婆毘 阿彌唎哆 悉耽

婆毘 阿彌唎哆 毘迦蘭哆 伽彌膩 伽伽那 抧多迦隸 莎婆訶

นโม อมิตาภาย ตถาคตาย ตทฺยถา อมฺฤโตทฺภเว อมฺฤต สิทธํภเว อมฺฤต วิกฺรานฺเต อมฺฤต

วิกฺรานฺต คิมิเน คคน กิรฺต กเร สฺวาหา

(จากฉบับแปลจีนของพระกุมารชีพ)













บทที่๑ นิกายสุขาวดี(Pure land)



บทนำ

สุขาวดี มีชื่อเรียกในภาษาจีน เจ่งโท้วจง (บางแห่งเรียกว่า จิ้งถู่จง) จัดเป็นสำนักหนึ่งทางพุทธศาสนาที่ก่อตั้งขึ้นในประเทศจีน สำนักนี้มีลักษณะเฉพาะตรงที่มีหลักคำสอนไม่เน้นให้พึ่งปัญญาของตนเองเป็นหลักในการแสวงหาความหลุดพ้น แต่กลับสอนให้พึ่งอำนาจภายนอก ซึ่งผิดแผกไปจากคำสอนพุทธแบบเดิม เป้าหมายหลักคือการได้ไปอยู่ในพุทธเกษตรสุขาวดีของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งที่มีนามว่า อมิตาภะ เมื่อปัญญาไม่ใช่สิ่งสำคัญในการจะช่วยให้คนพ้นทุกข์ สำนักนี้จึงสอนให้คนมีศรัทธาหรือมีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะส่งจิตไปขอให้พระอมิตาภพุทธเจ้าทรงช่วยให้หลุดพ้น ดังนั้น ศรัทธาเป็นเงื่อนไขที่พุทธศาสนิกชนสำนักนี้จำเป็นต้องมีเป็นอันดับแรก

สุขาวดีในประเทศจีนมีรายละเอียดที่แตกต่างจากสุขาวดีในประเทศญี่ปุ่น ในภาษาญี่ปุ่นสำนักนี้มีชื่อเรียกว่า โจโด (Jodo) “โจ” แปลว่าบริสุทธิ์ ส่วน “โด” แปลว่าดินแดน รวมกันมีความหมายว่า ดินแดนบริสุทธิ์ หรือดินแดนแห่งความสุข นอกจากนี้บางครั้งเราก็อาจได้ยินชื่อเรียกสำนักนี้ว่า ชิน (Shin) ตามชื่อของเจ้าสำนักสุขาวดีแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น โจโดและชินนี้ ความจริงก็คือ ๒ สาขาของพุทธศาสนาแบบสุขาวดีที่สอนกันอยู่ในประเทศญี่ปุ่น รายละเอียดปลีกย่อยอาจแตกต่างกัน แต่หลักการพื้นฐานนั้นเห็นชอบร่วมกัน ทั้งสองมีความเชื่อเหมือนกันในเรื่องของพุทธเกษตรสุขาวดีกับพระอมิตาภพุทธเจ้า โดยเห็นว่าผู้ที่เชื่อถือศรัทธาในองค์พระอมิตาภะ ผู้นั้นจะได้บังเกิดในดินแดนที่ว่านี้

ประวัตินิกายสุขาวดี(净土宗 ) (เจ่งโท้วจง= จีนแต้จิ๋ว) หรือ (จิ้งถู่จง)

พุทธศตวรรษที่ ๖ พระเจ้าฮั่นเม่งเต้แห่งวงศ์ตังฮั่น ได้ส่งราชทูตไปสืบพระศาสนาจากอินเดีย และได้นิมนต์พระภิกษุชาวอินเดีย ๒ รูปชื่อกาศยปมาตังคะ (เกียเฮียะม่อเทง) กับธรรมรักษะ (เตกอวบลั้ง) มายังนครลกเอี๋ยงด้วย พระเจ้าฮั่นเม่งเต้สร้างวัดขึ้น ณ นครลกเอี๋ยง พระราชทานนามว่า แปะเบ๊ยี่ (วัดม้าขาว) นับเป็นปฐมสังฆารามของจีน ครั้นตกยุคสามก๊ก (ราวกลางพุทะศตวรรษที่ ๘ ) พระธรรมกาละชาวอินเดีย จาริกมาประดิษฐานสีมาวินัยกรรมเป็นปฐมที่นครลกเอี๋ยง พร้อมทั้งให้อุปสัมปทาแก่กุลบุตรและแปลวินัยปาฎิโมกข์ขึ้นเป็นการเปิดศักราชแห่งนิกายวินัยขึ้น สงฆ์ชาวแค้วนกังคือ ชื่อ คังเจงหวย ได้จาริกมาเผยแพร่พระพุทธธรรมที่จีนใต้ ตกถึงราชวงศ์ไซจิ้น(บางแห่งเรียก ตงจิ้น) พระพุทธศาสนาแพร่หลายทั่วไปในประชาสังคม ธรรมทูตจากเตอรกีสตานบ้าง จากอินเดียบ้าง จาริกมาเผยแพร่ไม่ขาดสาย ถึงปลายพุทธศตวรรษที ๙ สมณะจีนชื่อ ฮุ้ยเอี้ยง (หุ้ยหย่วน ภาษาจีนกลาง) ได้ตั้งสำนักสุขาวดีขึ้นที่ ภูเขาลู้ซัว มณฑลกังไส

นิกายสุขาวดี เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า นิกายสวดพระพุทธมุข เป็นการสวดรำลึกชื่ออมิตาภพุทธะเพื่อให้ได้ถือกำเนิดในดินแดนหนึ่งที่บริสุทธิ์ด้านทิศตะวันตก ดังนั้นจึงเรียกนิกายนี้ว่า นิกายแดนบริสุทธิ์ (จิ้งถู่จง) นิกายนี้ถือว่าทางด้านทิศตะวันตกมีดินแดนแห่งหนึ่งที่มีความสุขอย่างยิ่ง ชึ่งมีอมิตภพุทธเป็นพระศาสดา ประมุขสงฆ์องค์แรกของนิกายแดนสุขาวดีคือพระภิกษุฮุ้ยเอี้ยง(หุ้ยหย่วน ภาษาจีนกลาง) ในสมัยราชวงศ์ตงจิ้น แต่ผู้สถาปนาที่แท้จริงคือพระสงฆ์จีน สั้นเต่า (ค.ศ.๖๑๓-๖๘๑)ในสมัยราชวงศ์ถัง เป็นชาวเมืองหลินจือ (ปัจจุบัน มณฑลซันตง ชาวเมืองจือปัว) ออกบวชตั้งแต่ครั้งเยาว์วัย ศึกษา “สัทธรรมปุณฑริกสูตร” (ฝ่าฮว๋าจิง) “วิมลกีรตินิรเทศสูตร” (เหวยหมัวเจี๋ยจิง) ในปีที่ ๑๕ รัชสมัยถังไท้จงในจักรพรรดิเจินกวน (ค.ศ. ๖๔๑) สั้นเต่าไปวัดเสวนจง มณฑลซันซี เพื่อศึกษาแดนสุขาวดีจากอาจารย์เต้าฉั้วและได้ฟังเทศนา “วิปัศยนาสุขาวดีพยุหสูตร” (กวนอู๋เลี่ยงโซ่วจิง) ต่อมาไปวัดกวงหมิง (วัดรุ่งรัศมี) เมืองฉางอัน เพื่อเผยแพร่ธรรมบรรยายทางสู่แดนสุขาวดี นำการเพ่งจิตสวดรำลึกพุทธคุณ เล่ากันว่าเขาเคยใช้เงินบริสุทธิ์ที่เขามีทั้งหมดเพื่อเขียนคัดลอก “อมิตภสูตร” (มี่ถัวจิง) จำนวนหนึ่งแสนฉบับ จิตรกรรมฝาผนังรูปแดนสุขาวดีปางต่างๆ จำนวน ๓๐๐ ภาพ สั้นเต่าได้รับการขนานนามว่า “อมิตาภนิรมานกาย” (มี่ถัวหว้าเซิน) เล่าขานกันว่า ขณะที่สั้นเต่าสวดพุทธคุณมี “รัศมีจากปาก” ด้วยเหตุนี้พระเจ้าถังเกาจึงเปลี่ยนนามวัดที่จงหนันซันสถานอาศัยอันเคยมีอยู่ก่อนท่านเกิด ขนานนามพิเศษว่า “วัดกวงหมิง” (วัดรุ่งรัศมี) งานชิ้นสำคัญของท่านคือ “อรรถกถาวิปัศยนสุขาวดีพยุหสูตร” (กวนอู๋เลี่ยงโซ่วจิงซู) , “สรรเสริญวินัยและพิธีกรรม” (ฝ่าซื่อจั้น), “สรรเสริญชีวิตหน้า (แดนสุขาวดี)(หวั่งเซิงจั้น), “ภาวนาพุทธมุข” (กวนเนี่ยนฝัวฝ่าเหมิน) เป็นต้น



ประวัติวัดตงหลินกับท่านฮุ้ยเอี้ยง (หุ้ยหย่วน ภาษาจีนกลาง)

วัดตงหลินเป็นลานมรรคที่ประมุขสงฆ์องค์แรก ฮุ้ยเอี้ยง(หุ้ยหย่วน) แห่งนิกายแดนสุขาวดีสร้างขึ้น ฮุ้ยอี้ยงมีสกุลเดิมทางโลกว่า “เจี่ย” เป็นชาวเย่นเหมินโลวฝัน (ปัจจุบันคือเมืองหนิงอู่ มณฑลซันซี) เกิดในราชวงศ์ตงจิ้น รัชสมัยเฉิงเหอปีที่ ๙ (ค.ศ. ๓๓๔) เมื่อเยาว์วัยได้ศึกษาทั้งลัทธิขงจื้อ และเต๋า ภายหลังออกบวชเป็นศิษย์ของเต้าอัน ขณะนั้นภาคเหนือเกิดความไม่สงบจากสงคราม จึงติดตามอาจารย์เต้าอันมาทางใต้ ที่เมืองเซียงหยัง และต่อไปยังเมืองจิงโจว ต่อมาในราชวงศ์ตงจิ้น รัชสมัยต้าหยวนปีที่ ๖ (ค.ศ. ๓๘๑) ฮุ้ยอี้ยงก็จากเมืองจิงโจวไปเขาหลูซัน ท่านพบว่าหลูซันเป็นเขาลึกเงียบสงบปลอดผู้คน เหมาะที่จะเป็นสถานที่บำเพ็ญภาวนา ด้วยเหตุนี้จึงสร้างเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม “หลงเฉวนจิ้งเส้อ” (แดนบริสุทธิ์แห่งมังกรน้ำพุ) ต่อมาในรัชสมัยไถ้หยวนปีที่ ๑๑ (ค.ศ.๓๘๖) จึงเปลี่ยนสถานปฏิบัติธรรมเป็นวัดพร้อมกับตั้งชื่อว่า “วัดตงหลิน” (ตงแปลว่าตะวันออก) เพราะตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของวัดซีหลิน (ซี แปลว่าตะวันตก) นับแต่นั้นตลอดมาฮุ้ยอี้ยงใช้วัดตงหลินเป็นศูนย์กลางการบำเพ็ญจิตให้แน่วแน่นำทางไปสู่แดนบริสุทธิ์ ในเวลานั้นพระพุทธศาสนาที่แพร่หลายมาจากอินเดียยังไม่ผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ฮุ้ยอี้ยงเป็นผู้นำหลักคำสอนของ ๓ ศาสนาคือ พุทธ ขงจื้อ และเต๋า มาผสมผสานกลมกลืนกัน ทำให้เป็นพุทธศาสนาแบบจีนเป็นรูปแบบเอกลักษณ์จีนที่มีความก้าวหน้าในการดำเนินการ จนได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายปกครองบ้านเมือง ฮุ้ยอี้ยงได้เชิญนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงเช่น หลิวอี้หมิน โจวซวี่ เป็นต้น มาร่วมกันช่วยขุดสระปลูกบัว สร้าง สมาคมสุขาวดี (สมาคมดอกบัวขาว) ขึ้นในปี พ.ศ. ๘๔๕ (ค.ศ. ๔๐๒) เป็นเหตุให้นิกายแดนสุขาวดีมีอีกชื่อหนึ่งว่า “ปุณฑริกนิกาย” โดยท่านเป็นผู้นำกลุ่มในการทำสมาธิและตั้งปณิธานที่จะไปเกิดในดินแดนสุขาวดี แม้ว่าท่านจะเป็น นักปฏิบัติที่เคร่งครัด แต่ก็ยังไม่ได้นำหลักคำสอนเผยแผ่แก่สังคมภายนอก คงแต่เพียงวางแบบอย่างการปฏิบัติไว้ให้ผู้ที่ศรัทธาในรุ่นหลัง แต่การก่อตั้งสมาคมสุขาวดีก็ทำให้ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ก่อตั้งสำนักสุขาวดี เพราะได้จุดประกายให้สาธุชนรุ่นหลังสืบทอดแนวคิดต่อ ฮุ้ยอี้ยงได้รับการยกย่องว่าเป็นประมุขสงฆ์องค์แรกของนิกายแดนสุขาวดี และภายในวัดยังคงมีสระบัวขาวตราบเท่าทุกวันนี้

ท่านคณาจารย์ ฮุ้ยอี้ยง ผู้เป็นปฐมาจารย์ของนิกายนี้ มีชีวิตอยู่ในสมัยราชวงศ์ตงจิ้น สำนักวัดตังมิ่มยี่ บนภูเขาลู้ซัว มณฑลกังไส บนภูเขาขุดสระใหญ่ ปลูกดอกบัวขาวเต็มสระ คณาจารย์ฮุ้ยอี้ยงพร้อมทั้งสาวกหลายพันคนนั่งสวดมนต์หน้าสระนี้ โดยสมมติว่าสระนี้เป็นสระทิพย์ในแดนสุขาวดี ซึ่งท่านตั้งจิตปรารถนาจะไปเกิด นิกายที่ท่านตั้งขึ้นในชั้นแรกได้อาศัยข้อความในพระสูตรชื่อ “พุทธธยานสาครสูตร” คือเพ่งจิตถึงพระอมิตาภพุทธเจ้าเป็นอารมณ์

ต่อมาในสมัยราชวงศ์ถัง คณาจารย์ชานเตา(สั้นเต่า) จึงได้วางระเบียบแบบแผนของนิกาย และถือเอาพระสูตรอีก ๓ สูตรเป็นหัวใจ คือ

๑. มหาสุขาวตีวยูหสูตร

๒. จุลสุขาวตีวยูหสูตร

๓. อมิตายุรธยานสูตร

ในพุทธศตวรรษที่ ๒๕ นี้คณาจารย์องค์สุดท้ายแห่งนิกายสุขาวดีของจีนชื่อ “คณาจารย์อินกวง” ได้มรณภาพแล้ว ท่านอินกวงเป็นนักเขียนและนักแต่งอรรถกถาที่มีชื่อเสียงมากในปัจจุบัน ผลงานของท่านมีอยู่เป็นจำนวนมาก ได้พิมพ์ออกมาเผยแผ่ให้ศึกษาเป็นชุดๆ บางชุดก็มีไม่น้อยกว่า ๑๐๐ เล่มขึ้นไป



บุคคลสำคัญกับการเผยแผ่หลักธรรม

ผู้นำที่มีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่คำสอนสุขาวดีแก่บุคคลภายนอก คือ ท่าน ถันหลวน (T’an – Luan – พ.ศ. ๑๐๑๙ – ๑๐๘๕) ท่านผู้นี้เคยมีศรัทธาในนักบวชเต๋า ก่อนที่จะกลับใจหันมาปฏิบัติธรรมเพื่อมุ่งสู่ดินแดนสุขาวดี การกลับใจของท่านเกิดขึ้นหลังจากที่ท่านพบ พระโพธิรุจิ ในราวปี พ.ศ. ๑๐๗๓ (ถ้าจะนับตามคริสต์ศักราช ก็คือปี ค.ศ. ๕๓๐) จากนั้นท่านก็ทุ่มเทเวลาและชีวิตที่เหลือให้กับการประกาศแนวทางแบบสุขาวดี

ถันหลวน เป็นท่านแรกที่เชื่อมโยงแนวคิดสุขาวดีกับความเสื่อมลงของพุทธศาสนา ท่านเห็นว่า เมื่อเวลาผ่านไป พุทธศาสนาจะยิ่งเสื่อมโทรมมากขึ้น จนถึงยุคที่พุทธศาสนาเสื่อมโทรมลงถึงที่สุด เมื่อนั้นมนุษย์จะเต็มไปด้วยกิเลสตัณหา เห็นแก่ตัวเย่อหยิ่ง และมีแต่ความลังเลสงสัย มนุษย์จะละเลยไม่ใส่ใจในหลักธรรมและจะไม่ปฏิบัติธรรมเมื่ออ่อนแอจึงไม่สามารถที่จะบรรลุมรรคผลใด ๆ ได้ด้วยตัวเอง กล่าวคือไม่มีกำลังพอที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ จำเป็นที่จะต้องพึ่งพิงอำนาจภายนอก ซึ่งก็คือกำลังของพระอมิตาภพุทธเจ้ามาช่วยให้หลุดพ้นหลังจากที่ท่านมรณภาพไปความเชื่อในเรื่องนี้ก็ยิ่งได้รับการตอกย้ำมากขึ้น มีการเอาความเชื่อดังกล่าวตั้งเป็นทฤษฎีความเสื่อมลงของพุทธศาสนา มีการแบ่งเวลาของหลักธรรมออกเป็น ๓ ช่วง ช่วงแรก เป็นเวลาของหลักธรรมที่แท้จริง (ซึ่งผ่านไปแล้ว) ชาวญี่ปุ่นเรียกยุคนี้ว่า โฌโบ (Shobo) ช่วงที่สอง เป็นเวลาของพระธรรมจำแลง คือธรรมะเริ่มเสื่อม มีทัศนะผิด ๆ (มิจฉาทิฏฐิ) ปลอมปนเข้ามาบ้าง เรียกยุคนี้ว่า ยุคสัทธรรมปฏิรูป หรือ โซโบ (Zobo) ยุคนี้มีคำสอนกับการปฏิบัติธรรม แต่ไม่มีการตรัสรู้ ช่วงที่สาม เป็นเวลาที่พระธรรมเสื่อมลงจนมนุษย์เต็มไปด้วยบาปและมลทิน จึงไม่มีทั้งการปฏิบัติธรรมและการตรัสรู้ ชาวญี่ปุ่นเรียกยุคนี้ว่า มัปโป (Mappo) ชาวสุขาวดีเชื่อว่า มนุษย์กำลังเผชิญหน้าอยู่กับเวลาในช่วงที่สาม ปุถุชนไม่สามารถปฏิบัติธรรมและตรัสรู้ได้ด้วยตัวเอง ดังนั้น หลักธรรมที่เหมาะสมกับยุคนี้ก็คือคำสอนแบบสุขาวดี

นอกจากถันหลวน ยังมีคณาจารย์อีก ๒ ท่านที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง นั่นคือ ท่าน เตาโฉ (หรือเตาโจ – Tao –Ch’o) ท่านผู้นี้มีชีวิตอยู่ในราว พ.ศ. ๑๑๐๕ – ๑๑๘๘ อีกท่านคือ สั้นเต่า (หรือชานเตา – Shan – tao ) ผู้เป็นศิษย์ของเตาโฉ และมีชีวิตอยู่ในสมัยราชวงศ์ถัง ราว พ.ศ. ๑๑๕๖ - ๑๒๒๔ สองท่านนี้เป็นผู้นำของสำนักสุขาวดีในการเผยแผ่คำสอนแบบง่าย ๆ โดยเน้นศรัทธาเป็นหลัก เตาโฉสอนให้ยึดพระอมิตาภพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง งานเขียนชิ้นหลักของท่านคือ ฮัจโลจี เป็นบทประพันธ์ที่สอนวิธีช่วยให้ผู้คนไปเกิดยังดินแดนสุขาวดี ซึ่งท่านแนะนำให้เอ่ยพระนามของพระอมิตาภะถ้าเอ่ยด้วยใจที่แน่วแน่มุ่งสู่ภาวะนั้น จนจิตกลายเป็นหนึ่งเดียวโดยไม่มีการแบ่งแยกแล้ว บุคคลนั้นก็สามารถเอาชนะบาปและความชั่วร้ายในยุคเสื่อมได้ ส่วนสั้นเต่าได้รับการยกย่องจากผู้นับถือนิกายโจโดในญี่ปุ่นว่า เป็นอวตารปางหนึ่งของพระอมิตาภะ ท่านก็สอนในลักษณะเดียวกัน งานเขียนชิ้นสำคัญของท่านคือ กวานจิงสู หรือ สมาธินิเทศสูตร เป็นบทประพันธ์ที่มีชื่อเสียง กล่าวถึงข้อปฏิบัติเพื่อมุ่งสู่สุขาวดี



















บทที่ ๒

พระสูตร (Sutra)



พระสูตรที่สำคัญ

คัมภีร์ที่สำคัญมี ๔ เล่มคือ มหาสุขาวดีวยูหสูตร แปลเป็นภาษาจีนเมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ ๗ อมิตายุรธยานสูตร จุลสุขาวดีวยูหสูตร และอมิตายุอุปเทศสูตร นอกจากนั้นยังมีคัมภีร์ของนิกายนี้ที่แต่งเพิ่มเติมในประเทศญี่ปุ่น

๑. มหาสุขาวตีวยูหสูตร หรือ มหาอมิตายุสูตร ท่านสังฆวรมัน กับ ท่านคังเจ็งไค้ แปล 佛說大乘無量壽莊嚴清浄平等覺經 (無量壽經 หรือ 大阿彌陀經)พระสูตรนี้ได้มีการแปลสู่ภาษาจีนถึง ๑๒ สำนวนในหลายสมัย เมื่อมาถึงปัจจุบันคงเหลือไว้เพียง ๕ สำนวนคือ

(๑) 無量壽清浄平等覺經 แปลโดยพระโลกเกษมมหาเถระ (Lokaksema) เป็นชาวแคว้นตุขาราหรือง้วยสี (月氏) ในยุคฮั่น (漢) ราว พ.ศ.๗๑๙-๗๓๒

(๒) 無量壽經 แปลโดยพระสังฆวรมันมหาเถระ ในยุคเว่ย(魏) ปี พ.ศ.๗๙๕,

(๓) 佛說諸佛阿彌陀三耶三佛薩樓佛檀過度人道經 แปลโดยอุบาสกจีเหลียน ในยุคอู๋(吳) ราวปี พ.ศ. ๗๖๕-๘๒๓

(๔) 佛說大乘無量壽莊嚴經 แปลโดยพระธรรมภัทรมหาเถระ ราชวงศ์ซ่ง(宋)ราวปี พ.ศ.๙๖๓-๑๐๒๒ และ

(๕) 無量壽如來會 แปลโดย พระโพธิรุจิมหาเถระ ในสมัยราชวงศ์ถัง (唐) ราวปีพ.ศ.๑๑๖๑-๑๔๕๐ ซึ่งอยู่ในผูกที่ ๑๗ ของคัมภีร์มหารัตนกูฏสูตร (大寶積經)

๒. อมิตายุรธยานสูตร ท่านกาลยส แปล 佛說觀無量壽佛經(觀無量壽佛經 หรือ 觀經)

๓. จุลสุขาวตีวยูหสูตร หรือ อมิตายุสูตร ท่านกุมารชีพแปล สำนวนแปลไพเราะยิ่งนัก ทำให้ผู้อ่านเกิดภาพพจน์ในจิตขึ้น (佛說阿彌陀經 หรือ 小阿彌陀經)

๔. อมิตายุสูตรอุปเทศ ของพระวสุพันธุ ท่านโพธิรุจิ แปล



ภายหลังได้เพิ่มเติมโดยคัดบางส่วนจากพระสูตรอีก ๒ เล่ม ดังนี้..

๔. อวตังสกสูตร (สมันตภัทรจริยาวรรค) 大方廣佛華嚴經 普賢菩薩行願品

๕. ศูรางคมสมาธิสูตร 楞嚴經 大勢至菩薩念佛圓通章







เนื้อหาในพระสูตร

ท่านสั้นเต่าเป็นผู้จัดวางระเบียบแบบแผน และถือเอาพระสูตร ๓ ฉบับเป็นคัมภีร์หลักของสำนัก พระสูตร ๓ ฉบับที่ว่านี้คือ

• มหาสุขาวตีวยูหสูตร (ไต้ ออ นี ถ่อ ฮุก เก็ง)

• จุลสุขาวตีวยูหสูตร (ออ นี ถ่อ เก็ง)

• อมิตายุรธฺยานสูตร (กวง บ่อ เหลี่ยง ซิ่ว เก็ง)

นอกจากพระสูตรหลัก ๓ ฉบับนี้แล้วก็ยังมีคัมภีร์สำคัญ ๆ อีกหลายเล่ม อาทิ อมิตายุสูตรอุปเทศ ของพระวสุพันธุ และ สมาธินิเทศสูตร ของท่านสั้นเต่า นอกจากนี้ ยังมีหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับพระสูตรทั้งสาม และเรื่องราวของดินแดนสุขาวดีมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่จะเขียนโดยคณาจารย์ชาวจีนและญี่ปุ่นปัจจุบันสามารถหาอ่านได้จากที่ต่าง ๆ ได้ทั่วไป

มหาสุขาวตีวยูหสูตร เล่มใหญ่ (มหา) และเล็ก (จุล) กล่าวถึงพระเกียรติคุณขององค์อมิตาภพุทธเจ้าตั้งแต่ครั้งยังบำเพ็ญบารมีในภพชาติมนุษย์ ใน มหาสุขาวตีวยูหสูตร เล่าว่า ครั้งหนึ่งเมื่อพระศากยมุนีพุทธเจ้า (พระพุทธเจ้าในยุคปัจจุบัน) ประทับอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้เขตเมืองราชคฤห์ ทรงเปล่งรัศมีแผ่ซ่านออกมา มีพระอินทรีย์ส่องสว่างผ่องใสเป็นที่อัศจรรย์ พระอานนท์จึงทูลถามถึงสาเหตุ พระพุทธองค์จึงตรัสเล่าเรื่องราวของพระอมิตาภพุทธเจ้าเมื่อครั้งเสวยชาติเป็นพระราชา ได้มีโอกาสเฝ้าพระโลเกศวรราชพุทธเจ้า (พระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอดีตกาลนานจนนับเวลาไม่ได้) ได้ฟังพระธรรมแล้วเกิดความเลื่อมใสขอออกบวชเป็นภิกษุนามว่า ธรรมกร พระธรรมกรได้ปฏิบัติธรรมบำเพ็ญบารมีอย่างยิ่งยวดที่สำคัญท่านได้ตั้งมหาปณิธานจำนวน ๔๘ ข้อไว้ เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อสรรพสัตว์ภายหลังที่ได้บรรลุพุทธภูมิแล้ว ชาวสุขาวดีส่วนใหญ่จะถือเอามหาปณิธานทั้ง ๔๘ ข้อนี้เป็นที่พึ่งในการปฏิบัติเพื่อขอบารมีจากพระอมิตาภะ บางคนถึงกับยกให้ปณิทานบางข้อ (ข้อที่ ๑๘ – ๒๑) เป็นหัวใจของแนวคิดสุขาวดี ส่วนใน จุลสุขาวตีวยูหสูตร จะกล่าวถึงคำเทศนาของพระศากยมุนีพุทธเจ้าเกี่ยวกับดินแดนสุขาวดีที่ประทานแก่พระสารีบุตรและเหล่าสาวก

ข้อแตกต่างระหว่างมหาสุขาวตีวยูหสูตร และจุลสุขาวตีวยูหสูตรเป็นสิ่งที่ควรได้รับการพิจารณา ทั้งนี้เพราะมีจุดปลีกย่อยที่ไม่ตรงกันหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ที่พระศากยมุนีพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม พระสูตรใหญ่ชี้ว่าทรงแสดงธรรมที่เขาคิชฌกูฏ ใกล้เขตเมืองราชคฤห์ ส่วนพระสูตรเล็กชี้ว่าทรงแสดงธรรมที่ป่าละเมาะในเชตวนาราม เมืองสาวัตถี ในพระสูตรใหญ่พระพุทธองค์ทรงสนทนากับพระอานนท์เถระส่วนในพระสูตรเล็กพระพุทธองค์ทรงสนทนากับพระสารีบุตร ความแตกต่างในรายละเอียดปลีกย่อยเหล่านี้ ทำให้เราไม่อาจสรุปได้ว่าพระสูตรเล็กเป็นส่วนย่อของพระสูตรใหญ่

ยิ่งกว่านั้น ความแตกต่างในเนื้อหาระหว่างพระสูตรทั้งสองนำไปสู่แนวความเชื่อในวิถีปฏิบัติที่แตกต่างกัน ในพระสูตรใหญ่ (มหาสุขาวตีวยูหสูตร) ชี้ว่าไว้ บุคคลสามารถไปอุบัติในแดนสุขาวดีได้ถ้ามีศรัทธา แต่การมีศรัทธาในพระอมิตาภะกับดินแดนสุขาวดีอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะช่วยให้เราไปถึงที่นั่นได้ จะต้องกระทำความดีอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปด้วย การสั่งสมความดีประกอบกับการท่องพระนามของพระอมิตาภะไปเรื่อย ๆ จึงจะทำให้ความปรารถนาขอไปเกิดที่นั่นบรรลุผล ส่วนพระสูตรเล็ก (จุลสุขาวตีวยูหสูตร) กลับเน้นว่า บุคคลสามารถไปเกิดในดินแดนสุขาวดีได้ ถ้าเพียงแต่จดจำและท่องบ่นพระนามของพระอมิตาภะในช่วงเวลาหนึ่งก่อนสิ้นใจ (๒ คืนขึ้นไป) ไม่จำเป็นต้องทำกุศลกรรมใด ๆ ในชีวิตมาก่อนก็สามารถสมหวังได้ สรุปก็คือ พระสูตรเล็กให้ความสำคัญกับศรัทธาเพียงอย่างเดียว ไม่สนใจเรื่องกฎแห่งกรรม ส่วนพระสูตรใหญ่ให้ความสำคัญทั้งศรัทธาและผลของกรรม

ชาวญี่ปุ่นซึ่งมีผู้นับถือพุทธศาสนาแบบสุขาวดีมากเชื่อว่าสุขาวตีวยูหสูตรทั้งสองฉบับ เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าจริง ๆ ในช่วงท้ายแห่งพระชนม์ชีพ ทรงสั่งสอนพระสูตรนี้ภายหลังที่กลับจากการเสด็จไปโปรดพระมารดาบนสวรรค์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนปรินิพพานไม่นานนัก มหาสุขาวตีสูตรนี้ ชี – เกา และโลกักเษมะ เป็นผู้นำเข้ามาสู่ประเทศจีนในราวพุทธศตวรรษที่ ๗ ต่อมาได้รับการแปลเป็นภาษาจีน โดยพระอินเดียนามว่า สังฆวรมัน เมื่อปี ค.ศ. ๒๕๒ พระโพธิรุจิ แปลอีกครั้งในปี ค.ศ. ๖๙๓ – ๗๑๓ และก็มีการแปลอีกหลายครั้งเมื่อเวลาผ่านไป จุลสุขาวตีวยูหสูตร แปลโดย พระกุมารชีพ ในปี ค.ศ. ๔๐๐ อมิตายุรธฺยานสูตร แปลโดย ท่านกาลยาส (Kalayas) ในปี ค.ศ. ๔๒๔ และ อมิตายุสูตรอุปเทศ (ย้อ เหลียง สิ่ว เก็ง อิว พอ ที เซีย) ของพระวสุพันธุ ได้รับการแปลโดยพระโพธิรุจิ

อมิตายุรธฺยานสูตร กล่าวถึงสมัยหนึ่งเมื่อพระศากยมุนีพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เมืองราชคฤห์ ทรงมีโอกาสได้พบกับพระมเหสีของพระเจ้า พิมพิสารแห่งแคว้นมคธ พระนางทรงเบื่อหน่ายและโทมนัสต่อเหตุการณ์ ที่พระเจ้าอชาตศัตรูทำปิตุฆาต (ฆ่าพ่อของตนเอง) ทรงปรารถนาจะไปเกิดในโลกธาตุอื่นพระพุทธองค์จึงทรงสำแดงพุทธาภินิหารให้โลกธาตุทั้งหลายมาปรากฏต่อหน้าพระนาง ในที่สุดพระนางก็เลือกพุทธเกษตรสุขาวดีเป็นที่อุบัติ (คติของชาวญี่ปุ่นเชื่อว่า พระพุทธองค์ทรงชี้แนะให้พระนางไปอุบัติที่สุขาวดี) จากนั้นก็ทรงบอกวิธีที่จะได้ไปอุบัติที่นั่น ด้วยการทำให้ถึงพร้อมซึ่งคุณธรรมทั้ง ๓ ด้าน คือ คุณธรรมทางโลก (เช่น ความกตัญญู ความซื่อสัตย์ อ่อนน้อมถ่อมตน เป็นต้น) คุณธรรมทางศีล และคุณธรรมในการปฏิบัติ (ตามบารมีหก )

จะเห็นได้ว่า พระสูตรทั้งสามล้วนแต่แสดงให้ผู้คนเห็นถึงความมหัศจรรย์ของพุทธเกษตร ที่เรียกว่า สุขาวดี ให้ผู้คนได้บังเกิดศรัทธาต่อพระพุทธเจ้าที่มีพระนามว่า อมิตาภะ และให้มีเป้าหมายสุดท้ายอยู่ที่การได้ไปอุบัติอยู่ในดินแดนแห่งนั้น เพื่อให้พระอมิตาภะช่วยแนะนำการปฏิบัติธรรมจนกว่าจะหลุดพ้น ดังนั้นแนวคิดสำคัญ ๆ ของสุขาวดีจึงเกี่ยวข้องกับดินแดนสุขาวดี พระอมิตาภะ และวิธีที่จะนำไปสู่ดินแดนที่ว่านี้

หลักธรรมในแต่ละพระสูตร

นิกายสุขาวดีจัดเป็นประเภท พึ่งอำนาจภายนอก เพราะถือความเลื่อมใสศรัทธาในองค์พระอมิตาภะเป็นสำคัญ ความศรัทธาและการภาวนาถึงองค์พระอมิตาภะเสมอแม้ครั้งเดียวก็อาจพาตนให้หลุดพ้นจากสังสารทุกข์ได้ ทั้งนี้เพราะพระอมิตาภะเดิมเมื่อครั้งยังเป็นภิกษุธรรมกร ได้มีมโนปณิธานว่า หากได้บรรลุโพธิญาณแล้วก็ขอให้โลกธาตุที่อยู่นั้นเต็มไปด้วยความวิจิตรประณีตด้วยทิพยภาวะ ผู้ใดมาเกิดในพุทธเกษตรนี้ ก็ขออย่าได้เวียนลงเบื้องต่ำอีก ดังนั้นนิกายนี้จึงเน้นการไปเกิด ณ แดนสุขาวดีของพระอมิตาภะ

• หลักธรรมในคัมภีร์ อมิตายุรธยานสูตร ผู้ปรารถนาจะไปเกิดในแดนสุขาวดีนั้น พึงบำเพ็ญกุศล ๓ ประการคือ

๑. กตัญญูกตเวที ผู้ปรารถนาจะไปเกิดต้องเป็นคนมีความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีอุปการคุณ เช่น บิดา มารดา ครู อาจารย์ มีเมตตากรุณาต่อสรรพสัตว์ และบำเพ็ญกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ

๒. พระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ศาสนิกผู้ปรารถนาจะไปบังเกิดต้องยึดมั่นในพระรัตนตรัย ต้องประพฤติปฏิบัติเคร่งในสิกขา และสำรวมระวังในอภิสมาจาร

๓. จิตมั่นคงต่อโพธิญาณ ผู้มุ่งหวังจะไปเกิดในดินแดนสุขาวดีซึ่งถือว่าเป็นแดนที่เที่ยงต่อพระนิพพาน ต้องมีจิตใจที่ฝักใฝ่และมั่นคงต่อการบรรลุโพธิญาณไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ มีความเชื่อในกฎแห่งกรรมที่ตนประพฤติปฏิบัติมา และไม่เป็นคนละเลยในการศึกษาเล่าเรียนคัมภีร์มหายาน

และยังมีสมถกัมมัฏฐาน ๑๖ ประการเรียกว่า “จับลักกวงมึ้ง” สำหรับเพ่งพินิจคุณาลังการต่างๆในสุขาวดี เช่น เพ่งต้นไม้ทิพย์ สระโบกขรณี ปราสาทมณเฑียร และพระวรรูปของพระอมิตาภะปวงโพธิสัตว์ เป็นต้น ถ้าทำสมถะใน ๑๖ วิธีนี้ วิธีใดวิธีหนึ่งอย่างแน่วแน่ ก็จักได้ยลสุขาวดีในปัจจุบัน

อมิตายุรธยานสูตร ระบุไว้ชัดว่า แดนสุขาวดีพุทธเกษตรมีการจัดแบ่งระดับสัตว์ที่จะไปอุบัติ ตามคุณสมบัติ(กรรม)ที่ติดตัวออกเป็น ๓ ระดับนับได้ทั้งสิ้น ๙ รูปแบบ ดังนี้



ระดับแรก สำหรับผู้ที่มีจิตใจสูง มีจริตโน้มไปในทางโพธิสัตวยานมีอยู่ ๓ รูปแบบได้แก่

รูปแบบที่หนึ่ง เป็นรูปแบบของบุคคลที่มีคุณสมบัติสามประการนี้ ในสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ นั่นคือ

๑.ผู้ซึ่งมีจิตกรุณา ไม่เบียดเบียนชีวิตอื่น ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตามบัญญัติของพระพุทธเจ้า

๒.ผู้ศึกษาและท่องพระสูตรมหายานฉบับต่างๆ

๓.ผู้บำเพ็ญตนอยู่ในอนุสสติหกอยู่เสมอ คือ ระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า(พุทธานุสติ) ระลึกถึงคุณของพระธรรม(ธัมมานุสติ) ระลึกถึงคุณของพระสงฆ์(สังฆานุสติ) ระลึกถึงคุณของศีล(สีลานุสติ) ระลึกถึงคุณของทานที่ตนได้บริจาคไว้(จาคานุสติ) และระลึกถึงธรรมที่ทำให้บุคคลกลายเป็นเทวดา(เทวตานุสติ)

บุคคลเหล่านี้สามารถอุบัติในแดนสุขาวดีได้ ถ้าเพียงกระทำกิจเหล่านี้สำเร็จอย่างน้อยภายใน ๑ ถึง ๗ วัน และอุทิศความดีงามทั้งหลายที่ตนได้กระทำมาเพื่อการอุบัติในแดนสุขาวดี ในขณะที่พวกเขาใกล้สิ้นใจ พระอมิตาภะ พระอัครสาวกทั้งสองคือพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์กับพระมหาสถามปราปต์โพธิสัตว์ พร้อมด้วยเหล่าพระโพธิสัตว์ ภิกษุสาวก และเทวดานับร้อยพันจะเสด็จมารับด้วยพระองค์เอง พวกเขาจะนิมิตเห็นภาพของปราสาทที่สร้างขึ้นจากรัตนชาติทั้งเจ็ด พระอัครสาวกจะประทานบัลลังก์เพชรแก่พวกเขา ส่วนพระอมิตาภะจะฉายรัศมีอันวิจิตรไปทั่วร่างกายที่กำลังแตกดับของพวกเขา พระโพธิสัตว์ทั้งหลายจะกล่าวคำสรรเสริญคุณธรรมของพวกเขา เมื่อเห็นดังนั้น พวกเขาจะเกิดปิติเป็นอย่างยิ่ง และในบัดดลก็จะเห็นร่างของตนเองนั่งอยู่บนบัลลังก์เพชร ติดตามพระพุทธองค์ไปอุบัติยังสุขาวดี เมื่ออุบัติแล้วก็จะได้เห็นพระกายอันสมบูรณ์ของพระอมิตาภะ และ พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย จะได้เห็นพระแพพรรณรังสีส่องแสงสว่างเห็นป่ารัตนชาติ และได้ยินเสียงธรรมอันประเสริฐพร้อมที่จะบรรลุโพธิญาณได้ในทันที

รูปแบบที่สอง เป็นรูปแบบของบุคคลที่ไม่จำเป็นต้องศึกษาจดจำหรือ สวดพระสูตรมหายาน แต่พวกเขาก็เข้าใจความจริงที่แฝงอยู่ในคำสอนเหล่านั้น(บางแห่งเขียนว่าเป็นผู้แตกฉานในปรมัตถธรรม) เชื่อมั่นในความจริงนั้นโดยไม่พูดให้ร้ายหลักคำสอนมหายาน เชื่อมั่นในกฎแห่งกรรม และอุทิศคุณธรรมทั้งหลายที่ตนได้กระทำไว้เพื่อการมุ่งสู่สุขาวดีในขณะที่พวกเขาไกล้สิ้นใจ พระอมิตาภะ กับ พระอัครสาวกทั้งสองพร้อมด้วยบริวารติดตามอีกจำนวนนับไม่ถ้วน จะเสด็จมาประทานบัลลังก์ทองและกล่าวสรรเสริญพวกเขาว่าเป็นผู้ที่เข้าใจและมีศรัทธาในธรรม ดังนั้นจึงเสด็จมารับและเชื้อเชิญให้ไปอยู่ในสุขาวดี พวกเขาจะเห็นร่างของตนเองนั่งอยู่บนบัลลังก์ทอง และในบัดดลนั้นเองพวกเขาก็ได้ไปอุบัติอยู่ในทะเลสาบแห่งรัตนชาติทั้งเจ็ดที่สุขาวดี บัลลังก์ทองของพวกเขาจะกลายเป็นดอกบัวรัตนอันงดงาม และจะบานออกหลังจากที่พวกเขาอยู่ในนั้นนานหนึ่งคืน ร่างของพวกเขาจะกลายเป็นสีทอง มีดอกบัวรัตนรองรับอยู่ เมื่อพวกเขาลืมตาขึ้นก็จะได้เห็นพระอมิตาภะและ พระโพธิสัตว์ทั้งหลายกำลังฉายรัศมีมายังร่างของพวกเขา และจะได้ยินเสียงธรรมอันลึกซึ้งหลังจากเจ็ดวันแห่งการฟังธรรม พวกเขาก็จะบรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ

รูปแบบที่สาม เป็นรูปแบบของบุคคลที่เชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม ไม่จาบจ้วงคำสอนมหายาน ได้ปลูกฝังความคิดที่จะบรรลุโพธิญาณสูงสุดและ อุทิศคุณธรรมทั้งหลายที่ตนได้กระทำมาเพื่อการมุ่งสู่สุขาวดี ในขณะที่พวกเขากำลังสิ้นใจ พระอมิตาภะ พร้อมทั้งอัครสาวกทั้งสองและผู้ติดตามจำนวนมาก จะเสด็จมาประทานดอกบัวให้ พวกเขาจะนิมิตเห็นพระพุทธเจ้าจำนวน ๕๐๐ พระองค์เสด็จมารับ จะเห็นตนเองนั่งอยู่บนดอกบัวทองนั้น ดอกบัวจะหุบปิดร่างของเขาไว้ และพาพวกเขาติดตามพระพุทธะทั้งหลายไปอุบัติในทะเลสาบรัตนะที่สุขาวดี หลังจาก ๑ วัน และ ๑ คืนที่นั่น ดอกบัวจะบานออก ภายใน ๗ วันต่อมา พวกเขาจะได้เห็นพระกายของพระอมิตาภะแต่ไม่ชัดเจนนัก ต้องรอให้ถึงสัปดาห์ที่สี่จึงจะเห็นพระพุทธกายได้ชัดเจน จากนั้นพวกเขาก็จะได้ฟังธรรมอันประเสริฐ จะได้เดินทางไปสักการะพระพุทธเจ้าทั่วทุกสารทิศเพื่อเรียนรู้ธรรมเมื่อเวลาผ่านไปสามกัลป์เล็ก ก็จะได้เข้าสู่ภูมิธรรมแรกของพระโพธิสัตว์(มุทิตาภูมิ)

รูปแบบที่ ๓ นี้มีคำอธิบายที่แตกต่างกันออกไป ข้อมูลบางแห่งระบุว่า พระอมิตาภะและพระมหาโพธิสัตว์ทั้งสองใช้อำนาจฌานเนรมิตดอกบัวทองในพระหัตถ์ให้กลายเป็นพระพุทธเจ้าจำนวน ๕๐๐ พระองค์ มารับผู้มีคุณสมบัติข้างต้น เมื่ออุบัติแล้วจะใช้เวลา ๑ วันเต็มดอกบัวจึงจะบานออก จากนั้นอีก ๗ วันจะได้เฝ้าฟังธรรมจากพระอมิตาภะและพระอัครสาวกทั้งสอง ฟังอยู่ ๓๗ วันก็จะบรรลุโพธิญาณ



ระดับสอง สำหรับบุคคลประเภทกลางๆ ผู้มีจริโน้มไปทางสาวกยาน มีอยู่ ๓ รูปแบบได้แก่

รูปแบบที่ ๔ เป็นรูปแบบบุคคลที่รักษาศีลห้าและแปด มีความสำรวมในการบริโภค(ตรงนี้อาจมีนัยยะหมายถึงการไม่รับประทานเนื้อสัตว์ด้วย) เป็นผู้ปฏิบัติตามข้อบัญญัติทางศีลธรรมไม่กระทำอนันตริยกรรม(กรรมหนักฝ่ายบาปอกุศล ๕ อย่าง) ไม่สร้างปัญหาหรือเบียดเบียนชีวิตอื่นใด อีกทั้งอุทิศความดีงามทั้งหลายที่กระทำมาเพื่อมุ่งสู่สุขาวดี ขณะที่พวกเขาไกล้สิ้นใจ พระอมิตาภะพร้อมทั้งเหล่าภิกษุและบริวารจะปรากฎตรงหน้า จะทรงฉายรัศมีสีทอง พร้อมกับประทานคำสอนในเรื่องกฎไตรลักษณ์ ความปิติล้นพ้นจะบังเกิดแก่พวกเขา จะนิมิตเห็นตนเองคุกเข่าถวายความเคารพพระพุทธองค์อยู่บนดอกบัว ก่อนที่พวกเขาจะเงยศรีษะขึ้น ก็สามารถอุบัติอยู่ในแดนสุขาวดีแล้ว ต่อมาดอกบัวนั้นจะบานออกเมื่อพวกเขาได้ยินเสียงธรรมบัญญัติในเรื่องอริยสัจสี่ จากนั้นพวกเขา จากนั้นพวกเขาจึงได้บรรลุอรหัตตผลในทันที จะเกิดปัญญาญาณและมีอายตนะทั้งหกเหนือธรรมดา

รูปแบบที่ ๕ เป็นรูปแบบของบุคคลที่รักษาศีลแปดพร้อมกับสำรวมระวังในการบริโภคมาแล้วอย่างน้อย ๑วันกับ 1 คืน หรือไม่ก็เป็นพวกที่รักษาศีลสิบของสามเณรมาอย่างน้อย ๑ วันกับ ๑ คืน หรือ ไม่ก็เป็นพวกทีรักษาศีลธรรมอันดี ไม่ทำลายเกียรติของตน ไม่ละเลยการปฏิบัติบูชาอย่างน้อย ๑ วันกับ ๑ คืนเช่นเดียวกัน และอุทิศกุศลที่ตนกระทำมาเพื่อมุ่งสู่สุขาวดี ขณะที่พวกเขาใกล้สิ้นใจ จะได้เห็นพระอมิตาภะพร้อมด้วยบริวารอยู่เบื้องหน้า จะทรงฉายรัศมีสีทองพร้อมกับประทานดอกบัวรัตนะให้ จากนั้นพวกเขาจะได้ยินเสียงร้องสรรเสริญพวกเขามาจากฟากฟ้า และเห็นตนเองนั่งอยู่บนดอกบัวที่ได้รับมานั้น ดอกบัวจะหุบรอบตัวเขา และพาไปอุบัติในทะเลสาบรัตนะที่สุขาวดี หลังจากนั้น ๗ วันดอกบัวจะบานออก เขาจะตื่นขึ้นมาทำความเคารพพระพุทธองค์ และจะได้ยินเสียงธรรมอันทำให้ได้เข้าสู่กระแสแห่งนิพพาน(บรรลุโสดา) เมื่อเวลาล่วงไปครึ่งกัลป์ พวกเขาจะสามารถบรรลุอรหัตตผลกลายเป็นพระอรหันต์ได้ในที่สุด

รูปแบบที่ ๖ เป็นรูปแบบของกุลบุตรกุลธิดาที่มีความกตัญญู เลี้ยงดูผู้มีพระคุณ มีจิตใจเมตตากรุณาต่อโลก(บ้างก็ว่ารักษาศีลห้าเป็นนิจ) ขณะที่พวกเขาไกล้สิ้นใจ จะได้พบกับบัณฑิต(คนดี) มาบรรยายให้เห็นภาพดินแดนสุขาวดี ได้สดับเรื่องราวของปณิธาน ๔๘ ข้อ ของพระธรรมกร(อดีตชาติของพระอมิตภะ) ในชั่วอึดใจหลังจากที่พวกเขาสิ้นใจ ก็จะไปอุบัติในแดนสุขาวดี จากนั้น ๗ วันดอกบัวจึงจะบานออก พวกเขาจะได้พบกับพระอัครสาวกทั้งสอง คือ พระอวโลกิเตศวรและพระมหาสถามปราปต์ และจะได้เรียนธรรมะจากท่าน เมื่อเวลาล่วงไป ๑ กัลป์เล็กพวกเขาจะได้บรรลุอรหัตตผล



ระดับสาม สำหรับบุคคลที่มีมิจฉาทิฐิ ประกอบอกุศลกรรมไว้ มี อยู่ ๓ รูปแบบเช่นกัน ได้แก่

รูปแบบที่ ๗ เป็นรูปแบบของพวกที่กระทำกรรมชั่วไว้มากแต่ไม่เคยกล่าวร้ายต่อคำสอนมหายาน พวกเขาเป็นคนโง่และไม่มี หิริ(ละอายชั่ว) โอตัปปะ(เกรงกลัวบาป) แต่ขณะไกล้สิ้นใจ มีโอกาสได้พบบัณฑิต (คนดีหรือกัลยาณมิตร) ที่สวดสรรเสริญคำสอนมหายานหัวข้อหลักๆ ให้ฟัง เมื่อได้ยินชื่อพระสูตรต่างๆ เหล่านั้นแล้ว พวกเขาก็จะหลุดพ้นจากบาปหนักที่จะผูกพันให้อยู่ในสังสารวัฏนับได้ ๑๐๐๐ กัลป์ บัณฑิตผู้นั้นจะสอนให้เขากล่าวบูชาพระอมิตาภะ ด้วยการเปล่งวาจา "นโม อมิตาภะ" เมื่อเอ่ยพระนามแล้ว บาปกรรมอันที่จะผูกพันเขาของพวกเขาไว้ในสังสารวัฏจะหลุดออกนับได้ ๕๐ ล้านกัลป์ เวลานั้นพระอมิตาภะจะสร้างภาพนิมิตของพระองค์ รวมทั้งภาพนิมิตของพระอัครสาวกทั้งสองไปรับเขา เขาจะเห็นรัศมีของพระอมิตาภะองค์นิมิตสาดส่องไปทั่วห้องก่อนสิ้นใจ จากนั้นเขาก็จะนั่งอยู่บนดอกบัวติดตามพระพุทธนิมิตไปอุบัติในทะเลสาบรัตนะที่สุขาวดีเช่นกัน ดอกบัวจะบานออกเมื่อเวลาล่วงไป ๗ สัปดาห์ เขาจะได้เห็นพระอัครสาวกทั้งสองอยู่เบื้องหน้า สาดส่องพระฉัพพรรณรังสีและแสดงธรรมอันลึกซึ้ง ศรัทธาจะเกิดขึ้น เขาจะตั้งจิตปรารถนาขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด เมื่อเวลาผ่านไป ๑๐ กัลป์เล็ก เขาจะเกิดปัญญาและสามารถเข้าสู่ ภูมิธรรมแรกของพระโพธิสัตว์ (นอกจากนั้น พวกที่มีโอกาสได้ยินชื่อของพระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ก็สามารถไปอุบัตินแดนสุขาวดีได้เช่นเดียวกัน) ในอีกด้านตำราของอาจารย์เสถียรระบุว่า บุคคลเหล่านี้ จะไปอุบัติในดอกบัวตูม ซึ่งต้องใช้เวลายาวนานถึง ๗๗ วัน ดอกบัวจึงจะบานออก ข้อมูลนอกจากนี้ไม่มีอะไรแตกต่างกัน

รูปแบบที่ ๘ เป็นรูปแบบของบุคคลที่ละเมิดศีลห้าศีลแปด ตลอดจนข้อบัญญัติทางศีลธรรมอื่นทั้งหมด พวกเขาโง่เขลาขนาดที่สามารถขโมยข้าวของสงฆ์(ไม่ว่าจะเป็นปัจเจกสงฆ์หรือ ชุมชนสงฆ์) พวกที่สั่งสอนธรรมผิดๆได้โดยไม่มีหิริโอตตัปปะปะ ซ้ำยังยกย่องตนเองในการกระทำผิดๆ เหล่านั้น บุคคลเหล่านี้สมควรที่จะไปสู่อบายภูมิขระที่พวกเขาใกล้สิ้นใจ จะเห็นไฟนรกวิ่งเข้ามาหาในทุกทิศทุกทาง แต่ก็มีบัณฑิตใจกรุณามาแนะนำสั่งสอนให้เห็นคุณธรรมและบารมีของพระอมิตาภะ ท่านจะบรรยายให้เห็นพลังของพระพุทธองค์ ให้เห็นคุณธรรมของ ศีล สมาธิ ปัญญา และนิพพาน หลังจากได้ยิน พวกเขาจะหลุดพ้นจากบาปอันจะผูกพันเขาไว้ในสังสารวัฏนับได้ ๘๐ ล้านกัลป์ ไฟนรกอันดุเดือดจะเปลี่ยนเป็นลมเย็นบริสุทธิ์ พัดโชยให้เห็นดอกไม้สวรรค์จำนวนมากมาย ในแต่ละดอกจะมีภาพนิมิตของพระพุทธเจ้า หรือ พระโพธิสัตว์ประทับอยู่เพื่อรอรับพวกเขา ในขณะนั้นเอง พวกเขาก็จะได้ไปอุบัติอยู่ในทะเลสาบรัตนะที่สุขาวดี หลังจากเวลาล่วงไป ๖ กัลป์ ดอกบัวจึงจะบานออก จากนั้นพระอัครสาวกทั้งสองจะแสดงธรรมเกี่ยวกับพระสูตรมหายานอันลึกซึ้ง เมื่อได้ยินเสียงธรรม พวกเขาจะสามารถกำหนดจิต(แรก) ไปสู่ทางเพื่อบรรลุโพธิญาณสูงสุดได้(กล่าวโดยง่ายคือเกิดโพธิจิตกับบุคคลนั้น)

รูปแบบที่ ๙ เป็นรูปแบบของพวกที่กระทำชั่วหนักและมาก รวมถึงพวกที่กระทำอนันตริยกรรม สมควรที่จะตกไปสู่อบายภูมิเพื่อทนทุกข์ที่ตนก่อนับนับหลายๆ กัลป์ แต่ขณะไกล้สิ้นใจได้มีโอกาสพบกับบัณฑิตผู้มาปลอบโยนและสอนธรรมให้ โดยสอนให้พวกเขาระลึกถึงพระอมิตาภะ แต่เพราะถูกรบกวนด้วยวิบากแห่งทุกข์ที่ทำไว้ ทำให้พวกเขาไม่สามารถระลึกถึงพระพุทธองค์ได้ บัณฑิตจึงสอนให้พวกเขาเอ่ย พระนามของพระอมิตาภะ ให้พวกเขาท่อง "นโม อมิตาภะ" จนครบ ๑๐ ครั้งด้วยจิตที่สงบ ด้วยการเอ่ยพระนามซ้ำๆ เช่นนั้น จะช่วยลบล้างบาปที่จะผูกพันพวกเขาไว้ในสังสารวัฏนับได้ ๘๐ ล้านกัลป์ เขาจะเห็นดอกบัวทองปรากฏอยู่เบื้องหน้าในเวลาตาย และจะได้ไปอุบัติอยู่ในสุขาวดี ดอกบัวจะบานออกเมื่อเวลาผ่านไป ๑๒ มหากัลป์ จากนั้นพระอัครสาวกทั้งสองจะสอนให้พวกเขาเข้าใจภาวะที่แท้ของธรรมชาติทั้งหลาย รวมทั้งข้อปฏิบัติที่จะลบล้างบาป เมื่อได้ยินธรรม พวกเขาจะเกิดปิติและมุ่งความคิดสู่พระโพธิญาณ

ในอีกด้านหนึ่ง อาจารย์เสถียรชี้ว่า บุคคลเหล่านี้จะได้รับฟังธรรมจาก พระมหาโพธิสัตว์ จำนวน ๗ ท่าน คือ พระอวโลกิเตศวร พระมหาสถามปราปต์ พระกษิติครรภ์ พระศรีอาริยเมตไตรย พระมัญชุศรี พระสมันตภัทร และ พระวัชรปราณี จนบังเกิดโพธิจิตกับบุคคลนั้น

• หลักธรรมในคัมภีร์ มหาสุขาวตีวยูหสูตร

๑. สดับพระนามพระอมิตาภะด้วยจิตศรัทธา รำลึกอยู่ ๑ ครั้งถึง ๑๐ ครั้ง มีจิตอุทิศปรารถนาไปอุบัติพุทธเกษตรนั้น ยกเว้นพวกประกอบอนันตริยกรรม ๕ และจ้วงจาบพระสัทธรรม

๒. มีจิตศรัทธาในพระปัญญาของพระพุทะเจ้า จนถึงพระปัญญาอันยิ่ง ประกอบกุศลกรรมทั้งหลาย มีจิตศรัทธาอุทิศจะได้ถึงอุปปาติกะ ณ สระสัปตรัตนโบกขรณี

• หลักธรรมในคัมภีร์ มหาสันนิปาตสูตร

ชายก็ดี หญิงก็ดี นั่งสมาธิรำลึกถึงพระอมิตาภตถาคต มีจิตที่เป็นสมาธิผ่านไปหนึ่งวัน จนถึง ๗ วัน ๗ คืน บุคคลนั้นจะต้องได้เห็นองค์พระอมิตาภอรหันต์สัมพุทธะอย่างแน่นอน ถ้าหากไม่ได้เห็นในเวลากลางวัน ในเวลาค่ำก็จะได้เห็น เช่นในความฝัน

• หลักธรรมในคัมภีร์ อมิตายุอุปเทศศาสตร์

สำหรับผู้บำเพ็ญอยากไปเกิดในสุขาวดีต้องปฏิบัติตามจริยาวัตร ๕ ข้อดังนี้

๑. บูชาพระอมิตาภะเป็นนิตย์ จัดเป็นทางกายกรรม

๒. สรรเสริญพระอมิตาภะพุทธคุณ สาธยายพระนามของพระองค์ เช่นสวดว่า “นโม อมิตาภะ” หรือ “นำโม ออ นี ถ่อ ฮุก” จัดเป็นวจีกรรม

๓. ตั้งปณิธานไปปฏิสนธิในพุทธเกษตรนั้น

๔. จิตตรึกนึกเพ่งภาวนาถึงพระอมิตาภะ และคุณาลังการต่างๆของพระองค์ กับหมู่โพธิสัตว์ และสิ่งต่างๆในสุขาวดี จัดเป็นมโนกรรม

๕. แผ่กรุณาจิตต่อสรรพสัตว์ ปรารถนาให้สัตว์ทั้งหลายพ้นสังสารทุกข์ และโปรดสรรพสัตว์

ท่านคณาจีนสรุปรวบรวมย่อให้สั้นลงเหลือเพียงแค่ ๓ ประการคือ

ก. สิ่ง (ซิ่น) แปลว่า ศรัทธา คือต้องมีศรัทธาปสาทะในพระอมิตาภะ อย่าได้มีข้อสงสัยใดๆ

ข. หงวง (เยี่ยน) แปลว่า ตั้งปณิธาน เพื่อไปเกิดในสุขาวดี

ค. เหง (สิง) แปลว่า ลงมือปฏิบัติ กุศลกรรมที่จะเป็นเหตุให้ได้ไปอุบัติ เช่นการท่องบ่นพระนามของพระอมิตาภะเสมอไม่ขาดว่า “นโม อมิตาภาย พุทฺธาย” หรือจีนว่า “นำโม ออ นี ถ่อ ฮุก” ญี่ปุ่นว่า “นัมบู อมิดา บุตสึ” ญวนว่า “นามโบ อายีด้า เผิก” ข้อความภาวนานี้จะต้องท่องบ่นวันละหลายๆหน ยิ่งมากยิ่งดี วิธีการภาวนามีการนับลูกประคำ ประคำเม็ดหนึ่งต่อภาวนาบทหนึ่ง เมื่อเปรียบกับคติธรรมในฝ่ายเถรวาทแล้ว ข้อปฏิบัติในนิกายสุขาวดีจึงเป็นการเจริญสมถภาวนาแบบหนึ่ง คือการทำจิตให้สงบได้

หากครบบริบูรณ์ทั้ง ๓ กรณีแล้วเป็นต้องหวังได้ไปสุขาวดีอย่างแน่นอน อนึ่งเนื่องด้วยกุศลกรรมของผู้บำเพ็ญมียิ่งหย่อนกว่ากัน การไปเกิดในสุขาวดีก็พลอยมีชั้นสูงต่ำตามเหตุทีทำด้วย โดยในอมิตายุรธยานสูตรได้แบ่งไว้ ๙ ชั้นดังนี้

ชั้นที่ ๑. สำหรับผู้มีเมตตากรุณา มีศีลสมบูรณ์ มีจิตเลื่อมใสไม่คลอนแคลน

ชั้นที่ ๒. สำหรับผู้มีความรู้แตกฉานในธรรม เลื่อมใสนิกายมหายาน เชื่อในกฏแห่งกรรม เมื่อตายจะไปอยู่ในดอกบัวไม่ทันข้ามวัน ดอกบัวจะบาน ได้ฟังธรรมภายใน ๗ วัน

ชั้นที่ ๓. สำหรับผู้เชื่อมั่นในกฏแห่งกรรม เลื่อมใสนิกายมหายาน เมื่อตายจะไปอยู่ในดอกบัว ๗ วันจึงจะบาน ได้ฟังธรรมภายใน ๓๗ วัน

ชั้นที่ ๔. สำหรับผู้รักษาศีลอุโบสถสมบูรณ์ ดอกบัวที่ผู้นั้นไปเกิดจะค่อยๆบาน เมื่อได้ฟังธรรมก็จะได้เป็นพระอรหันต์

ชั้นที่ ๕. สำหรับผู้ถือศีลอุโบสถเพียงวันหนึ่ง คืนหนึ่ง หรือสมาทานศีลภิกษุหรือศีลสามเณรไม่บกพร่อง เมื่อตายจะไปเกิดในดอกบัวอยู่ ๗ วัน ดอกบัวจึงจะบาน เมื่อฟังธรรมจะได้เป็นพระโสดาบัน อีกครึ่งกัลป์จะได้เป็นพระอรหันต์

ชั้นที่ ๖. สำหรับผู้เลี้ยงดูบิดามารดา มีมนุษยธรรม เมื่อใกล้ตายได้ฟังเรื่องของสุขาวดีและมีจิตเลื่อมใส เมื่อตายจะไปเกิดในสุขาวดี และฟังธรรมเรื่องไปหนึ่งกัลป์จึงจะได้เป็นพระอรหันต์

ชั้นที่ ๗. สำหรับผู้ทำอกุศลกรรม แต่ได้ฟังเสียงสวดพระธรรม หรือมีผู้สอนให้ระลึกถึงพระอมิตาภะ เมื่อตายจะไปเกิดในดอกบัวนาน ๗๗ วัน จึงจะบาน หลังจากนั้นต้องฟังธรรมนานถึง ๑๐กัลป์ จึงจะได้เป็นพระอรหันต์

ชั้นที่ ๘. สำหรับผู้ทุศีล มีทุคติเป็นที่หมาย แต่เมื่อใกล้ตายมีผู้สอนให้ระลึกถึงพระอมิตาภะ เมื่อตายจะไปเกิดในดอกบัวนาน ๖ กัลป์ จึงจะบาน เมื่อฟังธรรมจึงเริ่มตั้งจิตปรารถนาพุทธภูมิ

ชั้นที่ ๙. สำหรับผู้ทำอกุศลกรรมไว้มาก มีอบายภูมิเป็นที่หมาย แต่มีผู้สอนให้ระลึกถึงพระอมิตาภะ แล้วทำตามอยู่ชั่ว ๑๐ ขณะจิต เมื่อตายจะไปเกิดในดอกบัวนานถึง ๑๒ กัลป์จึงจะบาน เมื่อได้ฟังธรรมจึงตั้งจิตถึงพุทธภูมิ























บทที่ ๓

พระอมิตาภะ (Amitabha)



พระอมิตาภะพุทธะ (阿彌陀佛, 彌陀如來 ) คือใคร?

अमिताभबुद्ध - Amitabha

ภาษาญี่ปุ่น : 阿弥陀如来

























พระอมิตาภะพุทธเจ้า หรือ พระอมิตายุพุทธเจ้า ทรงพระสัมโภคกายพุทธเจ้า ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในพุทธศาสนาแบบมหายาน ทั้งนิกายวัชรยาน และมหายานนิกายต่างๆ

พระอมิตาภะพุทธะ ทรงเป็นสัญลักษณ์แห่ง ปัญญาที่ทำให้มนุษย์รู้จักผิดชอบชั่วดี และเลือกปฏิบัติในทางที่ถูก ประทับอยู่ทางตะวันตกของพุทธมณฑล

ภาพวาดของพระองค์มักวาดให้พระหัตถ์ยาว หมายถึง ความสามารถที่จะเอื้อมพาสรรพสัตว์เข้าสู่แดนสุขาวดี มีพระชิวหายาวตะหวัดได้รอบโลก อันหมายถึงความสามารถในการแสดงธรรมโปรดสัตว์ได้ทั่วโลก ทรงนกยุงเป็นพาหนะ เป็นตัวแทนของธาตุไฟ และฤดูใบไม้ผลิ

ในคัมภีร์มรณศาสตร์ของทิเบต กล่าวไว้ว่าพระอมิตาภะจะปรากฏพระองค์ให้ผู้ตายเห็นในวันที่ ๔ของบาร์โด พร้อมกับพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ และพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ รวมทั้งพระโพธิสัตว์หญิงอีก ๒ องค์คือ คีตาโพธิสัตว์แห่งเสียงเพลง และอโลคาเทวีโพธิสัตว์ผู้ถือคบเพลิง

เสียงประจำองค์พระอมิตาภะคือเสียง “หรีหฺ” เปล่งมาจากศูนย์ลมบริเวณลำคอ เป็นสัญลักษณ์แทนกิจกรรมและการตระหนักรู้ทางวิญญาณ ท่าทางประจำพระองค์คือ ธยานมุทรา คือพระหัตถ์ที่ประสานกันในท่าสมาธิ บางแห่งจะทรงแบพระหัตถ์ขวาออกมาเบื้องหน้าแสดงกิริยารับดวงวิญญาณของสรรพสัตว์ที่ประกอบกุศลพร้อมกับระลึกถึงพระองค์ไปเกิดยังแดนสุขาวดี

พระอมิตาภะพุทธเจ้า แปลว่า พระพุทธเจ้าผู้มีแสงรัศมีเปล่งประภาสออกมาไม่มีประมาณ (無量光佛, 無邊光佛) ชื่ออื่นๆ ของพระองค์ คือ พระอมิตายุพุทธเจ้า ซึ่งแปลว่า พระพุทธเจ้าผู้มีอายุขัยยาวนานหาประมาณที่สุดมิได้ (無量壽佛) ชาวจีนนิยมเรียกพระองค์ว่า ออ นี ท้อ ฮุก (阿彌陀佛) แปลว่า พระอมิตาพุทธเจ้า ซึ่งคำว่า “อมิตา” แปลว่าไม่มีประมาณ เข้าใจว่าเป็นการ เรียกขานพระนามของพระองค์ในความหมายทั้ง ๒ คือ แสงรัศมีไม่มีประมาณ และ อายุขัยไม่มีประมาณ ทรงปกครองแดนสุขาวดี (極樂世界) และชาวจีนเชื่อกันว่าวันคล้ายวันสมภพของพระองค์ คือ วันที่ ๑๗ เดือน ๑๑ จีน พระสูตรของมหายานกล่าวถึงอานิสงค์ของการบูชาพระอมิตาว่า" หากผู้ใดภาวนาพระนามของพระองค์อย่างแน่วแน่ตลอดเวลา ๑ วัน ๒ วัน ๓ วัน จนถึงตลอด ๗ วัน ๗ คืนเวลาใกล้จะสิ้นใจพระอมิตาพุทธเจ้าพร้อมด้วยอริยะบริษัทจะเสด็จมารับดวงวิญญาณของผู้นั้นไปเกิดยังดินแดนสุขาวดีอันสุขารมณ์ "







พระปฏิมา หรือ

ภาพวาดของพระองค์

มักจะประดิษฐานอยู่เบื้องขวา

ของพระศรีศากยมุนีพุทธเจ้า



พระองค์ทรงเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง จัดอยู่ในจำพวก ธยานิพุทธะ หมายถึงพระพุทธเจ้าที่เกิดจากอำนาจฌานของ พระอาทิพุทธเจ้า (หรือสยัมภูพุทธเจ้า) อาทิพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้าองค์ปฐมที่อุบัติมาพร้อมกับจักรวาล คติของมหายานในยุคหลังเชื่อกันว่า ท่านเป็นผู้สร้างและเป็นแหล่งกำเนิดของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงสถิตอยู่เป็นนิรันดร์ ความเชื่อนี้ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากพระอรรถกถาจารย์ (อาจารย์ผู้อธิบายพระไตรปิฎก) ได้สร้างพระอาทิพุทธเจ้าขึ้น เพื่อให้แบ่งภาคลงมาปรากฏเป็นพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ เพื่อจะได้สู้กับแนวคิดท้าวมหาพรหมของศาสนาพราหมณ์ โดยมีพุทธศาสนานิกาย ไอศวาริก ในประเทศเนปาลเป็นผู้นับถือเริ่มแรก นอกนั้นไม่แพร่หลายนัก ในลัทธิลามะเดิมขนานนามพระอาทิพุทธะว่า “พระธรรมกายสมันตภัทร” พระองค์ทรงมีธรรม (เรียกว่าศักดิ์หรือเทวี) ที่แสดงคู่เคียงกัน เรียกว่า “อาทิธรรม” หรือ “อทิปรัชญา” พระอาทิพุทธะเป็นผู้สร้างธยานิพุทธะ ๕ พระองค์ และมนุษิพุทธะ ๕ พระองค์ มนุษิพุทธะ ก็คือพระพุทธเจ้าที่อยู่ในกายเนื้อ เป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐกำเนิดในกาลและประเทศหนึ่ง ๆ แล้วบำเพ็ญเพียรบารมีในฐานะเป็นพระโพธิสัตว์จนตรัสรู้ความจริง เมื่อได้โพธิญาณแล้วก็จะมีพระนามเรียกพระองค์ว่า “ตถาคต” หมายถึงผู้มาเป็นเช่นนั้น พระศากยมุนีพุทธเจ้า (หรือพระสมณโคดมพุทธเจ้า) เป็นมนุษิพุทธะองค์หนึ่งใน ๕ องค์ ที่เกิดจากอำนาจฌานของพระอาทิพุทธะ

ในทำนองเดียวกัน พระอมิตาภพุทธเจ้าก็เกิดจากอำนาจฌานของพระอาทิพุทธะ แต่ท่านอยู่ในฐานะเป็นธยานิพุทธะองค์หนึ่งอาจถือว่าเป็นอวตารของพระอาทิพุทธะ (หากอธิบายด้วยภาษาแบบพวกพราหมณ์) ธยานิพุทธะหรือฌานิพุทธะจะประทับอยู่ในสวรรค์ชั้น อรูปธาตุ โดยลักษณะจะเป็นพระนามอันบริสุทธิ์ สมบูรณ์ ทรงอยู่ในรูป “ธรรมกาย” ซึ่งมหายานอธิบายว่าเป็นพระกายแห่งการตรัสรู้ พระอมิตาภะเองก็มีอำนาจฌานของพระองค์ ซึ่งก่อให้เกิดพระธยานิโพธิสัตว์ ๒ องค์ คือ พระอวโลกิเตศวร และพระมหาสถามปราปต์ พระธยานิโพธิสัตว์ตามหลักของตรีกายจะนับเป็น “สัมโภคกาย” หมายถึงกายแห่งความบันเทิง หรือกายทิพย์ มีรัศมีรุ่งเรืองที่สำแดงให้เห็นได้

พระอมิตภพุทธเจ้า เป็นพระธยานิพุทธะองค์ที่สี่ พระองค์ทรงมีความสำคัญมากที่สุด ยิ่งกว่าพระธยานิพุทธะองค์ใดในมหายาน พระลักษณะอยู่ในท่าเข้าฌาน เครื่องหมายคือตักบาตร มีพระกายสีแดง พาหนะคือนกยูง มีสัญลักษณ์ทางธรรม (ศักดิ์หรือเทวี) คือ ปัณฑรา หรือดอกกุหลาบ เป็นต้นตระกูลของพระโพธิสัตว์วงศ์ปัทมโคตร พระพุทธเจ้า และพระโพธิสัตว์ในตระกูลนี้โดยทั่วไปจะใช้บัวแดง ส่วนพระโพธิสัตว์ปางดุจะใช้บัวขาว

ในพระสูตรมักกล่าวว่า แดนสุขาวดีเป็นสถานที่สวยงาม ผู้ที่ได้เกิดยังโลกแห่งนั้นจะเป็นผู้ปราศจากความทุกข์ ได้ฟังธรรมจากพระอมิตาภะและพระมหาโพธิสัตว์ต่างๆ จนได้สำเร็จเป็นพระโพธิสัตว์ แล้วกลับมาช่วยเหลือสรรพสัตว์อื่นๆต่อไป การจะไปเกิดเพียงระลึกถึงพระอมิตาภะพุทธเจ้าโดยการสวดพระนามของพระองค์โดยสม่ำเสมอว่า “นำ มอ ออ นี ท้อ ฮุก” (南無阿彌陀佛) และทำความดี กตัญญูรู้คุณ พร้อมกับตั้งจิตอธิษฐานมุ่งไปเกิดยังพุทธเกษตรของพระองค์ คุณสมบัติของแดนพุทธเกษตรของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์นั้น ผู้ที่ไปอุบัติ จะไม่ต้องหวนกลับมาสู่ภพภูมิเบื้องต่ำอีก ซึ่งต่างกับการไปเกิดบนสวรรค์ชั้นกามภูมิ หรือ พรหมภูมิชั้นต่างๆ ที่หากสิ้นบุญเมื่อใดก็จะต้องหวนกลับมาสู่ภูมิเบื้องต่ำเช่นเกิดเป็นมนุษย์บ้าง เดรัจฉานบ้าง เปรตบ้าง สัตว์นรกบ้าง ตามกรรมของตน

ดังนั้นผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาแบบมหายานเกือบทุกนิกาย โดยเฉพาะชาวจีนนั้นมีความปรารถนาสูงสุดว่า เมื่อตายไปแล้วขอให้ไปเกิดในแดนสุขาวดีของพระอมิตาภะพุทธเจ้า จนทำให้เกิดพุทธศาสนาแบบมหายานขึ้นอีกนิกาย



ความเป็นมาของพระอมิตาภะ

มหาสุขาวดีวยูหสูตร หรือ มหาอมิตายูสูตร บรรยายความว่า ในสมัยพุทธกาลนั้นมีอยู่คราวหนึ่ง ณ ท่ามกลางธรรมสภาอันประกอบด้วยพระอรหันต์จำนวนมากพระองค์ พระโพธิสัตว์จำนวนมากและปวงเทพยดาอีกมากมายเกินกว่าจะคำนวณนับได้ ได้ปรากฏเหตุมหัศจรรย์ คือพระฉวีวรรณขององค์พระผู้มีพระภาคเจ้าศากยมุนีได้เปล่งรัศมีเรืองรองขึ้น ด้วยเหตุนี้เองพระอรหันต์อานนท์เจ้าขึ้นทูลถามถึงมูลเหตุ และพระองค์เจ้าศากยมุนีจึงเล่า ประวัติและพระเกียรติคุณของพระพุทธเจ้า อมิตาภะว่าแต่เดิมนั้น องค์พระอมิตาภะพุทธเจ้า ได้เป็นมหาราชาองค์หนึ่ง แต่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้า ณ เบื้องพระพักตร์ของพระโลเกศวรราชพุทธเจ้าและได้ฟังธรรมจากการเทศนาของพระองค์ท่าน เกิดความเลื่อมใสจับใจในธรรมบรรยายขององค์พระพุทธเจ้าโลเกศวร จึงได้ตัดสินใจสละราชสมบัติและทรงออกผนวชเป็นภิกษุมีนามว่า "พระภิกษุธรรมกร"(ฝ่าจั้ง) หรือธรรมการะ และ หลังจากออกผนวช ก็ได้เพียรปฏิบัติธรรมอย่างมั่นคงแน่วแน่ โดยมุ่งหวังที่จะบรรลุให้ถึงพุทธภูมิให้ได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ตั้งความหวังไว้ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าให้ได้ในกาลเบื้องหน้า ทั้งนี้โดยตั้งปณิธานอย่างมั่นคงว่าถ้าพระองค์ได้บรรลุพระโพธิญาณแล้วก็ขอให้พระองค์จงเป็นผู้ได้รับมงคลพร ๔๘ ประการ ตามที่ใจตนปรารถนาด้วย ถ้าหากไม่สามารถเป็นไปตามที่ตั้งใจ ๔๘ ประการแล้ว ก็ยังจะขอที่จะไม่บรรลุพุทธภูมิเลย ในรายละเอียดของความตั้งใจ ๔๘ ข้อนั้นล้วนเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่มหาชนทั่วๆไปในภายหลังทั้งสิ้น อาทิเช่น ขอให้พระองค์มีพุทธเกษตรที่มีความวิจิตรยิ่งที่ชื่อว่า สุขาวดีพุทธเกษตร ขอให้ผู้คนที่มาเกิดอยู่ ณ สุขาวดีพุทธเกษตรจงเป็นผู้ที่จะบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ทุกคนในอนาคต... ขอให้ผู้มีศรัทธาในองค์พระอมิตาภะ และได้รำลึกถึงสวดพระนามของพระองค์ และตั้งใจอยากจะได้เกิดในสุขาวดีโลกธาตุจงได้ไปเกิดทุกคนโดยทั่วกัน...

ในที่สุด ๑๐ กัลป์ที่แล้ว พระภิกษุธรรมกรได้บรรลุเป็นพระอมิตาภะพระพุทธเจ้าดังตั้งใจไว้ มหาปณิธาน ๔๘ ข้อของพระโพธิสัตว์ธรรมกรที่ได้ตั้งสัตย์ไว้มีดังนี้

๑.หากในพุทธเกษตรของพระองค์ยังมี(ภาวะทุกข์ทรมาณของ) นรก เดรัจฉาน เปรต หรือ อสุรกาย จะไม่ขอตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า(หรือไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด อีกนัยหนึ่งคือ ไม่ขอ บรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ)

๒.หากในพุทธเกษตรของพระองค์ยังมีสัตว์ที่ต้องตายและตกสู่อบายภูมิ(ภูมิต่ำทั้งสี่ข้างต้น) จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๓.หากสัตว์ที่อุบัติในพุทธเกษตรของพระองค์ ไม่มีฉวีวรรณผุดผ่องดั่งทองคำ(ผิวพรรณเป็นสีทอง) จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๔.หากในพุทธเกษตรของพระองค์ยังมีการแบ่งแยกระหว่างเทวดากับมนุษย์ ยกเว้นแต่เมื่อผู้คนเห็นว่า การแบ่งแยกเป็นเพียงสมมติบัญญัติ(ไว้ใช้กรณีเฉพาะ) จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๕.หากในพุทธเกษตรของพระองค์มีสัตว์ที่อุบัติ แต่ไร้ซึ่งบารมีสูงสุด และ ไม่อาจควบคุมตัว เพื่อที่ว่าจะได้สามารถก้าวล่วงพุทธเกษตรจำนวนหนึ่งร้อยพันนิยุต โกฏิแห่งในชั่วขณะจิตเดียว จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๖.หากสัตว์ที่อุบัติในพุทธเกษตรของพระองค์ ไม่มีสัญญา(ความจำได้หมายรู้) ที่จะจดจำอดีตชาติของตนอย่างน้อยหนึ่งร้อยพันนิยุตโกฏิกัลป์ จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๗.หากสัตว์ที่อุบัติในพุทธเกษตรของพระองค์ ไม่มีตาทิพย์ ที่สามารถมองเห็นโลกธาตุอย่างน้อยหนึ่งร้อยพันนิยุตโกฏิแห่ง จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๘.หากสัตว์ที่อุบัติในพุทธเกษตรของพระองค์ ไม่มีหูทิพย์ ที่สามารถได้ยินเสียงธรรมจากพุทธเกษตรอย่างน้อยหนึ่งร้อยพันนิยุตโกฏิแห่ง จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๙.หากสัตว์ที่อุบัติในพุทธเกษตรของพระองค์ ไม่มีเจโตปริยญาณ(หยั่งรู้ความคิดของผู้อื่น) เพื่อจะรู้การกระทำและความคิดสรรพสัตว์ในพุทธเกษตร หนึ่งร้อยพันนิยุตโกฏิแห่ง จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๑๐.หาสัตว์ที่อุบัติในพุทธเกษตรของพระองค์ ยังมีความคิดเชิงยึดติด(หรือครอบครอง) แม้แต่ร่างกายของตนเอง จะไม่ขอบรรลุพระโพธิญาณสูงสุด

๑๑.หากสัตว์ที่อุบัติในพุทธเกษตรของพระองค์ ไม่มีศรัทธามั่นคงในสัจจะตราบจนบรรลุนิพพาน จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๑๒.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว มีผู้สามารถประมาณจำนวนสัตว์ที่อุบัติในพุทธเกษตรของพระองค์ได้ จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด(ประการหนึ่ง) หรือ ถ้าจะนับจำนวนสัตว์ใน ๓ ล้านโลกธาตุ ที่ภายหลังได้กลายเป็นพระปัจเจกพุทธะทั้งสิ้น ก็ต้องใช้เวลานับนานถึงหนึ่งร้อยพันนิยุตโกฏิกัลป์จึงจะนับหมด มิฉะนั้นจะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด(ประการที่สอง)

๑๓.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว รัศมี(แสงสว่าง) ของพระองค์สามารถประมาณได้ในพุทธเกษตร จำนวนนับหนึ่งร้อยพันนิยุตโกฏิแห่ง จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๑๔.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว อายุของสัตว์ที่อุบัติในสุขาวดีสามารถประมาณได้ (ยกเว้นแต่พวกที่ตั้งจิตอธิษฐานขอจำกัดอายุตนเอง) จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๑๕.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว อายุของพระองค์มีขีดจำกัดอยู่ในร้อยพันนิยุตโกฏิกัลป์ จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๑๖.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว ยังมีชื่อของ "บาป" หลงเหลืออยู่จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๑๗.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว พระพุทธะทั้งหลายในพุทธเกษตรจำนวนไม่ถ้วน ไม่กล่าวสรรญเสริญพระนามของพระองค์ ไม่ประกาศเกียรติคุณของพระองค์ จะไม่ขอบรรลุพระโพธิญาณสูงสุด

๑๘.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว มีสัตว์ในทิศทั้งสิบศรัทธาพระองค์ด้วยความคิดที่แน่วแน่ ปรารถนาจะไปเกิดพุทธเกษตรของพระองค์ ได้กล่าวความระลึกถึงหรือท่องชื่อพระองค์ ๑๐ ครั้ง ถ้าพวกเขา ไม่ได้อุบัติในสุขาวดี จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสุงสุด ..ยกเว้นแต่ พวกที่ประกอบอนันตริยกรรมและผู้จ้วงจาบทำลายพระธรรม

๑๙.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว มีสัตว์ที่มุ่งตรัสรู้ในโลกธาตุอื่น และเป็นผู้ที่ภายหลังได้ยินชื่อของพระองค์ ได้ทำสมาธิระลึกถึงพระองค์ด้วยความคิดที่แน่วแน่ ขณะที่พวกเขาสิ้นใจ ถ้าพระองค์ ไม่ได้ไปปรากฏต่อหน้าพวกเขาพร้อมเหล่าภิกษุ เพื่อช่วยให้จิตของพวกเขาสิ้นสุดความหวาดหวั่นแล้วละก็ จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๒๐.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว มีสัตว์พุทธเกษตรน้อยใหญ่ได้ยินชื่อของพระองค์ ได้กำหนดจิตขออุบัติในพุทธเกษตรของพระองค์(คือสุขาวดี) ได้สั่งสมคุณธรรมความดีไว้มาก แม้แต่พวกท่องชื่อระลึกถึงแดนสุขาวดีเพียง ๑๐ ครั้ง ถ้าพวกเขาเหล่านั้น ไม่ได้อุบัติในแดนสุขวดี(ตามที่ตั้งจิตปรารถนา) แล้วละก็ จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด ยกเว้น พวกประกรอบอนันตริยกรรม และ ผู้ที่ขัดขวางบิดเบือนพระธรรม

๒๑.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว เทวดาหรือมนุษย์ในสุขาวดี ไม่มีลักษณะมหาบุรุษ(มหาปุริสลักษณะ) ๓๒ ประการ จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๒๒.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว สัตว์ทั้งหลายที่อุบัติในสุขาวดียังต้องเกิดใหม่อีก มากกว่า ๑ ครั้ง ก่อนจะหลุดพ้น จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด ยกเว้น เหล่าพระโพธิสัตว์ที่มีปณิธานจะรักษาพระธรรม ผู้อุทิศตนเพื่อความหลุดพ้นของสรรพสัตว์ ผู้ปรารถนาจะทำพุทธกิจในโลกธาตุต่างๆ ปรารถนาจะรับใช้พระพุทธเจ้า และ ชี้นำสัตว์จำนวนมากมายเท่าเม็ดทรายในท้องน้ำคงคาไปสู่ปัญญาสูงสุด

๒๓.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว พระโพธิสัตว์ในพุทธเกษตรสุขาวดี ไม่ สามารถไปเคารพพระพุทธเจ้าอื่นมากมายนับได้หลายร้อยนิยุตโกฎิองค์ในพุทธเกษตรอื่นๆ พร้อมกับสักการะด้วยสิ่งของต่างๆ อันจะนำไปสู่ความสุขใจได้ จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๒๔.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว พระโพธิสัตว์ในพุทธเกษตรสุขาวดี ปรารถนาให้กุศลกรรมของท่านบันดาลให้เกิดรัตนสมบัติหรือของขวัญต่างๆ ถ้าของขวัญเหล่านั้น ไม่ปรากฏตามที่ท่านปรารถนาในบัดดล จะไม่ขอบรรลุพระโพธิญาณสูงสุด

๒๕.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว สัตว์ที่อุบัติในสุขาวดี ไม่อาจท่องจำธรรมด้วยอาการแห่งความรู้แจ้ง (สัพพัญญู) จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๒๖.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว พระโพธิสัตว์ในพุทธเกษตรของพระองค์ ตั้งจิตบูชาพระพุทธเจ้าในพุทธเกษตรอื่นนับไม่ถ้วน ด้วยสิ่งของต่างๆ ตามแต่ใจปรารถนา ถ้าพระพุทธเจ้าเหล่านั้น ไม่ ยอมรับการบูชาด้วยสิ่งของต่างๆ เหล่านั้นด้วยพระเมตตาแล้ว จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๒๗.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว พระโพธิสัตว์ที่อุบัติในพุทธเกษตรสุขาวดี ไม่มี พลังกายเข้มแข็งประหนึ่งเพชรหรือสายฟ้าของพระนารายณ์ จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๒๘.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว สัตว์ในพุทธเกษตรของพระองค์ ไม่เพียบพร้อมไปด้วยความงามแห่งเครื่องประดับตกแต่ง ยังเห็นว่ามีพุทธเกษตรอื่นที่งามวิจิตรยิ่งกว่า จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๒๙.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว พระโพธิสัตว์ที่มีบารมีธรรมน้อยที่สุดในพุทธเกษตรสุขาวดี ไม่สามารถรับรู้ต้นโพธิ์(ธรรม) อย่างน้อย ๑๐๐ โยชน์ขึ้นไป จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๓๐.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว ไม่ว่าจะมีการเรียนการสอนหรือไม่ ถ้าสัตว์ทั้งหลายในพุทธเกษตรของพระองค์ หยั่งไม่ถึงความรู้สมบูรณ์ จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๓๑.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว พุทธเกษตรของพระองค์ ไม่สามารถส่องสว่างจนเห็นได้จากพุทธเกษตรอื่นๆจำนวนนับไม่ถ้วนในทุกทิศทาง จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๓๒.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว ในพุทธเกษตรของพระองค์ ไม่มีแจกันนับแสนที่ทำด้วยอัญมณีทุกชนิด บรรจุเต็มไปด้วยเครื่องหอม อบรำด้วยคันธูปลอย อยู่เหนือ เทวดา มนุษย์ และทุกสิ่งสำหรับใช้บูชาพระพุทธเจ้า และพระโพธิสัตว์แล้ว จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๓๓.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว ในพุทธเกษตรของพระองค์ ไม่มีสาย(ละออง) ฝนดอกไม้รัตนะ ตกลงมาอย่างสม่ำเสมอ และ หากที่นั่นไม่มีเสียงดนตรีก้องกังวานอยู่เป็นนิจ จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๓๔.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว สัตว์ทั้งหลายที่อยู่ในสุขาวดี ไม่เต็มไปด้วยความสุขที่อยู่เหนือกว่าเหล่าเทวดา และมนุษย์ จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๓๕.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว พระโพธิสัตว์จิตใจสูงในพุทธเกษตรอื่นทั่วทุกทิศจำนวนประมาณไม่ได้ได้ยินพระนามของพระองค์ (พระอมิตาภะ) แล้วไม่อาจหลุดพ้นจากการเกิด และ ไม่ มีความรู้แน่ชัดในธารณีจนได้บรรลุบัลลังก์แห่งโพธิ ด้วยอำนาจบุญกุศลจากการได้ยินนั้น จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๓๖.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว สตรีในพุทธเกษตรอื่นทั่วทุกทิศจำนวนประมาณไม่ได้ ได้ยินพระนามของพระองค์แล้ว ยังเกิดอาการขาดสติ(ประมาท) ไม่สามารถตั้งจิตสู่โพธิญาณ ครั้นเมื่อหลุดพ้นจากการเกิดแล้ว กลับไม่ ชิงชังในธรรมชาติอิสตรีของเธอ หรือ เมื่อยังต้องกลับไปเกิดก็จะเกิดเป็นอิสตรีอีก หากเป็นเช่นนั้น จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด(ข้อนี้หมายความว่า สตรีที่ได้ยิน พระนามอมิตาภะแล้วเมื่อเกิดใหม่จะได้เป็นชาย ถ้าไม่ต้องเกิดแล้ว ก็จะหลุดพ้นไปจากธรรมชาติด้านลบของผู้หญิง)

๓๗.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว พระโพธิสัตว์ในพุทธเกษตรทั่วทุกทิศจำนวนประมาณมิได้ ได้ยินพระนามของพระองค์ และ ก้มลงบูชาด้วยความเคารพแล้ว ไม่ได้รับการสรรเสริญจากหมู่เทวดาและชาวโลกในขณะที่บำเพ็ญโพธิสัตวธรรม จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๓๘.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว พระโพธิสัตว์ในสุขาวดี ยังต้องย้อม เย็บ ซัก ตากจีวรเอง หรือ ไม่ได้สวมใส่จีวรที่ใหม่และดีเลิศเร็วเท่าใจคิด จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๓๙.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว สัตว์ที่อุบัติในพุทธเกษตรสุขาวดี ไม่มี ความสุขเทียบเท่ากับพระภิกษุที่หลุดพ้นจากทุกข์(พระอรหันต์) และ ได้บรรลุสมาธิระดับที่สาม จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๔๐.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว พระโพธิสัตว์ในพุทธเกษตรสุขาวดี ไม่อาจสร้างเครื่องประดับตบแต่ง จำนวนมากจากต้นไม้รัตนะต่างๆ ตามที่ใจพวกเขาปรารถนา จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๔๑.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว พระโพธิสัตว์ที่อุบัติในพุทธเกษตรอื่นได้ยินพระนามของพระองค์แล้ว ยังต้องเป็นทุกข์แม้เพียงน้อยนิดจากประสาทสัมผัส จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๔๒.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว พระโพธิสัตว์ได้ยินพระนามของพระองค์ ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่งในพุทธเกษตรอื่นแล้ว ไม่ อาจเข้าถึงสมาธิในระดับที่เรียกว่า สุวิภักตวตี(Suvibhakavati) อันเป็นสมาธิที่พระโพธิสัตว์จะสามารถเห็นพระพุทธเจ้าองค์ต่างๆ จำนวนประมาณไม่ได้ในแต่ละขณะและ ถ้าสมาธินี้สิ้นสุดหรือขาดตอนกลางคัน จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๔๓.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว สัตว์ทั้งหลายได้ยินพระนามของพระองค์ในพุทธเกษตรอื่นที่แตกต่างจากสุขาวดีแล้ว ไม่อาจถือกำเนิดในตระกูลที่สูงส่งจนกระทั่งบรรลุธรรม ด้วยอำนาจแห่งบุญที่เกิดจากการได้ยินนั้น จะไม่ขอบรรลุพระโพธิญาณสูงสุด

๔๔.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว พระโพธิสัตว์ในพุทธเกษตรอื่นได้ยินพระนามของพระองค์แล้ว ไม่บังเกิดความปิติยินดีในวิถีแห่งโพธิสัตว์ จวบจนบรรลุธรรมด้วยอำนาจแห่งบุญจากการได้ยินนั้น จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๔๕.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว ทันทีที่พระโพธิสัตว์ได้ยินพระนามของพระองค์ในโลกธาตุอื่นแล้ว ไม่ อาจเข้าถึงสมาธิในระดับที่เรียกว่า สมันตานุคต (Samantanugata) อันเป็นสมาธิที่พระโพธิสัตว์จะสรรเสริญพระคุณของพระพุทธเจ้าองค์ต่างๆ จำนวนประมาณไม่ได้อยู่ในทุกขณะ และถ้าสมาธินี้ขาดตอนลงก่อนที่ท่านเหล่านั้นจะหยั่งถึงพุทธภูมิจะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๔๖.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว สัตว์ทั้งหลายที่อุบัติอยู่ในสุขาวดี ไม่อาจได้ยินคำสั่งสอนธรรมที่พวกเขาปรารถนาเร็วเท่ากับความคิด จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๔๗.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว ทันทีที่พระโพธิสัตว์ในพุทธเกษตรนี้หรือที่อื่น ได้ยินพระนามของพระองค์แล้ว ยังหันหลังให้กับปัญญาญาณสูงสุด (อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ) ได้อีก จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

๔๘.หากภายหลังที่ได้บรรลุพระโพธิญาณสูงสุดแล้ว และ กลายเป็นพระพุทธศาสดา ทันทีที่พระโพธิสัตว์ภูมิแรกขึ้นไป ได้ยินพระนามของพระองค์ในพุทธเกษตรต่างๆ แล้วยังหันออกห่างพระรัตนตรัย จะไม่ขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด

พระภิกษุธรรมกรได้ตั้งปณิธานมุ่งต่อพุทธภูมิ ต่อหน้าพระพุทธเจ้ายุคนั้น และมีปณิธานอยู่ ๔๘ ข้อ ซึ่งปณิธานทุกข้อ ล้วนแต่ลงท้ายว่าหากไม่ปรากฏเป็นจริงจะไม่บรรลุโพธิญาณ เช่นปณิธานข้อ ๑๘, ๑๙, ๒๐ มีว่าถ้าสัตว์โลกทั่วทศทิศมีจิตศรัทธาปรารถนาจะบังเกิดในแดนสุขาวดี แล้วภาวนาชื่อเรา ๑๐ ครั้งในหนึ่งช่วงหายใจเข้าออก หากมิได้ไปจุติตามที่ปรารถนาไซร้ จักไม่บรรลุโพธิญาณ นอกจากผู้ทำอนันตริยกรรม ๕ ไม่อยู่ในข้อนี้ (อนันตริยกรรม ๕ คือ ๑.ฆ่าพ่อ ๒.ฆ่าแม่ ๓.ทำร้ายพระอรหันต์ ๔.ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนเลือดตก ๕.ยุยงสงฆ์ให้แตกแยก)

ถ้าสัตว์โลกทั่วทศทิศบังเกิดโพธิจิต บำเพ็ญขัดเกลาจิต สร้างกุศล แล้วตั้งปณิธานด้วยใจจริงว่า จะไปจุติในแดนสุขาวดี เมื่อถึงกาลมรณะ ถ้าเราและมหาโพธิสัตว์ไม่ได้ปรากฏเบื้องหน้าเขาไซร้ จักไม่บรรลุโพธิญาณ ถ้าสัตว์โลกทั่วทศทิศได้ยินนามของเรา แล้วรำลึกถึงสุขาวดีอยู่เสมอ หมั่นบำเพ็ญคุณธรรม แล้วอุทิศกุศลด้วยใจจริงว่า จะจุติในแดนสุขาวดี หากมิสมดังความปรารถนา จักไม่บรรลุโพธิญาณ เมื่อภิกษุธรรมกรมีปณิธานเช่นนี้และก็ได้บรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระอมิตาภะพุทธเจ้าแล้วนับจากบัดนี้ได้ ๑๐ กัลป์ก็ต้องเป็นไปตามนั้นทุกประการ



พุทธเกษตรคืออะไร

ชาวมหายานเชื่อว่าพระพุทธเจ้า และพระโพธิสัตว์ มีเป็นจำนวนมากมายในจักรวาลนี้ พระองค์เสด็จมาอุบัติเพื่อสั่งสอนธรรมอยู่ทั่วไปนับจำนวนไม่ถ้วน แม้ในโลกธาตุของเราจะว่างเว้นจากพระพุทธเจ้าแต่โลกธาตุอื่น ๆ ก็มีพระพุทธเจ้าองค์อื่น ๆ กำลังสั่งสอนสัตว์โลก โลกธาตุที่พระพุทธเจ้ามาอุบัติเรียกว่า “พุทธเกษตร” ซึ่งความจริงแล้ว พุทธเกษตรไม่ได้มีเพียงแห่งเดียว คติมหายานเชื่อว่า พระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์มีจำนวนมากมายเท่ากับเมล็ดทรายในท้องน้ำคงคา ดังนั้น ในจักรวาลอันเวิ้งว้างนี้ก็ย่อมมีโลกธาตุที่พระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ประทับอยู่จำนวนนับไม่ถ้วนเช่นกัน พุทธเกษตรของ พระพุทธไภสัชชคุรุไวฑูรย์ประภาราชา ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของโลกธาตุ พุทธเกษตรของพระพุทธอักโฆภยะ มณฑลเกษตรของพระเมตไตรย โพธิสัตว์ในดุสิตสวรรค์ และสุขาวดี พุทธเกษตรของพระอมิตาภะ ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของโลกธาตุ เป็นพุทธเกษตรที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมของชาวมหายานเป็นส่วนมาก ใน ๑ พุทธเกษตรจะมีพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ๑ องค์ เนื่องจากจำนวนของพระพุทธเจ้าในจักรวาลนี้เท่ากับจำนวนของพุทธเกษตร ดังนั้น พุทธเกษตรในจักรวาลจึงมีจำนวนมากมายเท่ากับจำนวนของเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาด้วย”

สุขาวดีพุทธเกษตรห่างจากโลกธาตุนี้แสนโกฏิ ผู้ไปอุบัติในพุทธเกษตรนั้นล้วนเป็นอุปปาติกะเกิดขึ้นในดอกบัว ไม่มีทุกข์โศก โรคภัย มีอายุอันนับประมาณมิได้ เป็นแดนเสมือนที่พักระหว่าง สังสารวัฏฏ์กับพระนิรวาณ ผู้ไปอุบัติในที่แห่งนี้ล้วนเป็นผู้เที่ยงต่อพระนิพพาน แต่ถ้ายังมีกิเลส ติดจากโลกอื่นไปก็จะได้รับการอบรมตัดกิเลสกัน ณ ที่แห่งนี้ พุทธเกษตรเกิดจากอำนาจของกรรม ประณิธาน (อธิฐาน) และศรัทธา พุทธเกษตรเป็นแนวคิดที่ไม่เกี่ยวกับสวรรค์และนิพพาน สุขาวดีเป็นพุทธเกษตรแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากโลกธาตุเราไปทางตะวันตกนับแสนโกฏิ ที่นั่นปกครองโดยพระอมิตาภะ สุขาวดีเป็นสถานที่มนุษย์ทั้วไปไม่อาจหยั่งถึง ไม่อยู่ในขอบข่ายของการกำหนดว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เกิดจากอำนของกรรม ประณิธานและศรัทธาของพระพุทธเจ้าองค์นั้นๆ แต่ละองค์ก็มีพุทธเกษตรประจำองค์ บ้างว่าพุทธเกษตรเป็นเสมือนที่พักระหว่างสังสารและนิพพาน แต่เปรียบเอาเป็นดินแดนที่บุคคลจะอบรมตนเองเพื่อหลุดพ้นโดยไม่ต้องทนทุกข์อีกต่อไป ดังในวิมลกีรตินิรเทศสูตรศราวกวรรค ว่า เมื่อจิตของพระโพธิสัตว์ใดบริสุทธิ์ พุทธเกษตรย่อมบริสุทธิ์ด้วย อนึ่งการไปยังสุขาวดีอันเป็นพุทธเกษตรของพระอมิตาภะพุทธเจ้าได้นั้นตามพระไตรปิฏกมหายานแล้วแนะว่า

๑. เอ่ยพระนามของพระอมิตาภะ

๒. ท่องพระสูตรมหายาน

๓. ทำสมาธิโดยการเพ่งพระอมิตาภะหรือดินแดนสุขาวดีเป็นอารมณ์

๔. เคารพพระพุทธปฏิมา

๕. สวดสรรเสริญพระคุณของพระอมิตาภะอยู่เสมอ

๖.ตั้งสัจจะอธิษฐานไปเกิดในสุขาวดี และมีจิตเมตตากรุณาเสมอๆ มีกุศลกรรมบถ ๑๐ กตัญญู ถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ฯลฯ

ในจุลอมิตาภะสูตรว่า หากผู้ใดปรารถนาจะไปอุบัติในสุขาวดีไซร้ พึงระลึกถึงพระอมิตาภะอยู่เสมอๆ ๑-๗ วัน โดยที่จิตของเขาไม่รับอารมณ์อื่น (คือมีพระอมิตาภะตลอดเวลาทุกอิริยาบถทั้งทางกาย วาจาใจ) เมื่อบุคคลนั้นสิ้นชีพลง พระอมิตาภะพร้อมทั้งบริวารจะมารับเค้าไปเกิดในสุขาวดี "สัตว์เหล่าใดมีจิตคิดระลึกถึงพระพุทธเจ้า ใคร่ครวญถึงพระพุทธเจ้า กระทำให้เป็นอารมณ์ตั้งมั่นอยู่เบื้องหน้า อนาคตย่อมได้พบพระพุทธเจ้าเป็นแน่แท้"(ศูรางคมสูตร บทว่าการระลึกถึงพระพุทธเจ้าของพระมหาสถามปราปต์

พุทธเกษตรแห่งนี้ได้รับการกล่าวขานว่ารุ่งเรืองสมบูรณ์ เต็มไปด้วยความสุขสบายปราศจากสัตว์หรืออมนุษย์ที่ชั่วร้าย ในแดนสุขาวดีเต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม ประดับประดาไปด้วยแก้วแหวนเงินทองล้ำค่า เครื่องประดับพวกเพชรพลอยรัตนชาติทั้งหลายสามารถพบเห็นได้ทุกแห่งสวยงามและส่องสว่างไปทั่ว ที่นั่นมักจะมีเสียงทิพย์จากเครื่องดนตรีที่ไพเราะ ชนิดที่เราไม่อาจได้ยินในทางโลกหรือแม้แต่สวรรค์ชั้นสูงปราสาทราชวังล้วนประดับด้วยมณีรัตนะ มีสระน้ำกว้างหลายสระนับได้เป็นร้อยโยชน์พันโยชน์ก็มี น้ำภายในสระมีกลิ่นหอมอบอวล ดอกบัวที่อยู่ภายในก็เป็นที่อุบัติของสัตว์ทั้งหลาย เวลา ๑ วัน (๒๔ ชั่วโมง) ในสุขาวดีเทียบได้กับ ๑ กัลป์ของโลกมนุษย์ ที่นั่นไม่มีฤดูกาล อากาศเย็นสบายอยู่เป็นนิตย์ ผู้ที่ไปเกิดในสุขาวดีล้วนแต่เที่ยงต่อนิพพาน คืออย่างไรเสียก็จะได้หลุดพ้นที่สุขาวดี ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกแล้ว ปรารถนาสิ่งใดก็จะได้สมประสงค์ จะได้ยินเสียงธรรมบรรยายของพระอมิตาภะและพระโพธิสัตว์อยู่เสมอ จนกว่าจะหลุดพ้น ดังนั้น อายุของสัตว์ที่อุบัติที่นั่นจึงนับประมาณไม่ได้ ถ้ายังไม่หลุดพ้นก็ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกองทุกข์ แต่ถ้าหลุดพ้นแล้วจะตั้งปณิธานเพื่อกลับมาโปรดเวไนยสัตว์ในโลกธาตุอื่นก็สามารถทำได้

ข้อมูลบางแห่งอธิบายดินแดนสุขาวดีไว้ว่าเป็นสถานที่อันงามวิจิตรเต็มไปด้วยอัญมณีล้ำค่า มีภูเขารัตนมณี ๗ ลูก เรียงรายประดุจกำแพงแก้ว ๗ ชั้น มีแนวต้นตาลทองอีก ๗ แถว แต่ละแถวมีตาข่ายกระดึงทองขึงโยงไว้ มีเสียงใส ๆ เสนาะโสตเวลาลมพัดมา ตามพื้นที่ระเรื่อยไปก็ล้วนเกลื่อนกลาดด้วยรัตนชาติ ๗ อย่าง ได้แก่ เพชร พลอย มรกต บุษราคัม เพทาย ไพฑูรย์ และหยกเขียว ที่สำคัญคือมีสระโบกขรณี (สระบัว) อยู่ ๗ สระ ทุกสระล้วนมี อัษฎางคิกวรี (แปลว่า องค์ประกอบทิวทัศน์อันสวย)วิจิตร ๘ ประการ คือ

๑. น้ำในสระใสราบรื่น

๒. ระดับน้ำลึกพอประมาณ

๓. ท่าน้ำขึ้น – ลง สร้างด้วยรัตนชาติ ๗ ชนิด อยู่เหนือหาดทรายทอง

๔. แต่ละท่ามีบันได ๔ ขั้น ทั้งหมด ๔ บันได รายรอบทั้ง ๔ ทิศ

๕. รอบสระบัวทั้ง ๗ มีต้นไม้อัญมณี ๗ ชนิด ที่ออกดอกออกผลตระการตา งดงามเกินบรรยาย

๖. ในสระมีดอกบัวนานาสีนานาพันธุ์ ทั้งเขียว เหลือง แดง ขาว หรือน้ำเงิน

๗. บนผืนน้ำระหว่างดอกบัวที่ลอยไปลอยมาคือมณีรัตนะ ๗ สี

๘. ที่ใต้เหล่าบัวบานก็จะเป็นสัตตรัตนะ ดาษดื่นอยู่ใต้พื้นน้ำ ส่องสว่างเรืองรอง

นอกจากนี้พื้นดินยังปูลาดด้วยทองคำ มีฝนดอกมณฑารพโปรยปรายส่งกลิ่นหอมฟุ้งกำจาย อบอวลให้ชื่นใจวันละ ๖ เวลา กลางวัน ๓ ครั้ง และกลางคืน ๓ ครั้ง ยามเช้าชาวสุขาวดีก็จะเก็บดอกมณฑารพทิพย์นี้ไปถวายบูชาพระพุทธองค์ องค์ใดก็ได้ ที่สวรรค์แห่งใดก็ได้ เพียงแต่ตั้งจิตอธิษฐาน ชั่วขณะหนึ่งก็สามารถไปหรือกลับมายังสุขาวดีได้อีก ในสุขาวดีมีนกมากมาย แต่ล้วนเป็นนกทรงศักดิ์ อาทิ หงส์เหมราช ยูงทอง หรือนกกระเรียนพันปี นกเหล่านี้จะส่งเสียงร้องประกาศธรรม เมื่อได้ยินแล้วทำให้จิตใจเบิกบาน เกิดความน้อมนำในธรรม เกิดพุทธานุสสติและธรรมนุสสติได้ในทันที

อาจมีผู้ตั้งข้อสงสัยว่าสุขาวดีแตกต่างอย่างไรกับสวรรค์ชั้นฟ้าในความเข้าใจของคนทั่วไป จริงอยู่ว่าคำบรรยายลักษณะภายในของสุขาวดีนั้นเหมือนกับเป็นสวรรค์แห่งหนึ่ง แต่ข้อแตกต่างระหว่างสวรรค์กับสุขาวดี (รวมทั้งพุทธเกษตรอื่น ๆ) ก็คือ บุคคลที่ได้ไปเสวยสุขอยู่บนสวรรค์ เมื่อรับกุศลผลบุญที่ตนเองทำไว้แล้วก็จะต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดใหม่ มีชีวิตขึ้น ๆ ลง ๆ ตามแต่กรรมที่ได้สร้างไว้ แต่พุทธเกษตรเป็นเสมือนที่พักอยู่ระหว่างสังสารวัฏกับนิพพาน ไม่ใช่ทั้งสังสารวัฏและนิพพานแต่เป็นภาวะ (เปรียบคือแดน) ที่บุคคลได้อบรมตนเองเพื่อหลุดพ้นโดยที่ไม่ต้องทนทุกข์อยู่ในวงล้อแห่งการเวียนว่ายตายเกิดอีก

ความปรารถนาไปอุบัติอยู่ในดินแดนสูงส่ง และบริสุทธิ์นั้นมีมาตั้งแต่สมัยของนาคารชุน โดยในยุคแรกผู้คนบางส่วนตั้งจิตขอไปเกิดอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิต เพื่อรอคอยการกลับมาของพระศรีอาริย์ บ้างก็อธิษฐานขอไปเกิดในพุทธเกษตรด้านตะวันออกของพระพุทธเจ้าอักโษภยะ ต่อมาเมื่อสำนักนี้ได้รับความนิยมผู้คนส่วนมากก็ตั้งจิตขอไปเกิดในสุขาวดี การที่ชาวมหายานสร้างความเชื่อในเรื่องพุทธเกษตร อาจเป็นเพราะต้องการปลอบใจมหาชนที่ยังอยากมีชีวิตสุขสบาย ไม่ต้องการบรรลุนิพพาน คนส่วนมากคิดว่า การบรรลุนิพพานเป็นการยากยิ่งจึงต้องสร้างความเชื่อในเรื่องพุทธเกษตรขึ้นมา เพื่อสนองความต้องการของคนบางกลุ่มที่ยังรักความสะดวกสบาย ทำให้เกิดการตั้งปณิธานไปเกิดในพุทธเกษตรเพื่อเป็นพระโพธิสัตว์ และแล้วก็จะบรรลุนิพพานได้โดยสะดวกไปเอง ซึ่งต่างจากพวกเถรวาท แม้จะเชื่อว่ามีพระพุทธเจ้ามากมายหลายองค์ มีโลกธาตุอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากโลกธาตุเรานี้ แต่ไม่ได้สอนให้มีการตั้งปณิธานไปเกิดในพุทธเกษตร การบรรลุหลุดพ้นของเถรวาทจึงเป็นไปอย่างรีบเร่งโดยไม่จำเป็นต้องรอไปถึงพุทธภูมิ เพราะต้องใช้เวลาอีกยาวนานแสนไกลกว่าจะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าได้ ชาวเถรวาทส่วนมากจึงมุ่งเพียงอรหันตภูมิยาน





































บทที่ ๔

ทัศนคติต่างๆ (Attitude)



ทัศนคติของแต่ละนิกายที่มีต่อพุทธเกษตรและพระอมิตาภะในทางปรัชญา

เรื่องสุขาวดีและพระอมิตาภะ ก็สรุปลงเป็นธรรมาธิษฐาน คือสุขาวดีนั้น ความจริงมีอยู่ในจิตของปวงสัตว์ พระอมิตาถะแท้ก็คือ พุทธภาวะอันแจ่มจ้าซึ่งมีอยู่แล้วในจิตของเรา ว่าตามคติของนิกายเทียนไท้ ก็จัดเป็นภูมิหนึ่งใน ๑๐ ภูมิ อันอยู่ในเอกจิตธรรมธาตุนี้เท่านั้น ใช่ว่าจะมีสุขาวดีหรือพระอมิตาภะนอกจิตของเราออกไป คณาจารย์ฮิวโคยได้ใช้หลักนิกายเทียนไท้อธิบายว่า “สุขาวดีห่างไกลจากโลกธาตุนี้ถึงแสนโกฏิพุทธเกษตร แต่แท้ก็อยู่ในจิตขณะหนึ่งของเรานั่นเอง หาได้ห่างไกลแตกต่างที่ไหนไม่ พระอมิตาภะก็คือ จิตธาตุของเรา จิตธาตุของเราเล่า ก็คือพระอมิตาภะ” แต่เพราะสุขาวดีและพระอมิตาภะในจิตของเราถูกอวิชชากำบัง เราจึงไม่ได้อุบัติในสุขาวดี หรือรู้แจ้งว่าที่แท้จริงภาวะตนอง คือภาวะเดียวกับพระอมิตาภะ จะแตกต่างกันก็โดยสัมโภคกายและนิรมาณกาย ส่วนธรรมกายนั้น ย่อมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหมด เพราะฉะนั้นจึงมีคำกล่าวว่า “อ้วงม่อซออวง แซม่อซอแซ” (ไปเกิดสุขาวดี) นี้ว่าโดยปรมัตถ์ ถ้าว่าโดยโลกิยะแล้ว ก็มีการละทิ้งโลกธาตุนี้ไปอุบัติในสุขาวดี จึงกล่าวได้อีกว่า “อ้วงเจ่กก้วกเตี่ยอ้วง แซ่เจ่กก้วกเตี่ยแซ” แปลว่า “ไปก็ต้องไปอย่างเด็ดขาด เกิดก็ต้องเกิดอย่างแน่นอน” คณาจารย์ฮุ้ยเล้งแห่งนิกายเซ็นกล่าวว่า “คนหลงสวดมนต์ภาวนาถึงพระอมิตาภะอ้อนวอนปรารถนาไปอุบัติที่สุขาวดี แต่บัณฑิตชำระใจตนเองให้สะอาด...ฯลฯ ...คนทางตะวันออกทำบาปก็ภาวนาถึงพระอมิตาภะขอเกิดในสุขาวดี ทีนี้คนทางตะวันตกทำบาปภาวนาถึงพระพุทธะจะไปเกิดโลกธาตุไหน ฯลฯ คนโง่หลงนั้นไม่เข้าใจรู้จักสุขาวดีที่มีในตัวของตน ฯลฯ” ในวิมลกีรตินิเทศสูตร อันเป็นสูตรมหายานฝ่ายปรัชญาปารมิตาก็มีข้ความตอนหนึ่งว่า “เมื่อจิตบริสุทธิ์แล้ว พุทธเกษตรก็บริสุทธิ์” เพราะดังนั้นที่ไหนๆ ก็อาจเป็นสุขาวดีได้ทั้งนั้น พวกเซนไม่ถูกกับสุขาวดีมากๆ จนถึงกับมีระเบียบว่า “สวดภาวนาถึงพระอมิตาภะคำเดียว ต้องปรับให้ไปหาบน้ำ ล้างห้องกัมมัฏฐาน” และ “สวดภาวนาถึงพระอมิตาภะคำเดียว ต้องบ้วนปาก ๓ วัน” เซนถือว่าต้องการให้เรารู้จักสุขาวดีและพุทธภาวะในตัวเองเป็นสำคัญ พวกเซนพึ่งมารับคติของสุขาวดี เพราะคณาจารย์ย่งเม่งเป็นผู้สมานกลมกลืนด้วยภาษิตที่ได้กล่าวมาข้างต้น ฝ่ายโยคาจารย์ก็ถือว่าสุขาวดีเป็นพฤติกรรมของจิตแห่งพระอมิตาภะ คือพระองค์ทรงบันดาลให้มีขึ้นด้วยเหตุ คือการปฏิบัติธรรม และปณิธาน ๔๘ ข้อของพระองค์ จนกระทั่งได้บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง สุขาวดีเป็นผลแห่งบารมีของพระอมิตาภะ ส่วนสัตว์ผู้จะไปอุบัตินั้นก็ต้องสร้างพฤติกรรมให้เหมาะสมจึงจักได้ไปเกิดเสวยความสุข เพราะฉะนั้น สุขาวดีก็คือ ใจของพระอมิตาภะและปวงชนผู้อุบัติสร้างขึ้นเอง ไม่นอกเหนือจากมโนภาพไปได้

แนวคิดที่ทำให้นิกายสุขาวดีได้รับความนิยม

๑.นิกายนี้เชื่อว่าทุกคนไม่อาจบรรลุธรรมได้เป็นธรรมดา ดังนั้นคนจำนวนมาก จึงทำได้แค่ทำบุญไปสวรรค์ ดังนั้นก็ควรเลือกสวรรค์ที่ดีเหมาะกับการบรรลุ ซึ่งได้พบว่ามีสุขาวดีพุทธเกษตรที่ประทับของพระอมิตาภะ ที่ทรงสอนให้บรรลุได้ ดังนั้น จึงทำบุญบนโลก ตายลงกำหนดจิตถึงสุขาวดี จุติที่นั่นแล้วได้รับคำ

สอนจากพระอมิตาภะ จนบรรลุบนสวรรค์ต่อนั่นเอง

๒.นับถือพระอมิตาภะเป็นจุดมุ่งหมายเมื่อตาย ดังนี้ จึงมีแนวคิดพระพุทธเจ้าสามพระองค์ คือ พระศากยมุนีพุทธเจ้า (องค์ปัจจุบัน) พระไภษัชคุรุพุทธเจ้า ให้เห็นความหลากหลายและความกว้างไม่ยึดติดแต่พระสมณโคดม เรียกได้ว่าเมื่อมีบุญและปัญญาย่อมเลือกที่ไปเกิดต่อได้ และไม่นิยมเข้านิพพานเอาตัวรอดคนเดียว อันเป็นอุดมคติของมหายานทุกนิกาย

๓.เชื่อว่าสุขาวดีมีอยู่จริงเป็นที่พักระหว่างสังสารวัฏและนิพพาน คือ สามารถกำหนดจิตเองได้ว่าจะเกิดหรือไม่เกิด ตามแต่ความปรารถนาไม่เกิดก็ได้เกิดก็ได้ จึงเป็นที่ๆพระโพธิสัตว์ทั้งหลายจะไปจุติและประทับหลังบำเพ็ญเพียรบนโลกมนุษย์ ซึ่งดีกว่าเข้านิพพานแล้วไม่อาจเกิดมาช่วยคนได้อีก

๔.ช่วยคนได้มาก ตั้งแต่ที่ไม่อาจบรรลุจนถึงมหาโพธิสัตว์ก็สามารถบำเพ็ญแบบนี้ได้ จึงแพร่ขยายพุทธศาสนาได้กว้างขวางมากมายกว่าเถรวาทนัก

๕.บ้างได้เห็นสุขาวดีว่ามีจริง ด้วยวิชามโนมยิทธิ, การฝัน, การถอดจิต การได้รับสิทธิพิเศษ โดยพระอวโลกิเตศวรเป็นสื่อให้ไปเห็นสุขาวดีมา เป็นต้น



ปัญหาที่เกี่ยวกับนิกายสุขาวดี

เนื่องจากคำสอนของสำนักสุขาวดีนั้นเรียบง่าย ตรงไปตรงมาไม่มีอะไรลึกซึ้งให้ต้องตีความมาก หากผู้ใดมีความเชื่อในพระพุทธเจ้าองค์นี้ เชื่อว่าดินแดนที่เรียกว่าสุขาวดี (ซึ่งมีลักษณะเป็นภาวะหรือมิติมากกว่าเป็นสสารครอบครองที่และเวลาหนึ่ง ๆ) มีจริง และพยายามปฏิบัติตามวิธีต่าง ๆ ที่ระบุไว้ ก็เป็นอันแน่ใจได้ว่า เขาผู้นั้นย่อมสามารถไปอุบัติในดินแดนดังกล่าวได้ โดยไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกแล้ว หากมองดูเพียงผิวเผินจะเห็นว่า สุขาวดีนั้นเป็นคำสอนที่เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบคิดมาก หรือคนซึ่งต้องใช้เวลาในชีวิตประจำวันทำมาหากิน ไม่มีเวลาศึกษาหลักธรรมให้ละเอียดลึกซึ้ง หรือไม่ก็คนที่ต้องการอะไรบางอย่างยึดเหนี่ยวจิตใจไว้ และคำสอนสุขาวดีก็สามารถตอบสนองความต้องการของบุคคลเหล่านี้ได้จริง ในขณะที่คำสอนพุทธสำนักอื่น ๆ โดยเฉพาะที่เน้นการพึ่งพาตนเอง กลับได้รับความสนใจในระดับหนึ่งเท่านั้น กล่าวกันว่า สำนักสุขาวดีและพระอมิตาภะเป็นที่รู้จักของชาวพุทธจีนและญี่ปุ่นมากกว่าสำนักพุทธอื่น เป็นเวลานับได้หลายศตวรรษที่สุขาวดีและพระอมิตาภะได้กลายเป็นจินตภาพและความหวังของชาวพุทธในซีกโลกตะวันออกไกลนับล้าน ๆ คน และอิทธิพลของคำสอนก็ยังคงแทรกซึมอยู่มากในวัฒนธรรมของพวกเขา

คงไม่ใช่การกล่าวเกินไปที่สำนักสุขาวดีทำให้ผู้คนจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาในพุทธศาสนา ส่วนหนึ่งที่พุทธศาสนากลายเป็นศาสนาที่มีผู้นับถือจำนวนมากในระดับโลก มาจากการเผยแผ่คำสอนแบบนี้ การให้ความหวังกับผู้คนหรือสร้างศรัทธาไม่ใช่ความผิด ตราบเท่าที่เป้าหมายของคำสอนไม่ถูกบิดเบือน จุดอ่อนของสุขาวดีอยู่ที่การไม่เน้นปัญญา ไม่มุ่งให้คนแสวงหาความหลุดพ้นด้วยตนเอง ยิ่งกว่านั้นการที่สุขาวดีสอนว่าแม้แต่คนที่ทำบาปหนักมาก็สามารถหลุดพ้นได้ ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในสังสารวัฏเพราะความทุกข์ที่ตนก่อไว้ ทำให้ดูเหมือนว่าคำสอนของสุขาวดีมองข้ามเรื่องกฎแห่งกรรมที่ชาวพุทธคุ้นเคยอาจจะมีผู้โจมตีสุขาวดีในแนวอื่น แต่ปัญหาหลัก ๆ ที่เกิดขึ้นกับคำสอนของสำนักนี้ อย่างน้อยมีอยู่ ๓ ประการ คือ

๑.)คำสอนแบบสุขาวดีสนับสนุนแนวคิดแบบเทวนิยมหรือไม่ คำสอนที่สนับสนุนเทวนิยมจะมีลักษณะพึ่งพิงอำนาจภายนอกให้ช่วย โดยจะถือว่าอำนาจภายนอกเป็นเป้าหมายสูงสุดที่ควรแสวงหา และการแสวงหาจะพบได้ด้วยจิตศรัทธาตั้งมั่นเท่านั้น ซึ่งคนทั่วไปก็เข้าใจว่าสุขาวดีสอนในแนวทางนี้

๒.)หากคำสอนสุขาวดีเน้นศรัทธาเพื่อให้อำนาจภายนอกช่วยให้หลุดพ้น นั่นหมายความว่า ปัญญาเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นใช่หรือไม่ เพราะเราไม่ต้องอาศัยปัญญาอะไรเลยในการนำไปสู่ดินแดนสุขาวดี

๓.)คำสอนของสุขาวดีกับคำสอนของชาวพุทธทั่วไปในเรื่องกฎแห่งกรรมหรือไม่ ถ้าเราเชื่อว่าวิบาก (ผล)ของกรรมเป็นไปตาเหตุ บุคคลที่ทำชั่วมาก็ย่อมต้องรับโทษหรือความทุกข์ตามที่เขาทำไว้ แต่เพียงการเอ่ยพระนามของพระอมิตาภะก็สามารถตัดวงล้อแห่งกรรมของเขาได้ เช่นนี้แล้ว คนบาปที่มีศรัทธาก็สามารถหลุดพ้นได้ อาจจะง่ายกว่าคนดีที่อาศัยปัญญาของตนเองด้วยซ้ำ เช่นนี้แล้วคำสอนแบบสุขาวดีจะไม่ยิ่งเป็นการซ้ำเติมสังคม ให้คนมีหิริโอตตัปปะน้อยลง อย่างนั้นหรือ

ปัญหาเหล่านี้ดูเหมือนคณาจารย์สุขาวดีทั้งหลายก็รับทราบกันดีอยู่ จึงพยายามอธิบายแนวคิดสุขาวดีให้เข้าได้กับคำสอนพุทธดั้งเดิม พวกเขายกย่องนาคารชุนและวสุพันธุว่าเป็นปฐมาจารย์ของสุขาวดี และเห็นว่าคำสอนสุขาวดีมีรากเหง้ามาจากคำสอนของสำนักมาธยมิกะและโยคาจารนั่นเอง ทั้งนี้ทั้งนั้นท่านถันหลวนได้ประยุกต์เอาหลักจริยาวัตร ๕ ประการของสุพันธุมาใช้ โดยเน้นย้ำที่การท่องสวดพระนามของพระอมิตาภะ ท่านเชื่อว่าพระนามคือแก่นแท้ของพระพุทธองค์ เป็นสัจธรรมที่ไม่อาจปฏิเสธ การเรียกพระนามก็คือการเอ่ยความจริง ไม่ว่าจะเอ่ย ๑๐ หรือ ๑,๐๐๐ ครั้งก็แล้วแต่ จำนวนหรือปริมาณมาก ๆ ไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญ เราไม่จำเป็นต้องแปลความหมายของพระสูตรตามตัวอักษร แต่การเอ่ยพระนามซ้ำ ๆ กันหลาย ๆ ครั้งนั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อชำระจิตจากอกุศลและทำให้จิตแน่วแน่เป็นหนึ่งเดียว การไปอุบัติในสุขาวดีที่แท้ก็คือ การเกิดปัญญาหยั่งเห็นแสงธรรม

ในการตอบปัญหาข้อแรกว่า สุขาวดีสนับสนุนแนวคิดแบบเทวนิยมหรือไม่ หากจะตอบในทัศนะของคณาจารย์ทั้งหลายย่อมบอกว่าไม่ ทั้งนี้เพราะเป้าหมายของแนวคิดแบบเทวนิยมทั่วไปคือการกลับไปสู่ภาวะของความสุขสมบูรณ์ แต่เปาหมายหลักของสุขาวดีคือการหลุดพ้นจากกองทุกข์ ไม่แตกต่างจากคำสอนพุทธสำนักอื่น แม้ว่าภาพลักษณ์ของคำสอนจะดูเหมือนเป็นการมุ่งสู่แดนสุขาวดีอันเปี่ยมสุข แต่เป้าหมายที่แท้และสุดท้าย คือการหลุดพ้นจากวัฏฏสงสารอย่างสิ้นเชิง การขอให้ตนได้ไปอุบัติอยู่ในแดนนั้นเป็นเพียงการร้องขอ “อำนาจภายนอก” ให้มาช่วยทำให้ความพ้นทุกข์เป็นไปได้ ทั้งนี้ชาวสุขาวดีบางคนเห็นว่า การพึ่งอำนาจของตนเพียงอย่างเดียวไม่อาจช่วยให้หลุดพ้นเพราะจิตมนุษย์สะสมกรรมต่าง ๆ ไว้มาก การเวียนว่ายตายเกิดนับครั้งไม่ถ้วนที่ผ่านมาของชีวิตหนึ่ง ๆ ใครจะกล้ายืนยันว่าตนไม่เคยประกอบอนันตริยกรรมไว้ในชาติใดชาติหนึ่งในอดีต เราทั้งหลายอาจเคยทำกรรมหนักกันมาแล้วทั้งนั้น ทำให้เราต้องมาเกิดในยุคที่สับสนวุ่นวายทุกข์ยากลำเค็ญ และไร้ซึ่งพระพุทธเจ้า ดังนั้น การเดินทางที่ชาญฉลาดก็คือการเดินทางไปกับพระปณิธานอันทรงพลังของพระอมิตาภะ ความกรุณาของท่านเผื่อแผ่ไพศาลครอบคลุมทุกชีวิต การเอ่ยพระนามของพระองค์ ทำให้เราแน่ใจได้ว่าจะไม่ถูกทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง ซึ่งในข้อนี้แม้แต่พระศากยมุนีพุทธเจ้าก็ยังทรงกล่าวรับรองไว้ ตัวอย่างของความเชื่อเช่นนี้พบได้ในงานของอาจารย์คนสำคัญ ๆ เช่น เตาโฉ ท่านเห็นว่าความสามารถของมนุษย์ในยุคนี้ต่ำเกินกว่าจะช่วยเหลือตัวเองได้ อีกทั้งเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมก็แย่เสียจนเราต้องตั้งปณิธานไปเกิดที่สุขาวดี แต่การตั้งปณิธานตรงนั้นไม่ใช่จุดหมายปลายทาง มันเป็นเพียงวิถีทางให้เราผ่านไปสู่ปัญญาความรู้แจ้งในเบื้องปลาย

นอกจากความอ่อนแอของมนุษย์ปัจจุบัน คำสอนของสำนักนี้ยังมีข้อดีตรงที่ไม่มีผู้ใดถูกกีดกันหรือไม่ได้รับความช่วยเหลือ แม้แต่บุคคลที่ประกอบอนันตริยกรรมหรือกรรมหนักอื่น ๆ ก็ไม่ได้เป็นที่รังเกียจของคณาจารย์สุขาวดี นั่นคือไม่มีคนชั่วคนใดจะถูกประณามหรือหยามเหยียด เป้าหมายอีกอย่างหนึ่งของคำสอนแบบสุขาวดีคือ การทำในสิ่งที่ก่อประโยชน์สุขแก่คนอื่น คำสอนแบบนี้ทำให้คนชั่วได้รับโอกาสที่จะกลับใจ เพราะความชั่วเป็นกรรมสะสมมาของมนุษย์ทุกคน การตำหนิติเตียนคนทำผิดหรือประกอบอนันตริยกรรม ก็คือการตำหนิตนเองในชาติใดชาติหนึ่งที่ผ่านมาแล้ว (และอาจจะในชาตินี้ด้วย) ซึ่งตรงนี้ศาสนาจำพวกเทวนิยมทั่วไปก็ไม่ได้กล่าวถึง เพราะสำหรับแนวคิดที่ถือเอาภาวะดีงามเปี่ยมสุขเป็นเป้าหมาย ก็ย่อมมีภาวะทุกข์ซึ่งใช้ลงโทษคนชั่ว (เช่นนรก) เป็นด้านคู่ตรงข้าม แต่สำหรับสุขาวดีแล้วการปลดปล่อยตนเองจากความทุกข์เป็นเป้าหมายของทุกคนโดยไม่แบ่งแยก ไม่จำกัด และไม่มีข้อยกเว้น สุขาวดีจึงเป็นศาสนาสากลสำหรับทุกคน (ใครก็ตามที่มีความทุกข์) ไม่จำเพาะอยู่แต่ในแวดวงของชาวพุทธเรา แน่นอนว่าคำสอนดังกล่าวสะท้อนให้เห็นเอกลักษณ์อันหนึ่งของมหายานอย่างเด่นชัด นั่นคือ ความเป็นยานใหญ่ที่จะนำพาทุกคนไปสู่ความหลุดพ้น

มีความเข้าใจผิดบางประการที่เกิดจากการอธิบายแนวคิดสุขาวดี หนึ่งในนั้นคือการมองว่าดินแดนสุขาวดีเป็นภาวะของความสุขนิรันดร์อันเป็นด้านตรงข้ามของความทุกข์ บางคนก็เข้าใจว่าสภาพของสุขาวดีไม่แตกต่างจากสวรรค์อันรื่นรมย์ แต่ดีกว่าสวรรค์เพราะไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก การคิดแบบนี้เบี่ยงเบนจากหลักของพุทธศาสนา ทั้งนี้เพราะความสุขในแดนสุขาวดีไม่ใช่สุขในแบบของชาวโลก ความสุขของชาวโลกคือการได้ตอบสนองความทะยานอยากของตนเป็นความสุขที่สมมติขึ้นชั่วครู่ โดยไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วนั่นคือความทุกข์ที่เบาบางลงชั่วคราวเท่านั้น ตรงข้าม สุขาวดีไม่ใช่แดนของประสาทสัมผัส ไม่ใช่ภาวะที่เกี่ยวข้องกับตัณหาอุปาทาน เพราะไม่เช่นนั้นจะเรียกแดนสุขาวดีว่าเป็นแดนแห่งความบริสุทธิ์ได้อย่างไร ในแง่นี้อาจารย์สุขาวดีเช่นเตาโฉจึงไม่ปฏิเสธว่า สุขาวดีเป็นแดนที่ถูกสมมติขึ้นว่ามีลักษณะอย่างนั้นอย่างนี้ แต่การสมมติแดนนี้ขึ้นมาถือเป็นอุบายอันชาญฉลาด เพราะถ้าไม่ใช้วิธีนี้ สรรพสัตว์ที่ไม่อาจพัฒนาจิตวิญญาณของตน จะไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ จากพุทธศาสนาเลย ส่วนสรรพสัตว์ที่มีปัญญาก็สามารถใช้ดินแดนสมมติอันนี้ เพื่อขัดเกลาตนเองไปสู่ความพ้นทุกข์

ท่านเตาโฉเองก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่เห็นว่า การเอ่ยพระนามของพระอมิตาภะจะต้องกระทำควบคู่ไปกับการปลูกฝังคุณธรรมและสำนึกในบาปที่ตนเคยกระทำไว้ ตรงนี้อาจมองได้ว่า ไม่ใช่ท่านเห็นว่าการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องเกินจำเป็น แต่เป็นเพราะความเชื่อว่าปัจจุบันเป็นยุคเสื่อม (หรือกลียุค) ที่ไม่เหมาะจะใช้วิธีเก่า ๆ ในการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น มนุษย์อ่อนแอเกินกว่าจะช่วยตนเองได้ จำต้องอาศัยอำนาจภายนอกมาช่วย และนี่เป็นเหตุผลข้อแรกที่เราต้องพึ่งพระอมิตาภะ



วิเคราะห์เชิงอุปายธรรมในพระอมิตาภะ

ในอนุสติ ๑๐ ของพระพุทธศาสนา คือ การระลึก ๑๐ อย่าง มี การระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ศีล ผลของการบริจาค ความดีของเทวดา ความตาย ความสุขในนิพพาน กาย และลมหายใจเข้าออก ที่ไม่ว่าจะเป็นทางฝ่ายเถรวาท หรือมหายานก็มีกล่าวไว้เหมือนๆกัน โดยเฉพาะ พุทธานุสสติ อันเป็นกรรมฐานกองแรกของทั้ง ๑๐ กองนี้ ทางมหายานก็ดูเหมือนว่าจะชื่นชอบต้องแก่จริตเป็นพิเศษ เพราะเชื่อว่าสรรพกุศลธรรมล้วนอยู่ที่พระพุทธองค์ กล่าวคือ การท่องบ่นพระนามของพระอมิตาภะพุทธเจ้า อันเป็นที่นิยมกันมากมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๙ ของประเทศจีนซึ่งตรงกับสมัยจิ้นตะวันออก(ตังจิ้น) โดยพระอาจารย์ฮุ้ยเฮี้ยง ท่านได้อ้างความตามมหาสุขาวตีวยูหสูตรและสูตรอื่นๆ ที่ว่าด้วยอานิสงส์ของการภาวนาพระพุทธนามแน่วแน่จนเป็นอารมณ์เอกัคตา ไม่ว่าผู้ดีหรือต่ำต้อยยากจน มีการศึกษาหรือโง่เขลาก็สามารถประพฤติปฏิบัติได้ทุกคน ทำให้หลักการนี้แพร่หลายไปทั่ว แม้หลังจากนั้นในประเทศจีนเองก็มีนิกายย่อยๆเกิดขึ้นอีกมากมาย ข้อนี้ขออธิบายคำว่า “นิกายย่อยๆของมหายาน” ให้เข้าใจกันก่อนว่า คำว่านิกายในที่นี้ไม่ได้หมายถึง การแตกแยกกันอย่างเกือบจะสิ้นเชิงเหมือนในปัจจุบัน แต่เป็นเพียงเมื่อพระอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิและวัยวุฒิในยุคนั้น แต่ละท่านได้ศึกษาพระสูตรมหายานที่ได้รับการแปลจากภาษาสันสกฤตสู่ภาษาจีน แล้วเกิดความศรัทธาปสาทะอย่างแรงกล้ากับได้ศึกษาและตีความนัยยะในสูตรนั้นๆ จนแตกฉานก็ได้ประกาศหลักธรรมในสูตรนั้นๆออกสู่สาธารณชน จนเมื่อมีผู้ศรัทธาในหลักธรรมของพระสูตรบทนั้นๆมากขึ้น ก็กลายเป็นนิกาย(กลุ่ม, หมู่) ขึ้นมาเองโดยปริยาย และพระอาจารย์ผู้นำหลักธรรมของพระสูตรบทนั้นๆ มาประกาศสั่งสอนเป็นรูปแรก ก็ได้รับสมญานามว่าปฐมบูรพาจารย์ของนิกาย ในกรณีนิกายย่อยหรือสำนักที่นิยมภาวนาเจริญพุทธานุสสติในจีน ก็คือ นิกายสุขาวดี ภาษาจีนแต้จิ๋วว่า เจ้งโท้วจง มีปฐมบูรพาจารย์คือพระอาจารย์ฮุยเฮี้ยง ตามหลักการที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นเอง อย่างเช่นว่า นิกายอวตังสกะเกิดขึ้นจากอวตังสกะสูตร นิกายสัทธรรมปุณฑริกก็เกิดจากสัทธรรมปุณฑริกสูตร นิกายนิรวาณเกิดขึ้นมาจากมหาปรินิรวาณสูตร เป็นต้น แต่ละสูตรก็ล้วนชี้นำไปสู่ความพ้นจากกิเลสเหมือนกัน อาจจะต่างกันบ้างก็ด้วยอุปายะเท่านั้น แต่กาลต่อมาทุกสำนักในมหายานก็รับเอาหลักการพุทธานุสสติของสำนักสุขาวดีเข้ามาผนวกรวมไว้ด้วย กล่าวได้ว่าหลักการ พุทธานุสสติ แบบนี้เข้ากันได้กับทุกจริตโดยแท้ แต่ทว่าเมื่อศิษย์ในสำนักมีมากขึ้น ความคิดเห็นก็ย่อมมากขึ้นตาม ทำให้มีการคิดค้นและหาวิธีการสอนมากขึ้น ข้อดีอย่างหนึ่งในเรื่องนี้คือ จะเป็นเครื่องวัดว่าพระศาสนาในยุคสมัยนั้นๆได้เป็นที่น่าสนใจของสังคมมากน้อยขนาดไหน ต่อเมื่อมีนักปราชญ์นักคิดมากขึ้น แนวคิดหรือปรัชญาก็เกิดขึ้นมากมาย มีข้อสังเกตว่าหากนักคิดในสำนักต่างๆนั้นจะนำหลักธรรมมาปฏิบัติได้อย่างถูกต้องตามหลักการของพระพุทธศาสนาด้วยแล้ว ความแตกแยกทางความคิดที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งก็ย่อมไม่มี เพราะพระพุทธศาสนาของเรานี้ไม่ว่าจะยกหลักธรรมข้อใดขึ้นมาก็ย่อมไม่ขัดแย้งในข้อธรรมอื่นๆ แต่กลับสอดคล้องเข้ากันได้อย่างอัศจรรย์ เว้นแต่จะยกขึ้นมาเฉพาะอักขรโวหารเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดหรือหลักศาสนาต่างๆ ตั้งแต่สมัยกรีกโรมัน หรืออินเดียโบราณก็มักจะมีแนวคิดใหม่ๆ มาลบล้างแนวคิดเก่าๆ อยู่เสมอมา และดูเหมือนกับว่าระบบเก่าๆ ที่นิยมกันในยุคโบราณจะยังเป็นที่นิยมอยู่ในปัจจุบันในหลายวงการ อย่างกรณีของพระพุทธศาสนาฝ่ายเหนือหรือนิกายมหายาน สำนักสุขาวดีนี้ นอกจากอุปายะแล้ว โดยที่แท้ก็ไม่ได้ผิดแผกจากพุทธธรรมเลย ว่ากันโดยหลักการของนิกายนี้ ก็คือการมุ่งเน้นที่การเจริญพุทธานุสสติ หรือการน้อมระลึกแต่พระคุณของพระพุทธเจ้าเป็นสำคัญ หากจะกล่าวว่าพระพุทธเจ้าที่ทรงพระนามว่า “อมิตาภะ” ผู้ทรงเป็นองค์ประธานแห่งโลกสุขาวดี ด้วยทิศตะวันตกนั้นจะมีอยู่จริงหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องยอมรับว่าเป็นอจินไตยโดยแท้ หากจะกล่าวถึงพระสูตรของพระพุทธเจ้าองค์นี้เราอาจไม่เคยพบเห็นในแวดวงศาสนาของบ้านเรา แต่หากจะลองถอยมาสักนิดว่าพระพุทธองค์ของเรา ก็เคยตรัสว่ายังมีพระพุทธเจ้าในอดีตที่ผ่านมาแล้วหลายพระองค์จนหาจุดเริ่มต้นไม่ได้ ในอนาคตก็จะมีต่อเนื่องไปไม่สิ้นสุด และในตรีสหัสมหาสหัสโลกธาตุก็ยังมีโลกธาตุอีกไม่มีประมาณ ในโลกธาตุหนึ่งๆ ก็มีทวีปทั้ง ๔ มีชมพูทวีป เขาสุเมรุ มีสรรพสัตว์ที่อาศัยอยู่และในชมพูทวีปของโลกธาตุเหล่านั้นจะไม่มีโลกธาตุสักแห่งที่มีพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐประทับอยู่เชียวหรือ โดยเฉพาะพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งๆ ก็ยังทรงสั่งสมพระบารมีมาต่างกันอีก ต่อเมื่อได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้วพระพุทธคุณจึงเสมอกัน แต่พระบารมีที่ทรงปรากฏย่อมต่างกัน เช่นพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ย่อมมีอายุไม่เท่ากัน เช่นพระทีปังกระพุทธเจ้ามีพระชนมายุแสนปี พระเรวตะพุทธเจ้ามีพระชนมายุหกหมื่นปี พระสมณโคตมะพุทธเจ้าของเราพระองค์นี้มีพระชนมายุร้อยปี เป็นต้น มีความสูงต่างกัน เช่นพระวิปัสสีพุทธเจ้ามีพระสรีระสูง ๘๐ ศอก พระปทุมุตตระพุทธเจ้ามีพระสรีระสูง ๕๘ ศอก พระสมณโคตมะพุทธเจ้าของเราพระองค์นี้มีพระสรีระสูง ๑๘ ศอก มีพระรัศมีแผ่กว้างออกไปไม่เท่ากัน เช่น พระมังคละพุทธเจ้ามีพระรัศมีแผ่ไปในหมื่นโลกธาตุ พระปทุมุตตระพุทธเจ้ามีพระรัศมีแผ่ไปได้ ๑๒ โยชน์ พระสมณโคตมะพุทธเจ้ามีพระรัศมีแผ่ไปได้ประมาณ ๑ วาโดยรอบ มีวัชรบัลลังก์ต่างกัน เช่น พระวิปัสสีพุทธเจ้ามีบัลลังก์สูง ๕๓ ศอก พระสุมนะพุทธเจ้ามีบัลลังก์สูง ๖๐ ศอก พระสมณโคตมะพุทธเจ้ามีบัลลังก์สูง ๑๔ ศอก เป็นต้น และยังมีความต่างในเวลาที่ทรงใช้ในการบำเพ็ญเพียร ยานพาหนะ ชาติตระกูล โพธิพฤกษ์ คือต้นไม้ที่ประทับตอนตรัสรู้เป็นต้น พระอมิตาภะพุทธเจ้าของสำนักสุขาวดีนี้ ก็มีพระคุณธรรมบารมีมากมายพ้นประมาณ ทำให้ชาวพุทธมหายานในสำนักสุขาวดีซาบซึ้งในพระพุทธคุณอย่างสุดหัวใจจนไม่กล้าทำบาปทางกาย วาจา ใจ ที่เมื่อทำถึงขั้นตามตำราอย่างน้อยก็ได้อุปจารสมาธิ ถือเป็นอุปายะที่ทำให้สาธุชนพากเพียรศึกษาบำเพ็ญธรรมไปในคุณธรรมขั้นสูงขึ้นไป ในมหาสุขาวตีวยูหสูตรกล่าวว่าจะได้รับอานิสงส์ที่น่าอัศจรรย์กว่านี้ ทั้งนี้เพราะพระปณิธานของพระพุทธเจ้าทั้งหลายในการที่จะเกื้อกูลสัตว์โลก หรืออุปายะในการสั่งสอนต่างกัน เพราะหมู่สัตว์มีปัญญา จริต วิบากไม่เหมือนกัน สำนักสุขาวตีสอนให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้าพระนามว่าอมิตาภะอย่างถึงที่สุดแห่งใจ เพื่อจะได้ไปเกิดใหม่ที่สุขาวดีอันพ้นภาวะเกิดตายหรือไม่เกิดไม่ดับ บุคคลทั่วไปเมื่อได้ยินอย่างนี้ย่อมหัวเราะเย้ยหยันว่าไร้สาระแก่นสาร แต่หารู้ไม่ว่าคำสอนของสำนักสุขาวดีในเชิงปัญญา กล่าวว่า พระอมิตาภะที่แท้ก็คือวิมุตติที่ส่องแสงสว่างไสวไปทั่วตรีสหัสมหาสหัสโลกธาตุ ไม่ติดขัดในโลกธาตุทั้งปวง อุปมาปัญญาญาณที่ส่องสว่างคือเป็นสัพพัญญูนั้นเอง หากแต่หมู่สัตว์มีปัญญามีจริตไม่เหมือนกันจึงเข้าใจต่างกัน คือมีเหตุปัจจัยให้รู้แจ้งต่างกันเท่านั้น สำนักสุขาวดีได้สอนกันว่า พระพุทธองค์คือกายธรรมที่ไร้ซึ่งสิ่งปรุงแต่ง ไม่อาจเข้าถึงได้ พระพุทธองค์อยู่ที่ใดให้เราภาวนาถึงได้? หากแม้นมีพระพุทธองค์ให้เราภาวนาถึงได้อยู่(คือการปรุงแต่ง) ก็ย่อมไม่ใช่การเจริญพุทธานุสสติที่แท้จริง และหากยังมีตัวผู้ภาวนาถึงพระพุทธองค์อยู่ด้วยแล้วก็ยิ่งห่างไกล เพราะตัวเรานี้ กายกับจิต รูปกับนามล้วนปรุงแต่งกันขึ้นตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่กายแห่งธรรมเลยแม้แต่น้อย เพราะกายเห็นธรรมเป็นอสังขตะ ต่อเมื่อปราศจากซึ่งพระพุทธองค์ให้ภาวนาถึงและไร้ซึ่งผู้ภาวนาด้วยจึงเรียกว่าเจริญพุทธานุสสติที่แท้จริง ก็คือการทำลายอุปาทานแห่งรูปและนามจนสิ้นแล้ว จนได้เข้าถึงสภาวะที่เราคือพุทธะ พุทธะคือเราอย่างแท้จริง จึงไม่เกิดไม่ดับ ไม่มัวหมองไม่ผ่องแผ้วไม่เพิ่มไม่ลด

คำสอนที่เชิญชวนให้บำเพ็ญธรรมของสำนักสุขาวดีอีกอย่างว่าโลกสุขาวดี มีความวิจิตรสวยงามกว่าสวรรค์ของท่านท้าวมเหศวรเสียอีก พื้นปฐพีดลก็รังสรรค์ด้วยทองคำทั้งหมด อาคารวิหารก็ประดับประดาด้วยรัตนะทั้ง ๗ ต้นไม้ก็ออกดอกผลเป็นอัญมณี ทั้งปราศจากซึ่งความทุกข์ทั้งปวง อุดมไปด้วยพระอริยะเจ้าและมนุษย์ที่เบาบางจากกิเลส อันผู้ใฝ่จะไปเกิดที่นั้นในชาตินี้พึงต้องเพียรมีศีล มีธรรม มีกตัญญูกตเวที ฯลฯ ถ้าจะพิจารณาไปแล้วดูเหมือนกับว่าไม่ต่างอะไรกับอุปายะที่สอนเรื่องสวรรค์ ที่จำต้องมีเครื่องปรุงแต่งจิตให้อยากเสวยสุขเป็นการตอบแทนในความดี สอนเรื่องนรกให้เกิดความเกรงกลัวไม่อยากไปเกิดเพื่อรับโทษทัณฑ์ แต่ผู้ที่ตั้งใจไปเกิดตามคติสุขาวดีนี้นั้นไม่ได้ไปเพราะปรารถนาจะเสวยทิพยกามคุณที่ประณีตในเทวโลก แต่จะไปเกิดเพื่อหวังจะได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ปรารถนาความหลุดพ้นจากทุกข์ บำเพ็ญธรรมขัดเกลากิเลสและกลับมาช่วยสรรพสัตว์ที่เหลืออยู่ตามอุดมคติโพธิสัตว์ ซึ่งดูเหมือนกับพระอรหันตสาวกหลายองค์ที่สั่งสมบารมีมาแต่พระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ แล้วจึงได้บรรลุธรรมในสมัยของพระศากยมุนีพุทธเจ้า อย่างไรก็ดี คนทั่วไปแม้ไม่อาจเข้าใจอย่างนี้ ในเชิงศรัทธาพระอมิตาภะพุทธเจ้าจะไม่มีอยู่จริงคือเป็นเพียงอุปายะเท่านั้น อย่างน้อยก็ได้ปิดอบายคือไม่ทำบาปและมีจิตตั้งมั่นในพระรัตนตรัย รอจนกว่าเมื่อเหตุปัจจัยเพาะบ่มผลจนสุกงอมก็จะเกิดปัญญาแทงตลอดถึงสมมุติและวิมุตติได้เอง แต่หากพระพุทธเจ้าพระองค์นี้มีอยู่จริงเราก็คงจะได้รับอานิสงส์แห่งพุทธานุภาพที่เป็นอจินไตยอย่างไม่ต้องสงสัย ในข้อนี้จึงเป็นคำสนับสนุนประโยคต้นๆว่า “พระพุทธศาสนาฝ่ายเหนือหรือนิกายมหายาน สำนักสุขาวดีนี้ นอกจากอุปายะแล้ว โดยที่แท้ก็ไม่ได้ผิดแผกจากพุทธธรรมเลย”





































บทที่ ๕

สุขาวดีในญี่ปุ่น (Pure land in Japan)

สุขาวดีในประเทศญี่ปุ่น

พระพุทธศาสนาดั้งเดิมตั้งแต่ยุคนารา ในช่วงประมาณ พ.ศ.๑๒๐๐ ถึงยุคเมยี พ.ศ.๒๔๕๕ รวมเวลาประมาณ ๑๒๐๐ ปี พระพุทธศาสนาผูกติดอยู่กับกลุ่มคนที่มีอำนาจมาโดยตลอด เป็นราชสำนักบ้าง ขุนนางบ้าง กลุ่มชนชั้นสูงบ้าง นิกายที่เข้าไปในญี่ปุ่น ในระยะเวลารวมประมาณ ๑๒๐๐ ปี ก็มีนิกายเชิงปรัชญา และนิกายเชิงศรัทธา นิกายสรวาสติวาทิน ซึ่งเป็นแนวปรัชญาก็เข้าไป นิกายเสาตรานติกะก็เข้าไป นิกายมาธยมิกะ ของนาคารชุนก็เข้าไป นิกายโยคาจารของอสังคะ วสุพันธุ นิกายตันตระ นิกายสุขาวดี ก็เข้าไป ฌาน(เซน) ก็เข้าไป

นิกายในเชิงปรัชญา กลายสภาพเป็นหลักวิชาการ นำไปศึกษาในสถาบันการศึกษาของญี่ปุ่น ส่วนนิกายเชิงศรัทธาก็เข้าไปหลอมรวมกับวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมในญี่ปุ่น และเจริญรุ่งเรืองมาถึงปัจจุบัน มีการสำรวจข้อมูลพบว่าในญี่ปุ่น มีศาสนาชินโตเป็นศาสนาหลัก แต่วัฒนธรรมวิถีชีวิตของชาวบ้านเป็นการผสมผสานระหว่างซินโตกับพระพุทธศาสนามหายาน เป็นจุดที่ทำให้เกิดผลิตผลชั้นยอด ชินโตเป็นภาพสะท้อนของความเอาจริงเอาจัง มีความศรัทธามุ่งมั่น มหายานสะท้อนภาพของเมตตากรุณา โอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่

พ.ศ.๒๕๐๓ มีการสำรวจข้อมูล เกี่ยวกับกลุ่มพุทธศาสนาในญี่ปุ่น กลุ่มใหญ่ ๆ มีดังนี้ กลุ่มเซนมีศาสนิกทั้งหมด ๙.๒ ล้านคน กลุ่มสุขาวดี ๘.๕ ล้านคน กลุ่มนิจิเรน ๒.๕ ล้านคน

ต่อมา พ.ศ. ๒๕๓๑ มีการสำรวจข้อมูลในลักษณะเดียวกันอีกครั้ง ปรากฎว่า กลุ่มเซน มีศาสนิก ๑๘ ล้านคน สุขาวดี ๓๙ ล้านคน นิจิเรน ๖๕ ล้านคน จำนวนศาสนิกเหล่านี้ไม่ได้เพิ่มมาจากไหน แต่เป็นศาสนิกที่ออกมาจากชินโต คือยังคงนับถือชินโตอยู่ และเปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนาพร้อมกันไปด้วย เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาและค้นพบให้ได้โดยเฉพาะประเด็นคร่อมวัฒนธรรม (Cross Culture) ว่าเป็นเพราะเหตุใด เกิดอะไรขึ้นผลิตผลจากการคร่อมศาสนา เป็นลักษณะนิสัยแบบญี่ปุ่น

ลักษณะการคร่อมทางวัฒนธรรมนี้ยิ่งมีมากขึ้นในยุคต่อมา จากการสำรวจอีกครั้งในปี พ.ศ.๒๕๓๑ ทำเป็นเปอร์เซนต์ ออกมาจากประชากรญี่ปุ่นทั้งหมด คนที่นับถือชินโต มี ๕๙ เปอร์เซ็นต์ พุทธศาสนา ๔๙ เปอร์เซนต์ จากการสำรวจเมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๓๙ พบว่า ชินโตมีศาสนิก ๑๐๒,๒๑๓,๗๘๗ คน มีศาสนสถาน ๘๙,๓๒๑ แห่ง มีนักบวช ๘๒,๗๙๗ คน พระพุทธศาสนามีศาสนิก ๙๑,๕๘๓,๘๔๓ คน มีศาสนสถาน ๘๗,๔๒๙ แห่ง มีนักบวช ๒๓๖,๐๘๗ รูป ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีชาวพุทธมากเป็นอันดับ ๒ รองจากจีน

ในปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีประชากร ๑๒๖,๗๗๑,๖๖๒ คน แต่รวมศาสนิกของทั้ง ๒ ศาสนา จำนวน ๑๙๓,๗๙๗,๖๓๐ คน จะเห็นว่า จำนวนศาสนิกของทั้ง ๒ ศาสนาดังกล่าว มีมากกว่าจำนวนประชากรของญี่ปุ่น ที่เป็นเช่นนี้ เพราะบางคนนับถือ ๒ ศาสนาในขณะเดียวกัน เพราะฉะนั้น เวลานับจำนวนศาสนิก ใน ๑ คนต้องนับ ๒ ครั้ง

กำเนิดและพัฒนาการแห่งพระพุทธศาสนาในญี่ปุ่น ถ้าแบ่งเป็นยุคตามระบบการปกครองของฝ่ายบ้านเมือง สามารถแบ่งได้ ๖ ยุค ดังนี้

๑. ยุคนารา ประมาณ พ.ศ.๑๒๕๓–๑๓๒๗

๒. ยุคเฮอัน ประมาณ พ.ศ.๑๓๓๗–๑๗๒๘

๓. ยุคกามากุระ ประมาณ พ.ศ.๑๗๒๘–๑๘๗๖

๔. ยุคหลังนิจิเรน ประมาณ พ.ศ.๑๘๔๓–๒๑๔๓

๕. ยุคโตกุงาวา ประมาณ พ.ศ.๒๑๔๓–๒๔๑๑

๖. ยุคเมยี ประมาณ พ.ศ.๒๔๑๑–๒๔๕๕



ยุคกามากุระ (พ.ศ. ๑๗๒๘–๑๘๗๖)

“กามากุระ” เป็นชื่อของหมู่บ้านเล็กๆอยู่ห่างจากเมืองเกียวโตไปทางทิศตะวันออก ถือเป็นยุคที่ชินโตรุ่งเรืองควบคู่ไปกับตันตระและเท็นได ตระกูลที่สนับสนุนชินโตคือ “นากาโตมิ” หรือ “ฟูจิวาร่า” อยู่ในฐานะเป็นกษัตริย์

ประมาณ พ.ศ. ๑๗๒๘ กลุ่มทหารแห่งตระกูล “มินาโมโตะ” เข้าครองอำนาจแทน ตั้งระบบขุนนางหรือระบบโชกุน(Shogunate)ขึ้นมาปกครอง ยุคนี้เรียกว่า “กามากุระ” เรียกผู้นำว่า “โชกุน” ระบบทหารทำให้เกิดสภาพความบีบคั้นทางสังคมมากกว่าที่เคยเป็นมา ลัทธินิยมในทางศาสนาต้องปรับตัวอย่างมาก จากลักษณะเชิงวิชาการมาเป็นลักษณะที่เข้ากันได้กับชีวิตจริง นิกายที่รุ่งเรืองอยู่ในยุคกามากุระ คือนิกายโยโด



นิกายโยโด (โชโด) หรือ โยโดชิน (โชโดชิน) (โชโดชุ) = นิกายสุขาวดี

โยโดมีบทบาทสำคัญมากในยุคนี้ นิกายนี้มีพัฒนาการโดยเริ่มจากท่าน “กูย่า” ในระหว่าง พ.ศ.๑๔๔๖–๑๕๑๕ ต่อมา ท่าน “เรียวนิน” สถาปนานิกายเนมบุตสุใน พ.ศ. ๑๖๖๗ ต่อมาท่าน “โฮเนน” ได้พัฒนาเป็นนิกายโยโดใน พ.ศ.๑๗๑๘ นับว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่นิกายนี้ โยโดสอนหลักศรัทธาสูงสุด ให้เชื่อมั่นในพระอมิตาภพุทธะ โฮเนนแบ่งวิธีปฏิบัติทางศาสนาออกเป็น ๒ แนวทาง คือ

แนวทางที่ ๑ วิถีศักดิ์สิทธิ์ หรือวิถีแห่งศรัทธา แนวทางนี้เรียกว่า “โชโด” เข้าใจว่าเป็นวิถีแห่งพิธีกรรม ต้องการให้กลมกลืนกับวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมของญี่ปุ่น เข้ากันได้กับชินโต ขงจื๊อ เต๋า

แนวทางที่ ๒ วิถีแห่งดินแดนบริสุทธิ์ เรียกว่า “โยโด” เข้าใจว่าเป็นแนวทางดั้งเดิม ประสงค์ที่จะรักษาสภาพความเป็นสุขาวดีพุทธเกษตรไว้

โยโดถือปฏิบัติหลัก “เนมบุตสุ” สืบทอดเจตนารมณ์ของท่านเรียวนิน คำว่า “เนมบุตสุ” หมายถึงการนั่งสมาธิภาวนาน้อมนึกชื่อพระอมิตาภพุทธะ มีความเชื่อมั่นว่า การนั่งภาวนา นั่งกรรมฐานแล้วเอ่ยนามพระอมิตาภพุทธะซ้ำๆ ด้วยความเชื่อ จะทำให้มนุษย์บริสุทธิ์จากบาปได้โดยอัตโนมัติ เมื่อทำจิตเป็นสมาธิ ท้ายที่สุดก็บริสุทธิ์จากบาป

ชินรันนักปฏิวัติแห่งโยโด (สุขาวดี)

ชินรัน (ชินเรน) นักปราชญ์คนสำคัญแห่งโยโด มีชีวิตอยู่ในช่วง พ.ศ.๑๗๑๖–๑๘๐๕ ก่อตั้งนิกายโยโดชินขึ้นมาใน พ.ศ. ๑๗๖๗ ถือเป็นนักปฏิวัติแห่งสุขาวดี สร้างหลักการใหม่ๆ ขึ้นมา เป็นผู้ที่เผยแผ่พุทธศาสนาในเชิงรุกมาก สันนิษฐานว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดการปฏิวัติ เพราะถูกบีบคั้นจากกลุ่มคนชั้นสูงมาก ระบบทหารมักจะมีกฎเกณฑ์บังคับมาก เช่น จำกัดจำนวนศาสนิก จำกัดขอบเขตในการประกอบพิธีกรรม จำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นบ้าง

ชินรันเป็นผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของท่านโฮเนน เป็นบุตรของตระกูลชั้นสูง มีสายเลือดผสมระหว่างกลุ่มฟูจิวาร่ากับมินาโมโตะ ชินรันสร้างประเพณีพระมีครอบครัว โดยตัวท่านเองแต่งงานกับภิกษุณี (Nun) ชื่อ “เอชิน” ซึ่งเป็นธิดาของอำมาตย์ “กาเนซาเนะ” เมื่อแต่งงานแล้ว ชินรันลาสิกขาบทจากความเป็นภิกษุ มาดำรงสภาวะเป็นสามเณร

ชินรันเห็นว่า พระภิกษุมีฐานะหลายอย่างในขณะเดียวกัน บทบาทในฐานะต่าง ๆ ของพระภิกษุ เช่น บทบาทในฐานะเป็นผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนา ในฐานะเป็นผู้ที่เป็นที่เคารพบูชาสูงสุดของชาวบ้าน ในฐานะเป็นพลเมืองต้องอยู่ภายใต้กฎหมายของบ้านเมือง ในฐานะเป็นพระภิกษุ ต้องรักษาศีลของพระบทบาททั้งหมดนี้ทำให้เป็นภาระ ปรับตัวไม่ทันความเปลี่ยนแปลงของสังคม วัตถุประสงค์ที่สร้างประเพณีนี้ขึ้นมาก็เพื่อกำจัดการแบ่งแยกระหว่างพระภิกษุกับคฤหัสถ์ สร้างความสะดวกในการเผยแผ่ศาสนา โดยไม่ต้องกังวลว่าจะละเมิดพระวินัยที่เป็นข้อห้าม ทำให้เกิดความสบายใจในขณะปฏิบัติหน้าที่ ท่านชินรันเองภายหลังจากแต่งงานแล้วก็ลาสิกขาบทมาเป็นสามเณร ดำรงสภาวะเป็นสามเณร ซึ่งประเพณีอย่างนี้มีปรากฏในคัมภีร์วินัยปิฎก

ในพระวินัยปิฎกเล่ม ๑ ปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ กำหนดไว้ว่า “การอวดอุตตริมนุสสธรรม คือ เวลาอวดไปแล้ว คนจะเชื่อหรือไม่ ก็เป็นปาราชิก ผู้ต้องอาบัติปราชิกนั้น ถ้าต้องการสวรรค์หรือคุณวิเศษอื่นใดที่หย่อนกว่ามรรคผลนิพพาน ต้องลดตัวจากพระภิกษุมาเป็นอนุปสัมบัน (สามเณรที่เป็นคฤหัสถ์) ท่านชินรันก็ลดตัวลงมาเป็นสามเณร จุดประสงค์เพื่อเผยแผ่พุทธศาสนาได้ง่ายขึ้น ภาระไม่มาก

มีข้อสันนิษฐานว่า ท่านชินรันเองอาจไปพลาดท่าเสียทีมีภรรยาก่อน ก็เลยต้องหาเหตุผลในการทำให้ตนดำรงสถานะเป็นนักบวชให้ได้ เพื่อความสะดวกในการเผยแผ่พุทธศาสนา แต่ตำราบอกว่า เพื่อกำจัดการแบ่งแยกระหว่างพระกับคฤหัสถ์

สุขาวดีรุ่งเรืองต่อมาได้ โดยมีระบบศาสนทายาทที่เข้มแข็ง ผู้สืบทอดเจตนารมณ์ท่านชินรัน ที่สำคัญ มี ๓ ท่าน คือ เรียวโย โชไก, อิปเปน, และเรนเนียว มีการวางรากฐานโดยใช้ศรัทธาเป็นตัวนำ ระบบการบูชาของเขา เป็นเรื่องที่มีทั้งความเรียบง่าย มีเสน่ห์ มีความลึกลับรวมๆ กัน จะมีศาลเจ้า มีที่บูชา ในวิถีชีวิตพยายามแสดงความศรัทธาออกมาตลอดเวลา ศรัทธาคือน้ำ คนที่มีน้ำอยู่ในตัวตลอดเวลา ศรัทธาคือสิ่งที่แสดงความมีชีวิตชีวาอยู่ตลอดเวลา หลวงพ่อวัดปากน้ำบอกว่า ศรัทธาเหมือนต้นไม้ใหญ่ ใบหนา ผลดก อาศัยร่มเงาก็ได้ อยากกินผลก็กินได้ ต้องการความงามก็ได้ สุขาวดีดำเนินนโยบายเช่นนี้ ไปทุกหย่อมหญ้า สุขาวดีจึงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ประเพณีพระมีครอบครัวมีทั้งส่วนดีและเสียในขณะเดียวกัน ส่วนดีคือทำให้เกิดความคล่องตัวและดำเนินนโยบายเชิงรุกได้ ส่วนเสียคือขาดความน่าเชื่อถือในฐานะปูชนียบุคคล มีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว ศีลสิกขาบทที่สำคัญเช่นปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ ถูกทำลายไป

















บทที่ ๖

บทสรุป (Summarie)



สุขาวดี มีชื่อเรียกในภาษาจีนว่า เจ่งโท้วจง (บางแห่งเรียกว่า จิ้งถู่จง) จัดเป็นนิกายหนึ่งทางพุทธศาสนาที่ก่อตั้งขึ้นในประเทศจีนโดยท่านสมณะจีนชื่อ ฮุ้ยเอี้ยง (หุ้ยหย่วน) ในปลายพุทธศตวรรษที ๙ ได้ตั้งสำนักสุขาวดีขึ้นที่ ภูเขาลู้ซัว มณฑลกังไส ในสมัยราชวงศ์ตงจิ้น สำนักนี้มีลักษณะเฉพาะตรงที่มีหลักคำสอนให้มีศรัทธาเป็นหลักในการแสวงหาความหลุดพ้น เป้าหมายหลักคือการได้ไปอยู่ในพุทธเกษตรสุขาวดีของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งที่มีนามว่า “อมิตาภะ” สำนักนี้จึงสอนให้คนมีศรัทธาหรือมีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะส่งจิตไปขอให้พระอมิตาภพุทธเจ้าทรงช่วยให้หลุดพ้น ดังนั้น ศรัทธาเป็นเงื่อนไขที่พุทธศาสนิกชนสำนักนี้จำเป็นต้องมีเป็นอันดับแรก นิกายสุขาวดี มีชื่อเรียกอีกว่า นิกายสวดพระพุทธมุข ปุณฑริกนิกาย แดนบริสุทธิ์(ญี่ปุ่น)

ท่านคณาจารย์ ฮุ้ยอี้ยง ผู้เป็นปฐมาจารย์ นิกายที่ท่านตั้งขึ้นในชั้นแรกได้อาศัยข้อความในพระสูตรชื่อ “พุทธธยานสาครสูตร” คือเพ่งจิตถึงพระอมิตาภพุทธเจ้าเป็นอารมณ์

ต่อมาในสมัยราชวงศ์ถัง คณาจารย์ชานเตา(สั้นเต่า) ถือเป็นผู้สถาปนาที่แท้จริง (ค.ศ.๖๑๓-๖๘๑)ในสมัยราชวงศ์ถัง เป็นชาวเมืองหลินจือ จึงได้วางระเบียบแบบแผนของนิกาย และถือเอาพระสูตรอีก ๓ สูตรเป็นหัวใจ คือ

๑. มหาสุขาวตีวยูหสูตร

๒. จุลสุขาวตีวยูหสูตร

๓. อมิตายุรธยานสูตร

นอกจากพระสูตรทั้ง ๓ เหล่านี้แล้วยังมีพระสูตรอื่นๆอีกที่แต่งในประเทศญี่ปุ่นและมีหลักธรรมที่สำคัญในแต่ละพระสูตรซึ่งต่อมาท่านคณาจีนได้สรุปรวบรวมย่อให้สั้นลงเหลือเพียงแค่ ๓ ประการคือ

ก. สิ่ง (ซิ่น) แปลว่า ศรัทธา คือต้องมีศรัทธาปสาทะในพระอมิตาภะ อย่าได้มีข้อสงสัยใดๆ

ข. หงวง (เยี่ยน) แปลว่า ตั้งปณิธาน เพื่อไปเกิดในสุขาวดี

ค. เหง (สิง) แปลว่า ลงมือปฏิบัติ กุศลกรรมที่จะเป็นเหตุให้ได้ไปอุบัติ เช่นการท่องบ่นพระนามของพระอมิตาภะ

อย่างไรก็ดีมีคณาจารย์มหายานหลายท่านได้ อรรถาธิบายสุขาวดีในเชิงพุทธปรัชญา โดยการเปรียบเทียบสภาวะจิตที่พ้นจากอวิทยา หรือการปรุงแต่งอารมณ์ว่า นั่นคือลักษณะของพระอมิตาภะ แท้จริงไม่มีพระอมิตาภะภายนอก หรือที่อื่นใด หากเป็นจิตที่ตรัสรู้ของสรรพสัตว์นั่นเอง พุทธเกษตรสุขาวดีก็มิใช่มีอยู่ในที่อื่นใด แต่เป็นสภาวะที่จิตปราศจากอวิทยานั้น สัมพันธ์กับโลกแห่งปรากฏการณ์นั่นเอง เมื่อจิตบริสุทธิ์โลกธาตุก็บริสุทธิ์ด้วย เพราะสามารถเห็นสภาพทั้งปวงว่าล้วนเป็นเช่นนั้นเอง (ตถตา) จึงไม่เกิดความคิดปรุงแต่งไปในทางกุศล หรืออกุศล เมื่อสามารถเข้าใจสภาพดังกล่าว ไม่ว่าจะมองเห็นสิ่งใด ได้ยินสิ่งใด จิตก็ไม่ปรุงแต่งไปในทางต่าง ๆ การเข้าถึงสภาวะดังกล่าวนั้น ได้มีการอธิบายไว้ว่า การภาวนาพระนามพระอมิตาภะทำให้จิตจดจ่ออยู่กับพระพุทธคุณ ไม่กวัดแกว่งไปในอารมณ์แห่งอกุศลจัดเป็นพุทธานุสติอย่างหนึ่ง เพราะว่าไม่ว่าพระพุทธเจ้าพระองค์ใด ก็ย่อมมีรัศมีไม่สิ้นสุด อีกประการหนึ่งแม้มหายานจะกล่าวถึง พระพุทธเจ้าซึ่งมีจำนวนมากมาย แต่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ต่างกันเพียง “สัมโภคกาย”และ “นิรมาณกาย” เท่านั้น ส่วนธรรมกายหามีความต่างกันไม่









































บรรณานุกรม

อภิชัย โพธิประสิทธิ์ศาสต์. พระพุทธศาสนามหายาน. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๑.

เสถียร โพธินันทะ. ปรัชญามหายาน. พิมพ์ครั้งที่ ๕. กรุงเทพฯ: มหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๔๘.

สุดารัตน์ บรรเทากุล. แปดนิกายในพุทธศาสนาจีน กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, ๒๕๕๐.

สุมาลี มหณรงค์ชัย. พุทธศาสนามหายาน กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ศยาม, ๒๕๔๖.



ข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต

www.mahaparamita.com

http://th.wikipedia.org/wiki/

http://board.palungjit.com/

http://mahayarn.exteen.com/20091014/entry-1

www.watpaknam.org/knowledge/view.php?id=

http://www.jeeteklim.com/profile/praamitabuddha

www.watkoh.com/forum/index.php?topic=1380.5;wap2

http://th-th.connect.facebook.com/topic.php?uid=163220967031558&topic=269

http://www.mahasukhavati.com/forum/viewthread.php?forum_id=3&thread_id=16&pid=202

http://truthoflife.fix.gs/index.php?PHPSESSID=q199dc63dk2ksa95rpsmg34bf3&topic=583.msg1455#msg1455

http://www.buddhadhamma.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&WBntype=1&Category=buddha-dhammacom&thispage=28&No=209494



http://www.crs.mahidol.ac.th/thai/mahayana14.htm























Post a Comment