พระนาคารชุน

พระนาคารชุน


นาคารชุนะ (नागार्जुन ; โรมัน: Nāgārjuna ; เตลุกุ : నాగార్జునా ; จีน : 龍樹) (มีชีวิตในช่วงประมาณ พ.ศ. 700 - 800) เป็นนักปรัชญาอินเดีย เป็นผู้ก่อตั้งสำนักมัธยมกะ (ทางสายกลาง) ในนิกายมหายาน แห่งพุทธศาสนา และนับเป็นนักคิดชาวพุทธที่มีอิทธิพลสูงสุด ถัดจากพระพุทธเจ้า เป็นที่ศรัทธาและกล่าวถึงในหมู่นักศึกษาพุทธศาสนาชาวยุโรปมาโดยตลอด ท่านเป็นนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาที่มีผลงานโดดเด่นในด้านปรัชญาและตรรกวิทยา ผลงานสำคัญของท่านคือมาธยมิกการิกา (มาธยมิกศาสตร์)อันเป็นพื้นฐานสำคัญของแนวคิดศูนยวาท ประกอบด้วยการิกา 400 การิกา ใน 27 ปริเฉท หนังสือเล่มนี้ได้รับการยกย่องตลอดมา และเป็นที่ยอมรับกันว่านักตรรกวิทยาที่ยิ่งใหญ่กว่าพระนาคารชุนะไม่เคยมีปรากฏในโลก ศาสนิกชนมหายานทุกนิกายยกย่องท่านในฐานะคุรุผู้ยิ่งใหญ่เสมอ อย่างไรก็ตาม ประวัติของท่านกลับไม่ชัดเจนเท่าที่ควร



ประวัติของนาคารชุน

ตำนานของนาคารชุนเท่าที่มีการบันทึกไว้ในภาษธิเบต ระบุไว้ว่าท่านได้สละเพศวาสตั้งแต่ยังเด็กเพื่อหลีกเลี่ยงคำทำนายว่าท่านจะอายุสั้น เมื่อบวชแล้วก็ได้ศึกษาวิทยาการต่าง ๆ จนรอบรู้แตกฉานทั้งในเรื่องการแพทย์ การเล่นแร่แปรธาตุ รวมทั้งพุทธปรัชญา จนครั้งหนึ่งได้รับเชิญจากพญานาคให้เดินทางลงไปยังบาดาลนครเพื่อสนทนาธรรม ที่แห่งนั้นเองที่ท่านได้พบพระสูตรมหายานที่เก่าแก่ และมีชื่อเสียงมากที่สุดอันหนึ่ง นั่นคือ ปรัชญาปารมิตาสูตร จึงได้นำกลับมาเผยแผ่ยังโลกมนุษย์ เหตุเพราะท่านมีวิชาความรู้มาก จึงเป็นที่ต้องการของเหล่ากษัตริย์ และบุคคลชั้นสูง ท่านได้ช่วยให้บุคคลเหล่านั้นมีพลานามัยสมบูรณ์ และอายุขัยยืนยาว จนไม่เป็นที่พอพระทัยของพระราชโอรสบางองค์ นาคารชุนยินยอมทำตาม หลังจากท่านสละชีวิตแล้วดวงจิตได้ไปอุบัติอยู่ใน แดนสุขาวดี ของ พระอมิตาภพุทธเจ้า รอคอยเวลาที่จะได้กลับมาช่วยเหลือสรรพสัตว์ในอนาคตกาลต่อไป ซึ่งเวลานั้นก็ตรงกับยุคของ พระพุทธเจ้าศรีอาริยเมตไตรย

อีกตำนานหนึ่งซึ่งมีข้อมูลใกล้เคียงกัน ระบุว่า นาคารชุนถือกำเนิดในตระกูลพราหมณ์ เป็นบุตรของพราหมณ์ ซึ่งครั้งหนึ่งได้รับคำทำนายว่าจะไม่สามารถมีบุตรได้ ถ้าไม่จัดพิธีเลี้ยงนักบวช ๑๐๐ คน คำทำนายยังมีต่อไปด้วยว่า หากจะให้บุตรมีอายุยืนยาวอยู่ได้ ๗ เดือน จะต้องจัดพิธีเลี้ยงนักบวชอีกเป็นครั้งที่สาม ดังนั้น ก่อนที่ท่านจะมีอายุครบ ๗ ปี มารดาบิดาจึงตัดสินใจส่งท่านออกบวช และให้เดินทางจาริกแสวงบุญ ท่านได้รอนแรมมาจนถึงมหาวิทยาลัยนาลันทา และได้ฝากตัวเป็นศิษย์กับท่านราหุลภัทระ ซึ่งเป็นอธิการบดีของนาลันทา ในยุคนั้น ท่านศึกษาทั้งพระเวท พระไตรปิฎก ตลอดจนการเล่นแร่แปรธาตุจนทำให้ภิกษุบางพวกไม่พอใจ วันหนึ่งในขณะที่ท่านกำลังอภิปรายปัญหาธรรมอยู่ ได้มีพญานาคสองตัวแปลงกายเป็นเด็กเที่ยวเล่นอยู่บนโลกมนุษย์ เมื่อได้ยินก็รีบหนีไปยังบาดาล นาคารชุนติดตามลงไปและได้ค้นพบคัมภีร์ ปรัชญาปารมิตา ซึ่งมีถึงหนึ่งแสนคาถาที่นั่น

เหตุที่ท่านไดชื่อว่านาคารชุน มีข้อสันนิษฐานหลายประการ อาทิ บ้างก็เชื่อว่าเป็นเพราะท่านเป็นผู้ปราบเหล่าพญานาค บ้างก็เชื่อว่าเป็นเพราะท่านเกิดมาพร้อมกับสัจธรรมที่ลึกซึ้งดุจเดียวกับพญานาคที่ออกมาจากมหาสมุทรลึก บ้างก็กล่าวว่าเป็นเพราะท่านมีหลักปรัชญาที่ถือกำเนิดที่ใต้ต้นไม้ที่ชื่อคล้ายนาค

ส่วนนาคารชุนในฐานะที่เป็นบุคคลจริงในประวัติศาสตร์ และเป็นผู้ก่อตั้งนิกายมาธยมิกะ นั้น ถือกำเนิดที่วิทารภะ (ปัจจุบัน เรียกว่า เพราร์) ในมหาโกศล ตรงกับรัชสมัยของ

พระเจ้าโคตรมีปุตระแห่งราชวงศ์อันธระ ในช่วง ๖๐๐ – ๗๐๐ ปีหลังการเสด็จดับขันธปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ถ้าจะนับเป็นคริสต์ตวรรษ ท่านนาคารชุนจะมีชีวิตอยู่ในราวคริสต์ศตวรรษที่สอง (ค.ศ.๑๕๐ – ๒๕๐) ส่วนเวลาดับขันธ์ของท่านไม่ปรากฏชัด ซ้ำยังมีลักษณะเป็นตำนานไม่น่าเชื่อถือ เพราะข้อมูลหลายแห่งอ้างว่านาคารชุนมีอายุยืนมากนับได้เป็นร้อย ๆ ปี ข้อมูลบางแห่งชี้ว่าในปัจฉิมวัยท่านดับขันธ์ลง ณ มหาวิหารแห่งหนึ่งที่เมืองอมราวดีในแคว้นอันธระ ปัจจุบันในอินเดียทางใต้ยังมีโบราณสถานแห่งหนึ่งซึ่งมีซากพระสถูปเจดีย์เชื่อว่า นาคารชุนโกณฑะ ส่วนข้อมูลบางแห่งชี้ให้เห็นว่า ท่านใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในบั้นปลายที่ วัดศรีปรวตะ แคว้นอันธระ ซึ่งเป็นวัดที่กษัตริย์โคตรมีปุตร และสหายของท่านสร้างถวายให้

ตามประวัติที่แปลเป็นภาษาจีนโดยพระกุมารชีวะเมื่อประมาณ ค.ศ. 405 ได้กล่าวว่า พระนาคารชุนะเป็นชาวอินเดียภาคใต้ เกิดในสกุลพราหมณ์ แต่ข้อมูลที่บันทึกโดยพระถังซำจั๋งระบุว่า ท่านเกิดในแคว้นโกศลภาคใต้, ท่านเป็นพระสหายที่มีอายุไล่เลี่ยกับพระเจ้ายัชญศรีเคาตมีบุตร (ค.ศ. 166-196) ประวัติในตอนต้นไม่แน่ชัด หลักฐานของทิเบตกล่าวว่าท่านออกบวชตั้งแต่วัยเด็กเนื่องจากมีผู้ทำนายว่าจะอายุสั้น บ้างก็ว่าในวัยเด็กมารดาของท่านได้รับคำทำนายว่าท่านนาคารชุนะจะไม่อาจมีบุตร ทางแก้คือต้องจัดพิธีเลี้ยงพราหมณ์ 100 คน ครอบครัวของท่านจึงต้องจัดพิธีดังกล่าว แต่หลังจากนั้นพราหมณ์ก็ยังทำนายว่าต้องจัดพิธีเช่นนี้อีกเนื่องจากยังไม่สิ้นเคราะห์ กระทั่งหลังจากที่มารดาทำพิธีเลี้ยงพราหมณ์เป็นครั้งที่สาม มารดาจึงตัดสินใจให้ท่านออกบวชขณะอายุยังไม่ครบ 7 ปี และให้ท่านออกจาริกแสวงบุญเพื่อแสวงหาผู้ที่สามารถช่วยชีวิตท่านให้รอดพ้นจากความตาย ท่านจาริกมาจนถึงนาลันทา ท่านได้พบกับท่านราหุลภัทระและได้รับการศึกษาที่นั่น

แต่อีกตำนานหนึ่งกล่าวว่าท่านออกบวชในวัยหนุ่ม เหตุเนื่องจากท่านกับสหายใช้เวทมนตร์ลักลอบเข้าไปในพระราชวังและถูกจับได้ สหายท่านถูกจับประหารชีวิต เนื่องจากตัวท่านอธิษฐานว่าหากรอดพ้นจากการจับกุมในครั้งนี้จะออกบวชในพระพุทธศาสนา หลังจากอุปสมบทแล้วได้ศึกษาพระไตรปิฎกเจนจบภายใน 90 วัน มีความรอบรู้ในไตรเพทและศิลปศาสตร์นานาชนิด ประวัติท่านปรากฏเป็นตำนานเชิงอภินิหารในพุทธศาสนานิกายต่าง ๆ จนยากจะหาข้อสรุป ตำนานเล่าว่าท่านได้ลงไปยังเมืองบาดาลเพื่ออัญเชิญคัมภีร์ปรัชญาปารมิตาสูตรขึ้นมาจากนาคมณเฑียร และเป็นผู้เปิดกรุพระธรรมเร้นลับของมนตรยานซึ่งพระวัชรสัตว์บรรจุใส่สถูปเหล็กไว้ ได้มีการอ้างว่าท่านพำนักอยู่ในสถานที่หลายแห่งของอินเดีย เช่น ศรีบรรพตในอินเดียภาคใต้ ในคัมภีร์ทิเบตกล่าวว่าท่านใช้เวลาช่วงหนึ่งอยู่ที่นาลันทาด้วย

สำหรับนามว่า "นาคารชุนะ" นั้น มีที่มาจากคำว่า นาคะ กับ อรชุนะ โดยที่อรชุนเป็นชื่อของต้นไม้ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่กำเนิดของท่าน บ้างก็อธิบายต่างไปว่า นาคะหมายถึงปัญญาญาณ แสดงถึงสมรรถภาพทางสติปัญญาของผู้ที่สามารถเอาชนะกิเลสาสวะลงได้ ดังนั้นชื่อของพระนาคารชุนะจึงอาจเป็นชื่อจริงหรือนามฉายาที่มีบุคคลยกย่องขึ้นในภายหลังก็ได้ และมีข้อสันนิษฐานมากมายเกิดขึ้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ว่า นักปราชญ์ที่มีนามว่านาคารชุนะนั้น อาจมีอยู่หลายคน ทำให้บุคคลในชั้นหลังเกิดความสับสนและเข้าใจผิดว่าเป็นบุคคลคนเดียวกัน ทำให้มีตำนานเรื่องราวปรากฏต่างกันออกไป อย่างไรก็ตาม ในทางปรัชญาย่อมถือเอาคุรุนาคารชุนะผู้รจนาคัมภีร์มาธยมิกศาสตร์เป็นสำคัญ

งานเขียนของนาคารชุนะนั้น ถือเป็นพื้นฐานการกำเนิดสำนักมัธยมกะ ซึ่งมีการถ่ายอดไปยังจีน โดยเรียกว่า สำนักสามคัมภีร์ (ซานลุ่น : 三論) ท่านได้รับการยกย่องนับถือในฐานะผู้สถาปนาแนวคิดแห่ง พระสูตรปรัชญาปารมิตา และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับมหาวิทยาลัยพุทธนาลันทา คัมภีร์สำคัญของท่านนาคารชุนะที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบันได้แก่ มูลมัธยมกการิกา (มาธยมิกศาสตร์), ศูนยตาสัปตติ, ยุกติษัษฏิกา, วิครหวยาวรตนี, สุหฤลเลขะ, รัตนาวลี, ไวทัลยปรกรณะ ซึ่งล้วนเป็นการอรรถาธิบายพุทธพจน์ด้วยตรรกวิทยาอันเฉียบคม และหลักปรัชญาศูนยตวาท นอกจากนี้ยังมีงานเขียนอีกจำนวนมากที่อ้างว่าเป็นผลงานของท่านเพื่อให้งานนั้นๆ มีความน่าเชื่อถือ ผลงานหลายเล่มยังคงเป็นที่ถกเถียงกันว่าเป็นผลงานที่แท้จริงของท่านหรือไม่.



แนวคิดทางปรัชญา

พระนาคารชุนะอธิบายหลักพุทธพจน์บนพื้นฐานของปรัชญาศูนยตวาท ซึ่งกล่าวไว้อย่างชัดเจนในงานเขียนของท่านคือ "มาธยมิกศาสตร์" คำว่ามาธยมิกะหมายถึงทางสายกลาง เพราะฉะนั้นแนวคิดของมาธยมิกะก็คือปรัชญาสายกลางระหว่างสัสสตทิฏฐิ (ความเห็นว่ามีอยู่อย่างเที่ยงแท้) และอุจเฉททิฏฐิ (ความเห็นว่าขาดสูญ) ตามที่พุทธปรัชญาอธิบายว่าสรรพสิ่งล้วนอิงอาศัยกันเกิดขึ้น ไม่มีสิ่งใดมีสวภาวะที่ดำรงอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง จึงเรียกว่าสูญยตา ทว่าก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นความว่างเปล่าหรือขาดสูญแบบอุจเฉททิฏฐิ หากหมายถึง ไม่มีสาระในตัวเอง แต่เป็นเพราะเหตุปัจจัยอิงอาศัยกันเกิดขึ้นแบบปัจจยาการ สรรพสิ่งในโลกจึงล้วนเป็นความสัมพันธ์ เช่นความสั้นและความยาวเกิดขึ้นเพราะมีการเปรียบเทียบกับอีกสิ่งหนึ่งเสมอ เพราะฉะนั้นสาระอันแท้จริงของความสั้นและความยาวจึงไม่มี จึงเป็นศูนยตา และทุกสิ่งโดยสภาพปรมัตถ์แล้วล้วนเป็นศูนยตา ปราศจากแก่นสารให้ยึดมั่นถือมั่นได้ แนวคิดของมาธยมิกะเป็นพัฒนาการทางตรรกวิทยาอันสุขุมลุ่มลึกของมหายาน เพื่อใช้เหตุผลทางตรรกะคัดค้านความเชื่อในความมีอยู่ของอัตตา รวมทั้งปรมาตมัน ซึ่งพราหมณ์และลัทธินอกพระพุทธศาสนาอื่นๆ เชื่อถือว่า เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่โดยตัวเอง ไม่อิงอาศัยสิ่งใด และเป็นแก่นสารของสรรพสิ่ง แต่หลักปรัชญาของพระพุทธศาสนาย่อมสอนให้เข้าถึงความดับรอบโดยแท้จริง แม้ทั้งตัวผู้รู้และสิ่งที่รู้ย่อมดับทั้งสิ้น กล่าวคือโดยปรมัตถ์แล้วทั้งพระนิพพานและผู้บรรลุนิพพานย่อมเป็นศูนย์นั่นเอง เพราะเมื่อธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เกิดจากเหตุปัจจัยจึงปราศจากตัวตน เมื่อปราศจากแก่นสารตัวตน แล้วอะไรเล่าที่เป็นผู้ดับกิเลสและบรรลุพระนิพพาน เราจะเห็นได้ว่าว่างเปล่าทั้งสิ้น ไม่มีสัตว์บุคคลมาตั้งแต่แรก เป็นสักแต่ชื่อเรียกว่าสัตว์บุคคลตัวตนเราเขาเท่านั้น สังสารวัฏล้วนเป็นมายา โดยแท้แล้วหาได้มีสภาวะใดเกิดขึ้นหรือดับไป เพราะฉะนั้นจึงกล่าวว่าตัวตนผู้บรรลุนิพพานไม่มีเสียแล้ว พระนิพพานอันผู้นั้นจะบรรลุจึงพลอยไม่มีไปด้วย

ตัวอย่างในเรื่องนี้ปรัชญามาธยมิกได้ใช้อุปมาว่า เปรียบเหมือนมายาบุรุษคนหนึ่งประหารมายาบุรุษอีกคนหนึ่ง การประหารของมายาบุรุษทั้งสองย่อมเป็นมายาไปด้วยฉันใด ทั้งผู้บรรลุนิพพานและสภาวะแห่งนิพพานย่อมเป็นศูนย์ไปด้วยฉันนั้น หรือเปรียบกิ่งฟ้าซึ่งไม่มีอยู่จริง สิ่งที่แขวนอยู่บนกิ่งฟ้าก็ย่อมจะมีไม่ได้ แล้วเช่นนี้จะมีอะไรอีกสำหรับปัญหาการบรรลุและไม่บรรลุ กล่าวให้ชัดขึ้นอีกคือ เมื่อตัวตน อัตตา อาตมัน เป็นสิ่งว่างเปล่าไม่มีแก่นสารอยู่จริง เป็นสักแต่คำพูด เป็นสมมติโวหารเท่านั้นแล้ว การประหารกิเลสของสิ่งที่ไม่มีจริงนั้นจะเป็นจริงได้อย่างไร อนึ่ง อุปมาว่ามายาบุรุษผู้ถูกประหารอันเปรียบด้วยกิเลสทั้งหลาย ก็ไม่มีอยู่จริงเช่นนี้แล้ว ถ้าเกิดความเข้าใจผิดว่า มีสิ่งอันตนประหาร หรือมีสิ่งอันตนได้บรรลุถึง (มรรค ผล นิพพาน) แล้วไซร้ จะหลีกเลี่ยงส่วนสุดทั้งสองข้าง (เที่ยงแท้-ขาดสูญ) ได้อย่างไร มาธยมิกะแสดงหลักว่าทั้งสังขตธรรมและอสังขตธรรมมีสภาพเท่ากันคือเป็นสูญยตา เพราะการมีอยู่แห่งสังขตะจึงมีอสังขตะ หากสังขตธรรมเป็นมายาหามีอยู่จริงไม่โดยปรมัตถ์แล้ว อสังขตธรรมอันเป็นคู่ตรงข้ามก็ย่อมไม่มีไปด้วย อุปมาดั่งดอกฟ้ากับเขากระต่าย หรือนางหินมีครรภ์ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีในโลก เช่นนั้นแล้วบุตรอันเกิดจากนางหินมีครรภ์จะมีอย่างไรได้ แม้แต่ความสูญเองก็เป็นมายาด้วยเช่นกัน แต่กระนั้น ปรัชญาศูนยวาทก็ยังยืนยันในเรื่องนิพพานและบุญบาปว่าเป็นสิ่งมีอยู่ เพียงแต่คัดค้านสิ่งที่ดำรงอยู่ด้วยตัวของมันเองเท่านั้น เพราะสรรพสิ่งเป็นศูนยตานั่นเอง คนทำกรรมดีย่อมได้ดี ทำกรรมชั่วย่อมได้ชั่ว ปุถุชนจึงบรรลุเป็นพระอริยะได้ หาไม่หากสรรพสิ่งเที่ยงแท้อยู่โดยตัวของมันเองแล้วย่อมไม่แปรผัน เมื่อนั้นมรรคผลนิพพานก็จะมีไม่ได้ด้วย



















ผลงานของท่านพระนาคารชุน

พระนาคารชุนเป็นนักพุทธปรัชญาฝ่ายมหายานและนักตรรกศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดรูปหนึ่งหลังพุทธกาล ผลงานที่ท่านเขียนเข้าไว้ยังมีเหลือเป็นส่วนใหญ่ และได้รับการแปลเป็นภาษาจีนและธิเบต จากผลงานที่ท่านเขียนเข้าไว้นี้เองทำให้เราทราบได้ว่า ท่านเป็นผู้มีความรู้เชี่ยวชาญในทางพุทธปรัชญามหายานและตรรกศาสตร์มากเพียงใด ผลงานที่ท่านแต่งไว้หลายสิบเรื่องอาจจัดแบ่งประเภทได้ ๓ ประเภทคือ

๑. ผลงานประเภทคัมภีร์ทางศาสนาและปรัชญา

๒. ผลงานประเภทคัมภีร์ว่าด้วยศิลปะการโต้วาที

๓. ผลงานประเภทจดหมายถึงเพื่อน

ผลงานประเภทคัมภีร์ทางศาสนาและปรัชญา

มาธยมิกการิกา หรือมาธยมิกศาสตร์ หรือมูลมาธยมิกการิกา คัมภีร์ที่มีชื่อเสียงมากเล่มนี้ พระนาคารชุนแต่งขึ้นเป็นคาถา นับเป็นการิกา (คาถา) ได้ถึง ๔๐๐ การิกา และแบ่งเนื้อหาออกเป็น ๒๗ ประริเฉท (บท) คัมภีร์เล่มนี้สร้างชื่อเสียงของพระนาคารชุนให้ปรากฏและเด่นเป็นขวัญใจของพวกมหายานตั้งแต่อดีตกาล มาจนกระทั่งถึงปัจจุปันนี้

คัมภีร์มาธยมิกการิกานี้เป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระนาคารชุน เป็นคัมภีร์ทางปรัชญาที่สำคัญและเป็นรากฐานปรัชญาของสำนักปรัชญามาธยมิกะหรือศูนยวาทของพระนาคารชุน ตัวคัมภีร์เป็นบทสรุปย่อคำสอนซึ่งมีอยู่ในมหายานสูตรทั้งหลาย และบรรจุเอาไว้ซึ่งหลักตรรกศาสตร์ และหลักอภิปรัชญาชั้นสูงของมหายาน

อกุโตภยา คัมภีร์อกุโตภยานี้ ซึ่งอาจแปลว่า “คัมภีร์ที่ปลอดภัย” หรือ “คัมภีร์ที่หาภัยแต่ที่ไหนมิได้” เป็นคัมภีร์ที่พระนาคารชุนแต่งขึ้นเป็นอรรถกถาอธิบายคำและความในคัมภีร์มาธยมิกการิกาของท่านเอง

ศูนยตาสัปตติ คัมภีร์นี้เป็นคาถา ๗๐ คาถาอธิบายเรื่องศูนยตา ความว่างปล่าว

ปรัชญามาลา คัมภีร์นี้แต่งด้วยรากฐานของปัญญา

ยุกติศาสตริกา คัมภีร์นี้แต่งเป็นคาถา ๖๐ คาถาว่าด้วยเรื่องการให้เหตุผล

วยาวหารสิทธิ คัมภีร์นี้ว่าด้วยเรื่องความสมบูรณ์แบบของการกระทำ คัมภีร์ ๖ คัมภีร์ที่แสดงแล้วนี้ รวมทั้งคัมภีร์วิครหวยาวรตนีและไวทัลยสูตรถือว่าเป็นคัมภีร์ขั้นพื้นฐานของพระพุทธศาสนามหานิกายมาธยมิกะที่ท่านพระนาคารชุนได้สถาปนาก่อตั้งขึ้น โดยเฉพาะ ๖ คัมภีร์ เหล่านี้ คือ คัมภีร์ศูนยตาสัปตติ คัมภีร์ปรัชญามาลายุกติศาสตริกา คัมภีร์วิครหวยาวรตนี คัมภีร์ไวทัลยสูตร และคัมภีร์วยาวหารสิทธิ เป็นคัมภีร์ที่มีชื่อเสียงเฉพาะเรื่องที่กล่าวถึง

มหาปรัชญาปารมิตาศาสตร์ คัมภีร์นี้ว่าด้วยเรื่องการบำเพ็ญปัญญาให้เกิดมีสมบูรณ์มากๆ เป็นผลงานแบบสารานุกรมแต่งในรูปอรรถกถาอธิบายสูตรๆ หนึ่งในปรัชญาปารมิตาสูตรทั้งหลายประกอบด้วยเนื้อหาที่แงออกเป็น ๑๐๐ บท

ทสภูมิวิภาษาศาสตร์ คัมภีร์นี้ว่าด้วยเรื่องทัศนะ ๑๐ ระดับของพระโพธิสัตว์

ทวาทสมุขศาสตร์ คัมภีร์นี้ประกอบด้วยหัวข้อประเด็น ๑๒ หัวข้อ แต่งเป็นคาถา ๒๖ คาถา พร้อมด้วยอรรถกถาของพระนาคารชุนเอง ในบรรดา ๒๖ คาถา ของคัมภีร์ทวาทสมุขศาสตร์นี้ ๒๑ คาถาเอามาจากคัมภีร์มัธยามิกศาสตร์

ประตีตยสมุตปาทหฤทยศาสตร์ หรือ ภวสังกรานติศาสตร์ ๑๑.) มหายานภวเภทศาสตร์

๑๒.) เอกศโลกศาสตร์ ๑๓.) โพธิสัมภารศาสตร์ ๑๔.) โพธิสัตตวปาเถยศาสตร์ ๑๕.) ศตศาสตรา ๑๖.) ทวาทสนิกาย ๑๗.) สังสตุติสะ ๑๘.) ยุกติสาสติกา ๑๙.) สูตรสมุจจยะ ๒๐.) อารยธรรมตาธาตุครรภวิวรณะ ๒๑.) นิเราปัมยสตวะ ๒๒.) โลกาตีตสตวะ ๒๓.) อจินตยสตวะ ๒๔.) สตุตยตีตสตวะ ๒๕.) ปรมารถสตวะ ๒๖.) ธรรมธาตุสตวะ

๒. ผลงานประเภทคัมภีร์ว่าด้วยศิลปะการโต้วาที ท่านได้แต่งคัมภีร์พุทธสั้นๆ ว่าด้วยศิปะการโต้วาทีที่ถือว่าเก่าแก่ที่สุด ไว้ ๒ คัมภีร์ คือ

๑.) วิครหวยาวรตนี หรือวิครหวยาวรตินี คัมภีร์ว่าด้วยเรื่องการปฏิเสธข้อโต้แย้งต่างๆ แต่งเป็นคาถา ๗๐ คาถา พร้อมด้วยอรรถกถาของท่านพระนาคารชุนเอง ต้นฉบับภาษาสันสกฤต และมีผู้แปลออกเป็นภาษาจีนและภาษาธิเบต

๒.) ไวทัลยสูตร หรือไวทัลยประกรณะ คัมภีร์ว่าด้วยเรื่องการแยกแยะข้อวินิจฉัยออกเป็นส่วนๆ แบบวิภาษวิธี

๓. ผลงานประเภทจดหมายถึงเพื่อน

ผลงานประเภทจดหมายถึงเพื่อนหรือลูกศิษย์ เป็นจดหมายสอนธรรมที่พระนาคารชุนเขียนถึงเพื่อนหรือลูกศิษย์ของท่าน อันแอบแฝงไว้ด้วยคติธรรมต่างๆ มากมาย ผลงานประเภทนี้เท่าที่พบมีอยู่ ๒ คัมภีร์ คือ

คัมภีร์สุหฤลเลขะ

คัมภีร์เล่มนี้พระนาคารชุนแต่งขึ้นเป็นแบบ จดหมายถึงเพื่อน ของท่าน คือพระเจ้ายัชญศรี เคาตมีบุตร โดยแต่งเป็นคาถาจำนวน ๑๒๓ คาถา ต้นฉบับของคัมภีร์เป็นภาษาสันสกฤตสูญหายหมด คงมีเหลืออยู่แต่ฉบับที่แปลเป็นภาษาจีนและธิเบต

คัมภีร์รัตนาวลี หรือราชปริกถา หรือรัตนาวลี

คัมภีร์เล่มนี้พระนาคารชุนก็แตงขึ้นเป็นทำนองจดหมายสอนธรรมที่ส่งไปถึงเพื่อนของท่าน คือ พระเจ้ายัชญศรี เคาตมีบุตร กษัตริย์แห่งราชวงศ์ศาตวาหนะในแคว้นอันธระแห่งอินเดียใต้ คำว่ารัตนาวลี แปลว่า สายแห่งเครื่องประดับ คัมภีร์แบ่งออกเป็น ๕ บท ต้นฉบับของคัมภีร์ที่แต่งเป็นภาษาสันสกฤตเหลืออยู่ไม่สมบูรณ์นัก คงมีเหลือสมบูรณ์อยู่แต่ฉบับที่แปลเป็นนภาษาจีนและธิเบต



ปณามคาถา.

“ พระมหาสมณะอันบังเกิดในภัทรกัลป์นี้ พระองค์ใดนามว่า โคตม

ผู้ทรงแสดงธรรมดุจกระทำสิ่งที่คว่ำให้หงายแลเป็นผู้ประเสริฐแห่งหมู่ศากยราช

ด้วยคุณอันเป็นจริงนั้น ข้าพเจ้านอบน้อมซึ่งพระมหาสมณะพระองค์นั้นด้วยเศียรเกล้า”

“ ธรรมเหล่าใดอันบังเกิดแล้วแต่พระมหาสมณะนั้น

ย่อมยังจิตแห่งชนทั้งหลายเหล่าใดให้เกษม

ด้วยคุณนั้นขอความเป็นผู้มีจิตอันเกษม จงบังเกิดแก่ข้าพเจ้าในบัดดล”

“สงฆ์สาวกแห่งพระมหาสมณะนั้นเหล่าใด

ประพฤติการอันสมควรแก่การดับทุกข์แล้วไซร้

ข้าพเจ้าจักบูชาองค์แห่งคุณนั้นด้วยมโนทวาร”

“คุรุใดบังเกิดในบวรพระพุทธศาสนานี้แล้วไซร้

มีนามว่า นาคารชุน ผู้ถึงพร้อมด้วยองค์คุณมีทาน ศีล เป็นต้น

ด้วยการกล่าวองค์คุณแห่งความเป็นจริงในพระรัตนตรัยนั้น ขอความสวัสดีจงบังเกิดมี

แลขอข้าพเจ้าปริวรรตคัมภีร์อันมีนามว่า มหายานวีสติศาสตร์ อันคุรุนาคารชุน

รจนาไว้ดีแล้วนั้น จงสำเร็จลุล่วงไปด้วยเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนทั้งหลาย”

大乘二十頌論 [ มหายานวีสติคาถาศาสตร์ ]

คุรุนาครชุน รจนา

พระตรีปิฏกธราจารย์ทานปาละ พากษ์จีน

สามเณรศุภโชค ตีรถะ พากษ์ไทย



歸命不可思議性  諸佛無著真實智

諸法非言非無言  佛悲愍故善宣說

“อันว่าความเคารพนอบน้อมที่มิได้คำนึงในภาวะ

เหล่าพุทธะผู้ไม่ขัดข้องในปรมัตถ์สัจจะโดยปัญญา

ธรรมทั้งหลายมิใช่มิกล่าวไม่ใช่ไร้การกล่าว

ด้วยความเมตตาแห่งพุทธะจักกล่าวคำอันเป็นกุศล”



第一義無生  隨轉而無性

佛眾生一相  如虛空平等

“ปรมัตถ์สัจจะไร้การเกิด

ตามการเปลี่ยนแปลงแลอภาวะ

พุทธะแลสรรพสัตว์เป็นเอกลักษณะ

ประดุจสูญญตาอันสมภาพ”



此彼岸無生  自性緣所生

彼諸行皆空  一切智智行

“นั้นแลคือฝั่งแห่งนิพพาน

สวภาวะเป็นปัจจัยแห่งการเกิด

มรรคาทั้งหลายนั้นล้วนเป็นศูนยตา

รวมถึงมรรคาแห่งสัพพัญญู”



無染真如性  無二等寂靜

諸法性自性  如影像無異

“ไร้ปรารถนาในภูตตถตาภาวะ

แลที่ไม่เป็นสองนั้นคือนิพพาน

สภาวธรรมทั้งหลายที่มีอยู่ในตัวของมันเอง

ประดุจดังภาพสะท้อนอันไร้แตกต่าง”







凡夫分別心  無實我計我

故起諸煩性  及苦樂捨等

“ปุถุชนผู้แบ่งแยกจิต

ไร้ภูตตถตาหาตรรกในตัวตน”

ย่อมยังให้บังเกิดบรรดากุกกุจจะภาวะ

แลทุกขภาวะ สุขภาวะ อุเบกขาภาวะเป็นอาทิ





世間老病死  為苦不可愛

隨諸業墜墮  此實無有樂

“โลกนี้ความชราความเจ็บไข้แลมรณา

เป็นทุกข์อันมิน่าปรารถนา

คล้อยตามลงสู่กรรมทั้งหลาย

นั้นคือความจริงอันไร้สุข ”



天趣勝妙樂  地獄極大苦

皆不實境界  六趣常輪轉

“สวรรค์คติอันวิจิตรตระการตาแลสุขอันเป็นเลิศ

นรกอันเป็นยอดแห่งทุกข์อันยิ่งใหญ่”

เพราะต่างก็มิเข้าใจในสัจจะ

จึงยังหมุนเวียนในคติทั้งหกนี้เป็นนิจ





眾生妄分別  煩惱火燒燃

墮地獄等趣  如野火燒林

“สัตว์ทั้งหลายผู้เห็นผิดย่อมแบ่งแยก

กิเลศคือไฟอันร้อนแรง

เมื่อคล้อยตามย่อมตกสู่นรกคติเป็นอาทิ

อุปมาดังไฟที่แผดเผดป่าไม้ฉันนั้น”



眾生本如幻  復取幻境界

履幻所成道  不了從緣生

“มูลเดิมแห่งสรรพสัตว์นั้นดังมายา

ย้อนคืนสู่อุปทานมายาเขต

ประพฤติในมายาสู่สำเร็จมรรค

ย่อมไม่ย้อนกลับเป็นปัจจัยให้บังเกิด”



如世間畫師  畫作夜叉相

自畫己自怖  此名無智者

“อุปมาดั่งศิลปาจารย์ในโลกนี้

รังสรรค์ยักษลักษณะ

คือตนแสดงความหวั่นกลัวแห่งตน

จึงได้ซื่อผู้ไร้ปัญญานัก”



眾生自起染  造彼輪迴因

造已怖墜墮  無智不解脫

“สรรพสัตว์ใดที่บังเกิดความด่างพร้อยในตน

กล่าวว่านั้นคือเหตุของสังสารวัฏ

แลกล่าวว่าหากน้อมลงสู่ความกลัวแห่งตน

คือไร้ปัญญาหาใช่วิมุตติไม่”



眾生虛妄心  起疑惑垢染

無性計有性  受苦中極苦

“สัตว์หมู่ใดลวงหลอกเข้าใจผิดในจิต

ย่อมบังเกิดวิจิกิฉากิเลศเครื่องเศร้าหมองอันเป็นมลทินแลด่างพร้อย

ไร้สภาวะแต่กับคิดหาสภาวะ

ย่อมได้รับทุกข์เวทนาแลมีเวทนานั้นแลเป็นที่สุดรอบ”



佛見彼無救  乃起悲愍意

故發菩提心  廣修菩提行

“พุทธทัศนะนั้นไร้การอ้อนวอน

แต่ถึงกระนั้นบังเกิดความเมตตากรุณาด้วยเจตนา

ย่อมกระทำการตั้งโพธิจิต

อันเป็นแบบประพฤติในโพธิมรรค”





得無上智果  即觀察世間

分別所纏縛  故為作利益

“ย่อมสำเร็จในอนุตริยะปัญญาผล

จักบังเกิดเจโตปริญญาญาณบนโลก

การแบ่งแยกในกุศลพันธะ

กระทำไซร้นั้นเพื่อการแห่งประโยชน์ ”



從生及生已  悉示正真義

後觀世間空  離初中後際

“จากการบังเกิดแลบังเกิดแล้ว

ย่อมแสดงความถูกต้องแห่งปรมัตถสัจจะ

หลังการพิจารณาโลกนี้คือความว่าง

ย่อมละจุดกำเนิดที่เริ่มต้น”



觀生死涅盤  是二俱無我

無染亦無壞  本清淨常寂

“หากพิจารณาการเกิดตายแลนิพพาน

ก็แค่สองคำคือไร้ตน

มิด่างพร้อยอีกทั้งมิแปรปรวน

มูลเดิมบริสุทธิ์แลสงบเป็นนิจ”



夢中諸境界  覺已悉無見

智者寤癡睡  亦不見生死

“ในขอบเขตกึ่งกลางแห่งความฝันทั้งหลายนั้น

โพธิอันบริบูรณ์แล้วย่อมไร้ทัศนะ

ปัญญานั้นมีลักษณะคลายจากถีนมิทธะ

อีกทั้งมิพานพบการเกิดแลการตาย”



愚癡闇蔽者  墜墮生死海

無生計有生  起世間分別

“อันโมหะวิจิกิฉาแลความหลอกลวงปิดบังนั้น

หากคล้อยตามก็ย่อมลงสู่ทะเลแห่งทะเลแห่งความเกิดตาย

ไร้บังเกิดแต่กลับคิดหาความบังเกิด

ย่อมบังเกิดความแบ่งแยกให้โลกนี้”



若分別有生  眾生不如理

於生死法中  起常樂我想

“หากแบ่งแยกในภาวะ

สรรพสัตว์นั้นไม่สมดังเหตุผล

ในการเกิดดับในธรรมนั้น

บังเกิดสัญญาในความสุขของตน”



此一切唯心  安立幻化相

作善不善業  感善不善生

“สิ่งทั้งหลายนั้นสักแต่ว่าจิต

ความสงบสุขนั้นบังเกิดเป็นมายาแลมีการเปลี่ยนแปลงเป็นลักษณะ

กระทำกุศลมิใช่กุศลกรรม

สัมผัสกุศลกุศลไม่บังเกิด”



若滅於心輪  即滅一切法

是諸法無我  諸法悉清淨

“หากนิโรธในจิตอันเปลี่ยนแปลง

ก็บังเกิดนิโรธในธรรมทั้งหลาย

คือสรรพธรรมนั้นเป็นอนัตตา

ธรรมทั้งหลายนั้นย่อมบริสุทธิ์”



佛廣宣說世間法  當知即是無明緣

若能不起分別心  一切眾生何所生

“พระพุทธเจ้าผู้ประกาศธรรมธรรมในโลกนี้

ย่อมทราบเหตุปัจจัยในการบังเกิดของอวิชชา

หากสามารถบังเกิดการไม่แบ่งแยกแห่งจิต

สรรพสัตว์จักเกิดได้แต่ที่ไหน”



於彼諸法法性中  實求少法不可得

如世幻師作幻事  智者應當如是知

“ในธรรมทั้งหลายนั้นธรรมภาวะอันเป็นกลาง

ด้วยสัจจะนั้น หากจะขอให้ธรรมนั้นมีน้อยย่อมเป็นบ่มิได้

ประดุจดังมายาจารย์ในโลกกระทำมายากิจ

ปัญญานั้นพึงทราบดังเช่นนี้”



生死輪迴大海中  眾生煩惱水充滿

若不運載以大乘  畢竟何能到彼岸

“ในสังสารวัฏอันมีเกิดตายที่มากมาย

สรรพสัตว์มีความรำคาญฟุ้งซ่านดังน้ำที่อัดแน่น

หากมิขับเคลื่อนในมหายาน

ท้ายที่สุดนั้นอะไรสามารถถึงฝั่งแห่งนิพาน



คุรุนาคารชุน(บรมครูมหายาน)



ปรัชญามหายาน นิกายศูนยตวาทิน (มาธยามิกะ)



อาจารย์นาคารชุนได้ประกาศทฤษฎีศูนยตวาทินด้วยอาศัยหลักปัจจยการและอนัตตาของพระพุทธองค์เป็นปทัฏฐาน



ท่านกล่าวว่าสังขธรรมอสังขธรรมมีสภาพเท่ากันคือสูญ ไม่มีอะไรที่เป็นอยู่มี ด้วยตัวของมันเองได้



อย่างปราศจากเหตุปัจจัยปรุงแต่งแม้กระทั่งพระนิรวาณเพราะฉะนั้นอย่าว่าแต่สังขธรรมเป็นมายาไร้แก่นสารเลย



พระนิรวาณก็เป็นมายาด้วย



สิ่งที่อาจารย์นาคารชุนปฏิเสธคือ "สิ่งที่มีอยู่ด้วยตัวของมันเอง" ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอยู่โดยสมมติหรือปรมัตถ์



ก็สิ่งที่มีอยู่ด้วยตัวของมันเองนั้นกินความหมายรวมทั้งอาตมันหรืออัตตาด้วย แต่เรื่องอาตมันนั้น



พระพุทธศาสนาทุกนิกาย(ยกเว้นนิกายวัชชีบุตรและพวกจิตสากล) ปฏิเสธอย่างเด็ดขาดไม่ยอมให้เหลือเศษอะไรอยู่แล้ว



แต่ตามทัศนะของอาจารย์นาคารชุน



ท่านคณาจารย์เหล่านั้นถึงแม้ปฏิเสธความมีอยู่ด้วยตัวของมันเองเพียงแต่อาตมันเท่านั้น



แท้จริงยังไม่เกิดอุปาทานยึดสิ่งที่มีอยู่ในตัวของมันเองในขันธ์ธาตุอายตนะ



พระนิรวาณว่ามีอยู่ด้วยตัวของตัวเองอีกเห็นว่ามีกิเลสต้องละและมีพระนิรวาณเป็นที่บรรลุซึ่งเป็นความเข้าใจผิด



นาคารชุนกล่าวว่า สิ่งที่เราเข้าใจว่ามันเป็นสิ่งจุดสุดท้ายที่มีอยู่ด้วยตัวของมันเองนั้น



แท้จริงก็เกิดจากปัจจัยอื่นอีกมากหลายปรุงแต่งขึ้นเมื่อสิ่งทั้งหลายไม่มีภาวะอันใดแน่นอนของตัวเองเช่นนี้สิ่งเหล่านั้น



ก็เป็นประดุจมายาสิ่งใดเป็นมายาสิ่งนั้นก็ไร้ความจริงจึงจัดว่าสูญ



นาคารชุนอธิบายว่าสิ่งที่มีอยุ่ด้วยตัวของมันเองย่อมบ่งถึงความเป็นอิสระไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งอื่น จะเปลี่ยนแปลงมิได้



ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้นก็เป็นการขัดต่อกฎปัจจยาการของพระพุทธศาสนา



เพราะตามกฎแห่งปัจจัยสิ่งทั้งปวงย่อมอาศัยเหตุปัจจัยจึงมีขึ้น ไม่ได้มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นอยู่โดยโดดเดี่ยว



เช่นนี้ย่อมจัดเป็นสัสสตทิฏฐิไปอนึ่งถ้ามีความเห็นว่าทั้งปวงขาดสูญ ปฏิเสธต่อบาปบุญคุณโทษเล่าก็เป็นอุจเฉททิฏฐิ



หลักธรรมฝ่ายศูนยตวาทินจึงไม่เป็นทั้งฝ่ายสัสสตทิฏฐิ



ก็เพราะแสดงถึงแก่นความจริงว่า สรวม ศูนยมด้วยความเป็นที่ไร้ภาวะที่โดดเดี่ยวโดยตัวของมันเอง



และไม่เป็นทั้งอุจจเฉททิฏฐิหรือนัตถิกทิฏฐิก็เพราะแสดงว่าสิ่งทั้งปวงอาศัยเหตุเป็นปัจจัยดุจมายา



มีอยู่ด้วยสมมติบัญญัติ



ด้วยประการดังนี้อาจารย์นาคารชุนกล่าวว่าการหลุดรอดจากบาปทั้งปวงต้องทำลายความติดอยู่



ในภาวะหรือสัตความเป็นอยู่ซึ่งจัดว่าเป็นสัสสตทิฏฐิ และทำลายความติดในอภาวะหรืออสัต ความไม่เป็นอยู่



ซึ่งเป็นนัตถิกทิฏฐิเสียนั่นแหละจึงบรรลุถึงมัชฌิมาปฏิปทา



เพื่อสนับสนุนทฤษฎีนี้อาจารย์นาคารชุนยกพระพุทธภาษิตที่ตรัสแก่พระกัจจายนะ ขึ้นอ้างว่า



"ดูก่อนกัจจายนะ ข้อที่ว่าสิ่งทั้งปวงมีอยู่เป็นส่วนสุดข้างหนึ่งข้อที่ว่าสิ่งทั้งปวงไม่มีอยู่ก็เป็นส่วนสุดอีก



ข้างหนึ่งตถาคตย่อมแสดงธรรมโดยท่ามกลางไม่เกี่ยวข้องส่วนสุดทั้งสองนั้น"



เพราะฉะนั้นศูนยตวาทินจึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่ามาธยามิกะ ซึ่งต่อไปจะเรียกชื่อนี้แทนชื่อเดิมต่ออสังขธรรม



ฝ่ายมาธยามิกะมีทัศนะว่าอสังขธรรมนั้นย่อมไม่มีความเกิดปรากฏขึ้น อันใดความเกิดไม่มีอันนั้นจะมีอยู่อย่างไร



อุปมาดังดอกฟ้าและเขากระต่ายหรือนางหินมีครรภ์ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีในโลก



และไม่เคยมีปรากฏด้วยอันดอกฟ้านั้นใครบ้างเคยเห็น กระต่ายเกิดมีเขางอก



หรือรูปปั้นสตรีเกิดมีครรภ์ขึ้นได้นั้นล้วนเป็นมายาอนึ่งถ้าพระนิรวาณมีอยู่ไซร้ พระนิรวาณจักชื่อว่ามีการเกิดขึ้น



สิ่งใดมีการเกิดขึ้นสิ่งนั้นย่อมไม่เที่ยงเป็นการขัดกันและหากสิ่งใดมีอยู่โดยลำพังตัวเองจะปราศจากการิยรูป



หรือคุณภาพมิได้สิ่งใดมีการิยรูปหรือคุณภาพย่อมบ่งให้เห็นว่าสิ่งนั้นมีการปรุงแต่งอยู่



ู่ดังนั้นจึงสรุปว่านิรวาณก็เป็นประดุจมายาเพราะไม่มีการเกิดขึ้นเหมือนดอกฟ้าเขากระต่ายหรือนางหินมีครรภ์



อนึ่งถ้าพิจารณาให้ลึกซึ้งความเกิดความดับที่แท้ก็ไม่เป็นอื่นไปนอกจากความไม่เกิดไม่ดับนั้น



เองพระนิรวาณมิใช่จักเป็นภาวะใดภาวะหนึ่งนอกจากปรากฏการณ์ทั้งหลาย



หลักปัจจยาการที่แท้ก็คือความไม่เกิดไม่ดับและเป็นทั้งมัชฌิมาปฏิปทาด้วย ถ้าเราพิจารณาด้วยสายสมุทัยคือ



อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขารๆเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ ฯลฯ เช่นนั้นโดยลำดับ โลกสมุทัยก็เกิดขึ้น



ถ้าพิจารณาสายดับคือ เพราะอวิชชาดับสังขารจึงดับเพราะสังขารดับวิญญาณจึงดับฯลฯ



เช่นนี้โดยลำดับไซร้ก็เป็นโลกนิโรธะ (คือพระนิรวาณ)ฝ่ายมัธยามิกะยกพระพุทธภาษิตขึ้นอ้างอีกว่า



"เมื่อสิ่งอันนี้มีอยู่ สิ่งอันนั้นก็จักเกิดขึ้นเพราะเกิดขึ้นแห่งสิ่งอันนี้



เมื่อสิ่งอันนั้นไม่มีอยู่สิ่งอันนี้ย่อมไม่มี สิ่งอันนี้จะดับได้ก็เพราะดับแห่งสิ่งอันนั้น"



ในปัจจยการนั่นเอง เมื่อกล่าวโดยสายเกิดก็เป็นโลกสมุทัย เมื่อกล่าวโดยสายดับก็เป็นโลกนิโรธะ



หรือพระนิรวาณเพราะฉะนั้นใช่ว่าจะมีพระนิรวาณต่างหากนอกเหนือปรากฏการแห่งปัจจยการนี้ไม่



เพราะเห็นแจ้งในโลกสมุทัย นัตถิกทิฏฐิจึงไม่เกิดขึ้นและเพราะแจ้งในโลกนิโรธะ สัสสตทิฏฐิจึงไม่อุบัติ...



อรรถกถาของท่านนิลเนตรได้ให้ข้ออุปมาโดยง่าย ๆ



ว่าเหมือนกับเมล็ดพืชเมล็ดแรกนั้นเกิดขึ้นในสมัยใดแม้เราจะสืบสวนไปจนถึงเบื้องปฐมกัลป์เราก็หาไม่พบว่า



เมล็ดพืชเมล็ดแรกเกิดขึ้นอย่างไรและมีอะไรเป็นปฐมเหตุเราไม่อาจหาไปจนพบ



ถ้ามีปฐมเหตุอะไรเป็นปฐมเหตุให้เกิดปฐมเหตุนั้นอีกเล่า



สืบสวนไปไม่มีที่สิ้นสุด ความเกิดแห่งเมล็ดนี้จึงไม่ปรากฏ



(ที่ปรากฏว่าเมล็ดพืชนั้นเป็นมายา) เมื่อเมล็ดความเกิดไม่ปรากฏจะกล่าวว่าเมล็ดพืชนั้นดับไม่มีเลยหรือก็หามิได้



เพราะเมล็ดพืชที่เราเห็นอยู่นั้นมี(อย่างมายา) สืบเนื่องกันมาเรื่อยจนถึงปัจจุบัน



และจากปัจจุบันจะสืบเนื่องไปจนถึงอนาคตถ้ากระนั้นเมล็ดพืชก็มีภาวะเที่ยงนะซิ เปล่าเลย



เพราะถ้ามีภาวะเที่ยงแล้วไซร้เมล็ดพืชจะงอกงามเป็นต้นกิ่งก้านใบสาขาไม่ได



ถ้าไม่เที่ยงเมล็ดพืชนั้นชื่อว่าขาดสูญด้วยหรือไม่



ไม่ขาดสูญหรอก เพราะกิ่งก้านใบสาขาใบดอกของพืชนั้นย่อมสืบสันตติเนื่องมาจากเมล็ด



ดังนั้นไซร้ควรกล่าวว่าเป็นหนึ่งก็ไม่ควรเพราะหากเป็นหนึ่งแล้วกิ่งใบดอกผลจะมีไม่ได้



จะต้องเป็นตัวเมล็ดพืชนั้นเองถ้ามิใช่หนึ่งก็สมควรว่าต่างแตกแยกจากเมล็ดพืชเด็ดขาดหรือ มิได้เลย



หากต่างแตกแยกจากเมล็ดพืชแล้วกิ่งก้านสาขาใบดอกก็ออกจากเม็ดพืชเหมือนงูเลื้อยออกจากโพรงอย่างนั้นซิ



เปล่าอีกเหมือนกันเพราะเราต่อยเมล็ดพืชนั้นออกเราก็หาไม่พบกิ่งก้านสาขาใบดอกในเมล็ดนั้น



ฉะนั้นเราจึงลงบัญญัติได้ว่าเมล็ดพืชนั้นเป็นเพียงมายา ...



สำหรับทฤษฎีเรื่องพุทธภาวะมีอยู่ในสรรพสัตว์นั้น อาจารย์นาคารชุนไม่รับรองทฤษฎีนี้



ถือว่าถ้าอย่างนั้นก็จัดว่าเป็นพวกวาทะผลอยู่ในเหตุฝ่ายมัธยามิกะย่อมถือว่าสัตว์ทั้งหลายมีความสามารถ



ที่จะบรรลุความเป็นพุทธได้เพราะสัตว์ทั้งปวงไม่มีภาวะอันคงที่ดั้งเดิม



ทำกรรมใดย่อมได้รับผลกรรมนั้นเมื่อลงสร้างทศบารมีเมศสมบูรณ์ก็จักบรรลุเป็นสัมพุทธะได้ไม่ใช่ว่ามีพุทธภาวะ



ที่บริสุทธิ์ที่เป็นอมตะอยู่ก่อนเป็นอนมตัคคะแต่ถูกหุ้มอย่างฝ่ายภูตตถาวาท



ทั้งนี้เนื่องด้วยการถือว่ามีพุทธภาวะที่แน่นอนอยู่ก่อนแล้วนั้นชื่อว่าเป็นการถือ



"สิ่งที่มีอยู่ด้วยตัวของมันเอง"นั่นเองอนึ่งเมื่อธรรมทั้งปวงเกิดจากเหตุปัจจัยจึงปราศจากแก่นสารตัวตน



เมื่อปราศจากตัวตน อะไรเล่าเป็นตัวท่องเที่ยวในวัฏฏสังสาร อะไรเล่าเป็นตัวดับกิเลสบรรลุพระนิรวาณ



เราจะเห็นว่าว่างเปล่าทั้งสิ้นไม่มีสภาวะเกิดหรือดับไปเพราะฉะนั้นผู้บรรลุนิรวาณไม่มีแล้ว



พระนิรวาณอันผู้นั้นจะบรรลุจึงพลอยไม่มีไปด้วย นาคารชุนอรรถาธิบายต่อไปอีกว่าพระพุทธเจ้าตรัสเทศนาหลักอนิจจัง



ทุกขัง อนัตตา รวมลงได้ที่ศูนยตานี้เองและดังนั้นในปรัชญาปารมิตาสูตรจึงกล่าวว่า รูปํ ศูนยตา ศูนยตาตท รูปํ



รูปคือความสูญ ความสูญคือรูปนั้น คือสังขตะ อสังขตะแท้ก็เป็นเพียงสมมติบัญญัติ



ความจริงย่อมเป็นสูญบัณฑิตที่สอดส่องด้วยปัญญาเท่านั้นจึงจักตรัสรู้ถึง เพราะอสังขตะย่อมเป็นธรรมคู่กับสังขตะ



ปราศจากสิ่งที่มีอยู่ด้วยตัวของมันเองเหมือนกัน



เมื่อแสดงปรัชญามาถึงตอนนี้พวกอัสติวาทินก็แย้งขึ้นมาว่าเมื่อสังขตะอสังขตะล้วนเป็นสูญไปแล้วการบำเพ็ญมรรคผล



ต่างๆ มิไร้สาระไปด้วยหรือความเป็นอย่างนี้มิเป็นอุจเฉทวาทหรือ



นาคารชุนก็โต้กลับไปว่าเพราะสิ่งทั้งปวงเป็นของสูญปราศจากสิ่งที่เป็นอยู่ด้วยตัวของมันเองนะซิ



ปุถุชนจึงบำเพ็ญมรรคภาวนาเป็นอริยบุคคลได้ คนทำชั่วจึงลงนรกได้ คนทำดีจึงไปสวรรค์ได้



ถ้าหากมีสิ่งที่เป็นอยู่ด้วยตัวของมันเองแล้ว มันจะเกิดแปรเปลี่ยนภาวะจากปุถุชนเป็นอริยเจ้าได้อย่างไรหนอ



เพราะสิ่งที่เป็นอยู่ด้วยตัวของมันเองย่อมหมายถึงสิ่งนั้นต้องไม่อิงอาศัยสิ่งอื่นเลยสำเร็จในตัวของมันเอง



ดำรงอยู่ด้วยตัวของมันเองเช่นนี้ย่อมเป็นการหักล้างกฏอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของพระพุทธองค์



และทิฏฐิอย่างนี้มิเป็นสัตตวาทหรือฝ่ายมัธยามิกะอุปมาอย่างโลก ๆ ว่าเหมือนกับอาศัยที่ว่าง เราปราถนาจะสร้างอะไร



ๆ จึงจักสร้างขึ้นได้ ณเนื้อที่ว่างเปล่าตรงนั้น ไม่ว่าจะมากหรือน้อย อุปไมยดังอาศัยศูนยตา



เหตุปัจจัยทั้งหลายจึงจักแสดงบัญญัติขึ้นมาได้ ฉันใดก็ฉันนั้น...



ธรรมทั้งหลายไม่อุบัติขึ้นเอง ไม่อุบัติจากสิ่งอื่น ทั้งไม่อุบัติขึ้นเองด้วยไม่อุบัติจากสิ่งอื่นรวมอยู่ด้วยกัน



และไม่ใช่ปราศจากเหตุเพราะฉะนั้นจึงรู้ว่าไม่มีการอุบัติขึ้นลย







ท่านนาคารชุนะ

"สังขตธรรม ทั้งปวง มีอุปมาดั่งความฝัน ดั่งภาพมายา ดั่งฟองน้ำ ดั่งเงา ดั่งน้ำค้าง และดั่งสายฟ้าแลบ พึงเพ่งพิจารณาโดยอาการเช่นนี้แล"

________________________________________













บรรณานุกรม

www.palungjit.com

เสถียร โพธินันทะ ,ปรัชญามหายาน

สุมาลี มหณรงค์ชัย , พุทธศาสนามหายาน









No comments: