ประเพณีสลากภัต (เดือนเจ็ด)

เดือนเจ็ด ประเพณีสลากภัต


ประเพณีสลากภัต เป็นประเพณีทำบุญที่คนในปัจจุบันไม่ค่อยรู้จักกันดีนัก เพราะมิใช่ประเพณีใหญ่โตแบบตรุษหรือสารท มักจะทำตามบ้านที่นิยมเลื่อมใส หรือมีสิ่งของพอที่จะรวบรวมมาถวายพระหรือเข้าสลากภัตได้ก็จะจัดพิธีนี้ขึ้น ในทางภาคเหนือจะเรียกพิธีนี้ว่า "ทานก๋วยสลาก" คำว่า "ก๋วย" แปลว่า"ตะกร้า" หรือ "ชะลอม"

ความหมาย


"สลากภัต” หมายถึง การทำบุญถวายของพระโดย ไม่เจาะจง ให้พระจับสลาก เมื่อจับได้ตรงกับเลขของเจ้าภาพใด เจ้าภาพนั้นก็ถวาย.

มูลเหตุความเป็นมา


ในสมัยพุทธกาล ขณะที่พระพุทธเจ้าประทับ ณ พระเชตะวันมหาวิหารนั้น วันหนึ่งนางกุมารีผู้หนึ่งได้อุ้มลูกชายวิ่งหนีนางยักขินีผู้มีเวรต่อกันหลายชาติแล้ว ติดตามมาจะทำร้ายลูกของนาง นางเห็นจวนตัวจะวิ่งหนีไปที่อื่นไม่ได้ จึงพาลูกวิ่งเข้าไปในพระเชตวัน เข้าไปในพระวิหารขณะ ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอยู่ นางเอาลูกน้อยวางแทบพระบาทแล้วกราบทูลว่า “ ข้าแด่พระองค์ผู้เจริญ ขอทรงโปรดเป็นที่พึ่งแก่ลูกชายของหม่อมฉันเถิดพระเจ้าข้า ” พระพุทธเจ้าหยุดพฤติกรรมที่จองเวรของนางกุมาริกา และนางยักษ์ขินีด้วยการตรัสคำสอนว่า “ เวรย่อมไม่ระงับด้วยเวร เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร ธรรมนี้เป็นของโบราณ ” แล้วทรงให้นางทั้งสองเห็นผิดชอบชั่วดี นางยักษ์ขินีรับศีล ๕ แล้วนางก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น กราบทูลพระพุทธเจ้าว่านางไม่รู้จะไปทำมาหากินอย่างไรเพราะรักษาศีลเสียแล้ว นางกุมาริกาจึงรับอาสาจะพานางไปอยู่ด้วย

นางได้รับอุปการะจากนางกุมาริกาหลายประการ นึกถึงอุปการะอยากจะตอบแทนบุญคุณ จึงเป็นผู้พยากรณ์บอกกล่าวเรื่อง อุตุนิยมวิทยา คือ บอกให้นางกุมาริกาทำนาในที่ดอนในปีฝนมาก ทำนาในที่ลุ่มในเวลาฝนแล้ง นางกุมาริกาได้ปฏิบัติตามทำให้ฐานะร่ำรวยขึ้นยิ่งกว่าคนอื่น ๆ ในละแวกนั้น คนทั้งหลายมีความสงสัยจึงมาถามหานางกุมาริกาว่าเป็นอย่างไร ได้รับคำตอบว่า นางยักษ์ขินีเป็นผู้บอกกล่าวให้ คนทั้งหลายจึงพากันไปหานางขอบอกให้อย่างเดียวกับนางกุมาริกา คนทั้งหลายได้รับอุปการะจากนางยักษ์ขินีจนมีฐานะร่ำรวยไปตาม ๆ กัน ด้วยความสำนึกในบุญคุณ จึงพากันนำเอาเครื่องอุปโภคบริโภคอาหารการกินเครื่องใช้สังเวยอยู่เป็นอันมาก ข้าวของที่สำนักนางยักษ์ขินีจึงมีมากเหลือกินเหลือใช้ นางจึงนำมาทำเป็นสลากภัตร โดยให้พระสงฆ์กระทำการจับตามเบอร์ด้วยหลักของอุปโลกนกรรม คือ ของที่ถวายมีทั้งของมีราคามาก ราคาน้อย พระสงฆ์องค์ใดได้ของมีค่าน้อยก็อย่าเสียใจ ให้ถือว่าเป็นโชคของตนดีหรือไม่ดี การถวายแบบจับสลากของนางยักษ์ขินีนี้นับเป็นครั้งแรกแห่งประเพณีทำบุญสลากภัตร หรือทานสลากในพระพุทธ

พิธีถวายสลากภัตร


สลากภัตร การมีพิธีต่างๆ กันตามท้องที่นั้นๆ บางแห่งก็ต่างคนต่างถวายผลไม้ และภัตตาหารนั้นๆ บางแห่งก็ต่างคนก็ถวายผลไม้และภัตตาหารรวมกันแล้ว มีผู้นำกล่าวคำถวายว่าพร้อมกัน แบ่งถวายอาหารโดยส่วนเฉลี่ยสงฆ์เท่าๆ กัน พระที่ฉันรวมกัน แต่บางแห่งต่างคนต่างจัดสำรับคาวหวานและผลไม้ ต่างแยกกันถวายเฉพาะของตนถ้าจับฉลากได้เลขที่เท่าไหร่ ก็จัด ณ สถานที่นั้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ๆ ปักสลากไว้ ถ้าพระน้อย เจ้าภาพมาก ก็รวมกันหลายคนต่อ ๑ สลาก ฝ่ายพระเณรก็จับสลากด้วยเหมือนกันใครจับสลากได้เลขที่เท่าไหร่ ก็ไปนั่งประจำที่นั่นตามหมายเลขของตน เมื่อพร้อมแล้วก็กล่าวคำถวายพร้อมกันก็มี แยกกันกล่าวคำถวายเฉพาะของคณะตนก็มี แต่โดยมากรวมถวายพร้อมกัน พระสงฆ์ท่านก็อนุโมทนาพร้อมกัน ถ้าแยกกันถวาย ท่านก็จะแยกกันอนุโมทนาเช่นเดียวกัน ตามพิธีนี้แม้จะยุ่งยากอยู่บ้าง แต่ก็ตรงตามความหมาย คำว่าสลากภัตต์และเป็นการสนุกสนานของคณะเจ้าภาพด้วย เพราะเป็นการประกวดประขันกันในตัวและเชื่อว่าเป็นสังฆทานโดยแท้เพราะเจ้าภาพก็ไม่รู้จักพระเณรพระเณรก็ไม่รู้จักเจ้าภาพมาก่อนรู้กันก็ต่อเมื่อพระมานั่งตรงสลากของตนใครชอบพิธีไหนก็เลือกทำพิธี การถวายสลากภัตต์นี้ โดยมากแล้วจะทำการจัดที่วัดเพราะจำเป็นต้องใช้บริเวณกว้างๆ พระไปนั่งฉันตามโคนต้นไม้ ข้างศาลาบ้าง บางรายเจ้าภาพจัดทำปะรำพิธีชั่วคราวขึ้น หรือใช้เต๊นท์ร่มกางกั้น ที่รู้สึกสนุกตอนพระและเณรเที่ยวเดินหาสลากของท่านตามหมายเลขไม่ค่อยพบได้ง่ายนัก เพราะเจ้าภาพซิกแซกนิดหน่อย

คำถวายสลากภัตต์ถวายรวมกัน ว่าดังนี้


เอตานิ มะยัง ภันเต สะลากะภัตตานิ สะปะริวารานิ อะสุกัฎฐาเน ฐะปิตานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุโน ภันเต ภิกขุสังโฆ เอตานิ สะลากะภัตตานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ

คำแปล

ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย ซึ่งสลากภัตรกับภัตตาหารและของบริวารเหล่านี้ อันตั้งไว้แล้วในที่โน้น แต่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ ซึ่งสลากภัตรกับทั้งของบริวารเหล่านั้น ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ .

หากว่าวัดใดมีงานตั้งธรรมหลวง ( เทศน์มหาชาติ ) วัดนั้นจะเว้นจากการทำบุญสลากภัตร

ค่านิยมในการตานก๋วยสลาก

- ประชาชนว่างจากภารกิจการทำนา

- ผลไม้ เช่น ส้มโอ , ส้มเขียวหวาน , ส้มเกลี้ยง , กำลังสุก

- ประชาชนหยุดพักไม่เดินทางไกลเพราะเป็นฤดูฝน

- พระสงฆ์จำพรรษาอยู่อย่างพรักพร้อม

- ได้โอกาสสงเคราะห์คนยากจนเป็นสังคหทาน

- ถือว่ามีอนิสงฆ์แรง คนทำบุญสลากมักจะมีโชคลอยมา

- มีโอกาสหาเงินและวัสดุบำรุงวัด

อานิสงส์สลากภัตต์ (ข้าวสาร)


......เพราะบุญในคราวนี้เป็นการทำบุญแตกต่างกว่าธรรมดาเพราะมีการจับสลาก แล้วก็ถวายไปตามรายชื่อพระภิกษุสามเณรที่จับได้นั้น การทำบุญนี้เป็นการไม่จำเพาะเจาะจงว่าจะเป็นพระภิกษุรูปใดหรือสามเณรองค์ใดก็ยินดีถวายทั้งนั้นเป็นการกำจัดกิเลสชนิดหนึ่งเรียกว่าอคติเสียได้ ทาน ศีล การฟังธรรม

ในอดีตกาลล่วงมาแล้ว มีพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า ปทุมมุตตระ อาศัยอยู่ในกรุงสาวัตถีนครเป็นที่โคจรบิณฑบาต

..... มีสามีภรรยาคู่หนึ่งเป็นคนยากจนอนาถา อยู่ในพระนครนั้นแสวงหาเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างหาฟืนขาย อยู่มาวันหนึ่งบุรุษผู้สามีพิจารณาดูการเลี้ยงชีพที่ฝืดเคืองนัก ก็เนื่องมาจากตนมิได้บำเพ็ญกองการกุศล มีการให้ทานรักษาศีล สดับรับฟังพระธรรมเทศนาและเจริญเมตตา ภาวนาเป็นต้นในชาติปางก่อนอย่างแน่นอน มาในชาตินี้จึงเป็นคนเข็ญใจไร้ทรัพย์อับปัญญา เมื่อ

มาพิจารณาดังนี้แล้ว จิตใจก็อยากจะทำบุญให้ทานเพื่อจะได้เป็นนิธิขุมทรัพย์ เป็นเสบียงไปในปร-ภพเบื้องหน้า จึงปรึกษากับภรรยาของตนตามที่เจตนาดำริไว้นั้น ฝ่ายภรรยาก็คล้อยตามไปด้วยความยินดี รีบจัดแจงหาเครื่องไทยทาน ทำตามสมควรแก่กำลังของตน แล้วนำไปสู่อารามทำเป็นสลากภัตต์พร้อมกับมหาชนทั้งหลาย สามีภรรยาคู่นั้นจับสลากถูกภิกษุรูปหนึ่งจึงน้อมเข้าไปถวายด้วยความปีติ แล้วตั้งความปรารถนาว่าเดชะบุญกุศลผลทานนี้ ขอให้ข้าพเจ้าบริบูรณ์ด้วยยศศักดิ์สมบัติบริวาร ขึ้นชื่อว่าความตกทุกข์ได้ยากเข็ญใจ เหมือนในชาตินี้อย่า ได้พึงมีแก่ข้าพเจ้าในภพต่อ ๆ ไปเลย

สามีภรรยาคู่นั้นอยู่ต่อมาจนสิ้นอายุขัยทำกาลกิริยาตายไปแล้วก็อุบัติในดาวดึงส์สวรรค์สิ้นบุญแล้วก็มาเกิดเป็นพระเจ้าศรัทธาติสสะ ณ เมืองพาราณสี พระเจ้าศรัทธาติสสะนั้นครั้นกลับชาติมาก็คือพระตถาคตนี้เอง เมื่อสิ้นกระแสพระธรรมเทศนาแล้วเหล่าพุทธบริษัท ทั้งหลาย มีพระเจ้าปัสเสนทิโกศลเป็นต้น ก็ชื่นชมผลทานในการถวายสลากภัตต์เป็นยิ่งนัก

สรุปประเพณีสลากภัตร







No comments: