การพัฒนาที่ยั่งยืนตามแนวพุทธ

การพัฒนาที่ยั่งยืนตามแนวพุทธ

ปัจจุบันทั่วโลกต่างให้ความสนใจเรื่องพัฒนาที่ยั่งยืนตามนโยบายของคณะกรรมการด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNCED) ที่ได้ประกาศไปเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๐ เพื่อให้ประชากรโลกได้ตระหนักถึงมหันตภัยทางด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการเจริญพันธุ์ของประชากรที่ขาดดุลยภาพ สำหรับประเทศไทยได้กำหนดในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๘ ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๔๐-๒๕๔๔ เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยให้ความสำคัญคนเป็นหลักในการพัฒนา เพื่อให้คนมีคุณภาพและสมรรถนะในการดูแลรักษาและจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะประชากรกับสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ตามที่ United Nation Fund for Population Activities กล่าวว่า เมื่อประชากรของโลกเติบโตถึงระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ และเมื่อการมีลักษณะแบบเมืองเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ประกอบกับมีเทคโนโลยีที่ก่อให้สิ้นเปลืองด้านทรัพยากร ท่วงทำนองชีวิตที่ก่อให้เกิดความสูญเปล่ามากเกินไป และการปฏิบัติทางเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาที่ยั่งยืน สิ่งเหล่านี้จะส่งผลที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนต่อบรรยากาศ ที่ดิน และป่าไม้ แร่ธาตุ และพลังงาน มหาสมุทรและคุณภาพชีวิต[๑]
๑.      แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนา
กล่าวได้ว่าการพัฒนาเป็นสิ่งที่ทุกประเทศพึงปรารถนา หลายคนให้ความสำคัญต่อการพัฒนาในทางเศรษฐกิจบ้าง เทคโนโลยีบ้าง แต่ถ้าพิจารณาให้รอบคอบแล้ว การพัฒนาไม่ใช่เรื่องทางเศรษฐกิจอย่างเดียว หากครอบคลุมไปถึงเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากด้านวัตถุหรือด้านเงินทองสาหรับการดารงชีวิตของมนุษย์ การพัฒนาถือได้ว่าเป็นกระบวนการหลายมิติ ในปัจจุบันได้มีแนวความคิดเกี่ยวกับการพัฒนาอยู่หลายประการ เช่น เน้นความเจริญเติบโตขยายตัวทางเศรษฐกิจ ภาวะทันสมัย การพึ่งพิง การกระจายรายได้ การเน้นความต้องการขั้นพื้นฐานในการพัฒนา การพัฒนาว่าด้วยระบบของโลก และแนวคิดว่าด้วยการพัฒนาแบบยั่งยืน เห็นได้ว่าแนวความคิดดังกล่าวบางทฤษฎีมีส่วนสัมพันธ์กันและขัดแย้งกันอยู่ในตัว ทั้งนี้เกิดจากการมองต่างวาระกัน แต่ทั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเหมือนกัน คือการพัฒนา โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกาลังพัฒนาที่ต้องพึ่งพิงเทคโนโลยีต่างๆ ที่ทันสมัย และระบบอุตสาหกรรมนิยมจากต่างชาติเพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ ประชาชนอยู่ดีกินดี ยิ่งในปัจจุบันด้วยแล้ว โลกตกอยู่ในกระแสแห่งการพัฒนาอยู่เสมอ เลยกลายเป็นว่าประเทศ และภูมิภาคต่างๆ เชื่อมโยงด้วยเครือข่ายเดียวกัน คือเครือข่ายความเป็นเมือง (Urban Network) โดยมีประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นแกนและคอยตักตวงผลประโยชน์จากส่วนที่ยังด้อยพัฒนากว่าในรูปของระบบทุนนิยม และระบบทุนนิยมนี้ยังคงมีอยู่ต่อไปตราบเท่าที่โครงสร้างของสังคมไม่เท่ากัน แต่มีความพยายามให้เกิดการพัฒนาให้เท่าเทียมกัน
แต่ในช่วงทศวรรษที่ ๑๙๘๐ เหตุการณ์ได้แปรเปลี่ยนไป ความคิดแบบถอนรากถอนโคน (Radical Environmentalism) ถูกมองว่าเป็นความคิดที่ไม่สร้างสรรค์ ไม่มีใครนำไปปฏิบัติได้ หลายฝ่ายเชื่อว่าระบบอุตสาหกรรมนิยมจำเป็นต้องขยายตัวต่อไป เพราะเป็นระบบเดียวเท่านั้นที่สามารถนาความเจริญรุ่งเรืองมาสู่มนุษยชาติได้ ในขณะเดียวกันโลกที่ยากจนก็ต้องการหลุดพ้นความทุกข์ยาก ประชาชนต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ระบบเศรษฐกิจต้องเป็นระบบอุตสาหกรรมนิยมตามแบบฉบับของ ตะวันตก ในวงการวิชาการและธุรกิจหลายฝ่ายมีความเห็นว่าถ้าเรามีการจัดการทางสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพ เราก็อาจมีความเจริญก้าวหน้าได้พร้อมกับการรักษาโลกธรรมชาติในเวลาเดียวกัน ในช่วงนี้เองได้เริ่มมีการนำเสนอแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า การพัฒนาแบบยั่งยืน
๒.     แนวคิดว่าด้วยการพัฒนาแบบยั่งยืน
แนวคิดว่าด้วยการพัฒนาแบบยั่งยืน เป็นแนวความคิดที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน ตามที่ UNFPA ได้รวบรวมคำอธิบายเกี่ยวกับการพัฒนาแบบยั่งยืนดังนี้ การพัฒนาแบบยั่งยืนเป็นการพัฒนาที่กระจายประโยชน์ของความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจได้อย่างทั่วถึง ตลอดจนเป็นการพัฒนาที่ปกป้องสิ่งแวดล้อมในระดับท้องถิ่นและในระดับโลกโดยรวมเพื่อชนรุ่นหลัง และเป็นการพัฒนาที่ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างแท้จริง  แนวคิดดังกล่าวเป็นการจุดประกายแห่งการรักษามรดกทางทรัพยากรทางธรรมชาติ การทาให้คุณภาพของชีวิตมนุษย์ดีขึ้น ในลักษณะเศรษฐกิจแบบยั่งยืนเป็นเศรษฐกิจที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศและรักษาทรัพยากรธรรมชาติไว้ได้ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพในระบบของเศรษฐกิจในภาวะที่มีดุลยภาพทางระบบนิเวศวิทยา ประเด็นนี้น่าจะพิจารณาว่า ความยั่งยืนนั้นอยู่ที่ระดับ (Level) ของการนำเอาทรัพยากรทางธรรมชาติไปใช้ ยิ่งในสภาวะปัจจุบันที่การเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจที่เน้นในเรื่องคุณภาพจึงเป็นปัญหาว่าเท่าที่ทรัพยากรมีอยู่ ณ ปัจจุบัน และการนำไปใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์นั้นทำอย่างไรจึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด จากประเด็นนี้น่าจะนำไปสู่ประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อม[๒] ก็มีตัวอย่างของโครงการต่างๆ อันเป็นโครงการตามแนวพระราชดำริตามแนวการพัฒนาที่ยั่งยืนของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทำขึ้นเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและประชาชนได้รับความเจริญทั้งทางด้านคุณภาพ และสมรรถนะชีวิตที่ดีขึ้นและยั่งยืนเพราะไม่มีผลกระทบใดใดที่เกิดขึ้นตามมา
๓. โครงการตามแนวพระราชดำริตามแนวการพัฒนาที่ยั่งยืน
. โครงการสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติ (United Nations Development Program หรือ UNDP) ได้พิมพ์เอกสารเผยแพร่ชื่อเรื่อง. การพัฒนาแบบยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ . (Sustainable Development of Natural Resources) ซึ่งเป็นการศึกษาพระราชดำริและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เอกสารเล่มนี้ได้จัดพิมพ์ขึ้นในเดือนธันวาคม ๒๕๓๑ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสที่ทรงครองราชย์มายาวนานกว่าพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ และเพื่อเป็นการเทิดทูนพระปรีชาสามารถและพระราชกรณียกิจในการอนุรักษ์
๔. โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงวางแผนพัฒนาและทรงเสนอแนะให้รัฐบาลร่วมดำเนินการ โดยพระองค์เสด็จฯ ร่วมทรงงาน กับหน่วยงานของรัฐซึ่งมีทั้งฝ่ายพลเรือน ตำรวจ ทหาร โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรินี้มีกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ที่มีลักษณะเป็นโครงการพัฒนาในด้านต่างๆ และโครงการที่มีลักษณะที่เป็นงานด้านวิชาการทรัพยากรธรรมชาติและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแบบยั่งยืน เพื่อส่งเสริมคุณภาพของประชาชนให้ดีขึ้น
๕. โครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ ตามพระราชดำริ จังหวัดชุมพร
๕.๑ ความเป็นมาของโครงการ
หลัง จากการเกิดมหาอุทกภัยจากพายุใต้ฝุ่น ซีต้าในพื้นที่จังหวัด ชุมพร เมื่อ วันที่ ๒๔ สิงหาคม  ๒๕๔๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวฯได้ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้ผู้อำนวยการกองงานส่วนพระองค์  (คุณดิสธร   วัชโรทัย) เข้ามาให้คำแนะนำในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัด ชุมพร และตรวจติดตามผลการดำเนินงานทุกระยะ ทั้งได้ทรงมีพระราช ดำริให้เร่งรัดขุดคลองหัววัง พนังตัก ให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม ๒๕๔๐ แล้วนำรายละเอียดทั้งหมดเสนอต่อผู้อำนวยการกองงานส่วนพระองค์ เพื่อ นำขึ้นกราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งได้มีพระราชกระแสรับสั่งถึงแนวทางในการดำเนินงานในขั้นตอนต่อไป  ผ่านทางผู้อำนวยการกองงานส่วนพระองค์
โครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามพระราชดำริ เป็นแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯในการทำแก้มลิงธรรมชาติ บริเวณหนองใหญ่ ให้สามารถกักเก็บน้ำได้เพียงพอต่อการบรรเทาปัญหาอุทกภัย และเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง จังหวัดชุมพรได้แต่งตั้งคณะทำงานขึ้นวางแผน พัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ให้เป็นแก้มลิงธรรมชาติที่สมบูรณ์เพื่อสนองพระราชดำริ และถวายเป็นราชสักการะ เนื่องในวโรกาสที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงมีพระชนมายุครบ ๗๑ พรรษา ในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๑ ด้วยทรงห่วงใยในพสกนิกรชาวชุมพร  ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทได้พระราชทานทรัพย์ผ่านมูลนิธิราช ประชานุเคราะห์ฯ  ให้จังหวัดชุมพรดำเนินการตามโครงการขุดคลองในพื้นที่หนองใหญ่ไปก่อน  และสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทได้อนุมัติงบประมาณ จำนวน ๔,๒๖๕,๔๐๐บาท เพื่อส่งคืนมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ  และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นเกล้า ล้นกระหม่อมต่อพสกนิกรชาวชุมพรอย่างหาที่สุดมิได้ พระองค์ทรงพระราชทานเงินกลับคืนให้จังหวัดชุมพรเพื่อจัดตั้งเป็นกองทุนช่วย เหลือเกษตรกรในการประกอบอาชีพเรียกว่าเงินกองทุนพระราชทานเพื่อการเกษตร โครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามพระราชดำริจังหวัด ชุมพร
๕.๒ คลองหัววัง พนังตัก
เป็นคลองที่ขุดเพื่อช่วยระบายน้ำจากแม่น้ำท่าตะเภา ที่บ้านหัว วัง หมู่ที่ ๙ ตำบลบางลึก  อำเภอเมืองชุมพร  จังหวัดชุมพร ลงสู่ทะเลที่อ่าวพนังตักที่หมู่ที่ ๔ ต.ชะอัง อ.เมืองชุมพร จ.ชุมพร  มีความยาว ๘,๑๐๐ เมตร ขนาดคลองกว้าง ๕๐ เมตร โดยกรมชลประทานเป็นผู้ดำเนินการเริ่มมาตั้งแต่ปี  พ.ศ. ๒๕๓๖ แต่ยังไม่แล้วเสร็จคงเหลืออีก ๑,๔๖๐ เมตร ซึ่งยังต้องรองบประมาณปีถัดไป (พ.ศ.๒๕๔๑) ผู้อำนวยการ กองงานส่วนพระองค์ซึ่งมาตรวจพื้นที่ได้ถ่ายภาพและถ่ายวิดีทัศน์ถวายรายงาน พระองค์ท่านจึงมีพระราชกระแสรับสั่งผ่านผู้อำนวยการกองงานส่วนพระองค์  ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรควบคุมเร่งรัดให้การขุดคลองส่วนที่เหลือให้แล้ว เสร็จใน ๓๐ วันให้ได้ โดยทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ จำนวน  ๑๘  ล้านบาท ผ่านมูลนิธิชัยพัฒนาให้กรมชลประทานยืมไปดำเนินการเพื่อการนี้
 นอกจากการเร่งรัดการขุดคลองหัววัง - พนังตักให้สำเร็จโดยเร็วแล้ว ด้วยพระปรีชาญาณของพระองค์ ท่าน ได้ทรงเห็นว่ามีแนวทางที่จะสามารถแก้ไขปัญหาอุทกภัยได้สมบูรณ์แบบโดยใช้แนวทาง แก้มลิง และทรงพระราชทานแนวทางแก้ไขปัญหาไว้โดยทรงมีพระราชดำรัส เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิตดาลัย สวน จิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๔  ธันวาคม ๒๕๔๐ เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาอุทกภัยของจังหวัดชุมพร ว่า เมื่อดูแผนที่ ก็เห็นว่ามีที่แห่งหนึ่งที่ควรจะทำให้เป็น แก้มลิงได้  มีโดยธรรมชาติ  คือ มีหนองใหญ่ หนองใหญ่นั้นเป็นที่กว้างใหญ่สมชื่อ แต่ก็ไม่ใหญ่พอเพราะมีการบุกรุก เข้าไปและตื้นเขินพระองค์จึงทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้สร้างประตู ระบายน้ำสำหรับควบคุมปริมาณน้ำในหนองใหญ่   โดยทรงพระราชทานชื่อประตูน้ำนี้ว่า  ประตูน้ำราชประชานุเคราะห์ ๑
 เมื่อปลายเดือนตุลาคม ๒๕๔๐ กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ประกาศเตือนว่า พายุไต้ฝุ่น ลินดาได้ก่อตัวขึ้นและ เคลื่อนตัวเข้าสู่อ่าวไทย   และคาดว่าจะขึ้นฝั่งที่บริเวณจังหวัดชุมพร จึงทรงมีพระราชกระแสรับสั่ง เร่งรัดให้กรมชลประทานขุดคลองหัววัง พนังตัก ให้สามารถปล่อยน้ำลงสู่ทะเลได้โดยเร็ว ทันกับการขึ้นฝั่งของพายุไต้ฝุ่น ลินดาโดยทรงมีพระราชกระแสรับ สั่งให้ขุดคลองนี้ให้ทะลุในคืนวันที่ ๒  พฤศจิกายน ๒๕๔๐  ก่อนที่พายุไต้ฝุ่น ลินดาจะเข้า ฝั่ง ในขณะที่เร่งดำเนินการขุดคลองดังกล่าวได้มอบหมายให้สำนักงานโยธา ธิการจังหวัดชุมพรสำรวจออกแบบทางเบี่ยงให้ราษฎรใช้สัญจรไปมาในระหว่างการขุด คลอง โดยได้พระราชทานพระราชทรัพย์ผ่านมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ให้ก่อ สร้าง ทางเบี่ยงดังกล่าว พร้อมทั้งพระราชทานชื่อว่า ถนน ราชประชาร่วมใจ”   และได้ใช้ประตูระบายน้ำ ราชประชานุเคราะห์  ๑  ที่ได้สร้างไว้แล้วระบายน้ำออกจากหนองใหญ่ เพื่อเตรียมรับน้ำหลากที่จะ มาพร้อมกับพายุไต้ฝุ่นลินดา ทำให้น้ำไม่ท่วมในตัวเมืองชุมพรและพื้นที่ใกล้เคียง พสกนิกรชาวเมือง ชุมพรจึงรอดพ้นจากอุทกภัยที่เกิดจากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่นครั้งนี้ เมื่อเห็นว่าหนองใหญ่สามารถเป็นแก้มลิงที่มีประสิทธิภาพ แล้ว จึงทรงมี พระราชดำริให้เร่งปรับปรุงพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่เป็นแก้มลิงที่สมบูรณ์แบบได้ โดยเร็ว โดยได้มอบหมายให้จังหวัดชุมพรเร่งสำรวจออกแบบและดำเนินโครงการ ให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๑
๕.๓ การเตรียมการ
หนองใหญ่  อยู่ในเขตตำบลบางลึก อำเภอเมืองชุมพร มีพื้นที่ติดต่อกับคลองหัว วัง - พนังตัก ด้านทิศเหนือพื้นที่นี้รับน้ำมาจากคลองต่าง ๆ ที่อยู่รอบหนองใหญ่ ได้แก่ คลองละมุ คลองขี้ นาค และคลองกรูด พื้นที่หนองใหญ่เป็นที่สาธารณะได้ออกหลักฐานเป็น หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) พื้นที่หนองใหญ่ตามธรรมชาติมี พื้นที่ประมาณ ๓,๐๐๐ ไร่ เมื่อถึงฤดูน้ำหลากพื้นที่ดัง กล่าว จะกลายเป็นพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่บริเวณที่ จัดทำโครงการพัฒนาปัจจุบันมีพื้นที่ประมาณ ๖๐๐ ไร่
๕.๔ วัตถุประสงค์ 
โครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ให้เป็นแก้มลิงธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบนั้น  มีวัตถุประสงค์หลักดังนี้ คือ
.   เพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยในเมืองชุมพร
.   เป็นแหล่งน้ำสำรองสำหรับการเกษตรและผลิตน้ำประปาสำหรับชุมชนในอนาคต
.   เป็นการสร้างงานให้เกิดขึ้นในชุมชน
๕.๕ เป้าหมาย
ทำการขุดคลองในบริเวณพื้นที่จัดทำโครงการฯ ครอบคลุมพื้นที่ ๖๐๐ ไร่ โดยทำการขุดคลองกว้าง ๑๘  เมตร  ลึก ๒.๕๐๓.๐๐  เมตร  ตามสภาพพื้นที่ ให้ก้นคลองอยู่ที่ระดับ +๒.๐๐  เมตร (ระดับน้ำทะเลปานกลาง) และก่อสร้างประตูระบายน้ำราชประชา นุเคราะห์เพิ่มอีก ๒ แห่ง ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ผ่าน มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ให้จังหวัดชุมพรยืมไปดำเนินการก่อนจำนวน ๔,๕๙๐,๐๐๐ บาท เพื่อให้ทันฤดูฝนปี ๒๕๔๑ และสามารถ ดำเนินการแล้วเสร็จ ๑๐๐ % เมื่อวันที่ ๒๙ และ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๑ ตามลำดับและ   ทรงพระราชทานนามประตูระบายน้ำทั้ง ๓ แห่งว่า ประตูระบายน้ำ ราชประชานุเคราะห์  ๑
ในการเตรียมการเพื่อดำเนินงานในโครงการดังกล่าว   ซึ่งจะต้องดำเนินการให้ทันในปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ผู้อำนวยการกองงานส่วนพระองค์จึงมอบหมายให้สำนักงานโยธาธิการ จังหวัดชุมพรเป็นหน่วยสำรวจออกแบบ โดยประสานงานกับหน่วยงานอื่นที่ เกี่ยวข้องเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปโดยเร็วที่สุด  ซึ่งมีงาน ที่จะต้องดำเนินการดังนี้ คือ
งานขุดคลองล้อมรอบพื้นที่หนองน้ำแบบไม่มีคันคลองทั้งสองด้าน ความลึก เท่ากับระดับ +๒.๐๐ (ระดับน้ำทะเลปานกลาง)
งานขุดคลองเชื่อมระหว่างคลองล้อมรอบหนองน้ำและคลองท่าดินแดงซึ่งอยู่ทางตอน เหนือของโครงการแบบไม่มีคันคลองทั้งสองด้าน ความลึกเท่ากับระดับ +๒.๐๐ (ระดับน้ำทะเลปานกลาง)
.   งานขุดลอกคูน้ำริมคันคลองชลประทาน ความลึกเท่ากับระดับ +๒.๐๐ (ระดับน้ำทะเลปานกลาง)
งานก่อสร้างประตูระบายน้ำ   จำนวน ๒ แห่ง   ให้ระบายน้ำออกจากพื้นที่ที่ระดับเก็บกัก +๔.๐๐ (ระดับน้ำทะเลปานกลาง) 
๕.๖ การสำรวจออกแบบเพื่อการก่อสร้าง  
สำนักงานโยธาธิการจังหวัดชุมพร ได้นำภาพถ่ายทางอากาศที่มีรูปแบบ จำลองของโครงการมากำหนดแนวคลองและตำแหน่งประตูระบายน้ำบนพื้นที่ จริง   โดยเริ่มเข้าวางแนวปักหมุดในพื้นที่   เมื่อวันที่   ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ แล้วสำรวจระดับโดยกำหนดเอาค่าระดับน้ำ ทะเลปานกลาง (ร.ท.ก.) จากหมุดหลักฐานชั่วคราวของกรมชลประทานซึ่ง มีอยู่ในบริเวณโครงการ เป็นเกณฑ์ในการกำหนดระดับความลึกของคลอง  และระดับต่าง ๆ ในการก่อสร้าง จากนั้นนำข้อมูลทั้งหมดมาเขียนแบบก่อ สร้าง   และคำนวณหาปริมาณงานต่าง ๆ ที่จะต้องทำเพื่อประเมินราคาค่าก่อสร้าง ซึ่งหลังจากสำรวจออก แบบ แล้วสรุปปริมาณงานต่าง ๆ ได้ดังนี้
งานขุดคลองล้อมรอบพื้นที่หนองน้ำระยะทาง ๒,๕๒๗ เมตร   ความลึกที่ระดับ +๒.๐๐ (ระดับน้ำทะเลปานกลาง)
 .   งานขุดคลองเชื่อมระหว่างคลองล้อมรอบหนองน้ำและคลองท่าดินแดง ระยะ ทาง ๔๔๕ เมตร ความลึกที่ระดับ +๒.๐๐ (ระดับน้ำ ทะเลปานกลาง)
งานขุดลอกคูริมคันคลองชลประทาน ระยะทาง ๕๐๐  เมตร   ความลึกที่ระดับ +๒.๐๐ (ระดับน้ำทะเลปานกลาง)
งานก่อสร้างประตูระบายน้ำ จำนวน ๒ แห่ง
ในการดำเนินโครงการทั้งหมดนี้ ใช้งบประมาณทั้ง สิ้น ๕,๔๔๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งออกเป็นงบประมาณในงานขุดคลองทั้ง หมด  ๔,๔๗๕,๐๐๐ บาท และงบประมาณก่อสร้างประตูระบาย น้ำ ๙๖๕,๐๐๐ บาท สำนักงานโยธาธิการจังหวัดชุมพร ได้จัด ส่งรายละเอียดทั้งหมดให้กับคณะทำงาน เพื่อนำเสนอต่อจังหวัดชุมพรต่อไป
๕.๗ การจัดหางบประมาณและผู้รับจ้าง
จังหวัดชุมพรได้จัดส่งโครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ไปยังสำนักเลขาธิการ ป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เพื่อขอ สนับสนุนงบประมาณ และขณะเดียวกัน ก็ติดต่อขอสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท (ร.พ.ช .) ซึ่งได้รับคำตอบด้วยวาจาจากเลขาธิการเร่งรัดพัฒนาชนบท ว่า สามารถสนับสนุนงบประมาณได้ แต่ต้องรอถึงไตรมาสที่ ๔ ของปีงบ ประมาณ จึงจะตั้งงบประมาณเพื่อการนี้ได้ จังหวัดชุมพรได้รายงาน ให้ผู้อำนวยการกองงานส่วนพระองค์ทราบ   และได้รับแจ้งว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นชอบด้วยกับโครงการ นี้ และสมควรที่จะต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อนฤดูฝน ปี ๒๕๔๑ โดยจะพระราชทานพระราชทรัพย์ผ่านมูลนิธิราช ประชานุเคราะห์ฯ ให้จังหวัดชุมพรดำเนินการตามโครงการขุดคลองในพื้นที่ หนองใหญ่ไปก่อน ส่วนโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำมีงบประมาณที่ชาว ชุมพรช่วยบริจาคเข้ามูลนิธิฯ ไว้แล้วประมาณ ๙ แสนบาทเศษก็ ให้นำมาใช้ในโครงการนี้ได้ หากจังหวัดได้รับจัดสรรงบประมาณตามโครงการจากรัฐบาล ก็ให้เบิกจ่ายคืน ให้กับมูลนิธิฯ ต่อไป   แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องจ้างผู้รับจ้างที่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดชุมพร  และต้องใช้ลูกจ้างที่เป็นคนในท้องถิ่นเป็นส่วนใหญ่ เป็นผู้ดำเนิน การ เพื่อเป็นการสร้างงานให้กับราษฎร ในท้องถิ่นจังหวัด ชุมพร ได้เชิญผู้มีอาชีพรับจ้างที่อยู่ในท้องถิ่นซึ่งเห็นว่ามีผลงาน ที่เชื่อถือได้และจะสามารถดำเนินการตามโครงการขุดลอกคลองให้แล้วเสร็จได้ภาย ใน   ๙๐ วัน มาเพื่อตกลงราคา แต่ผู้รับจ้างส่วนใหญ่เมื่อเห็น ปริมาณงาน ระยะเวลาที่ต้องดำเนินการ และงบประมาณแล้ว ก็ขอถอนตัวออกเนื่อง จากเกรงว่าจะไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ทันตามกำหนด แต่ก็มี เพียง ห.จ.ก.ไพศาลกรุ๊ป ซึ่งมีนายอเนก  เจี่ยปิยะสกุล เป็น ผู้จัดการได้รับปากว่า จะสามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จทันตาม กำหนด จังหวัดชุมพรจึงได้เรียก ห.จ.ก. ไพศาลกรุ๊ป มาตกลงต่อรองราคา เพื่อให้เสียค่าใช้จ่ายในการดำเนิน โครงการน้อยที่สุด ซึ่งทางนายอเนก เมื่อได้รับทราบวัตถุประสงค์ ของโครงการแล้วก็ยินดีลดราคาให้อีก โดยส่วนที่ขาดเหลือถือว่าช่วยสมทบ ในโครงการฯ จังหวัดชุมพรจึงได้ตกลงทำสัญญาจ้าง ห.จ.ก. ไพศาล กรุ๊ป เป็นผู้รับจ้างดำเนินการ มีรายละเอียด ดังนี้
.   งานขุดคลองภายในโครงการ ลดราคาเหลือ ๓,๗๙๐,๐๐๐ บาท   ระยะเวลา   ๖๐ วัน
.   การก่อสร้างประตูระบายน้ำ ลดราคาเหลือ ๘๐๐,๐๐๐ บาท  ระยะเวลา ๙๐ วัน
 การก่อสร้าง
ห.จ.ก. ไพศาลกรุ๊ป ได้ส่งเครื่องจักรเข้าในบริเวณโครงการตั้งแต่วัน ที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๑ และเริ่มลงมือดำเนินงานขุดคลองใน พื้นที่หนองใหญ่ในวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๔๑ ในระยะแรกมีราษฎรที่อ้างสิทธิในที่ดินเข้ามาขัดขวาง การทำงานเป็นระยะ   แต่ก็สามารถทำความเข้าใจกันได้โดยการประสานงานของผู้ควบคุมโครงการ  ป้องกันจังหวัด และคณะทำงานของอำเภอเมืองซึ่งเป็นเจ้าของ พื้นที่   ในระหว่างการก่อสร้าง ผู้อำนวยการกองงานส่วนพระองค์ได้มาติดตามงานด้วย ตนเองทุกสัปดาห์ และได้จัดส่งเจ้าหน้าที่มาประจำอยู่ที่ส่วนปฏิบัติการโยธาธิการจังหวัด ชุมพร ซึ่งอยู่ใกล้กับบริเวณโครงการเพื่อตรวจติดตามผลการดำเนินงานและ รายงานให้กองงานส่วนพระองค์ทราบเพื่อนำขึ้นกราบบังคมทูลฯถวายรายงานทุก วัน โดยใช้อาคารบ้านพักข้าราชการระดับ ๗๘  ของสำนักงานโยธาธิการจังหวัดชุมพร เป็นสำนักงานศูนย์อำนวยการโครงการฯ ติดตั้งระบบสื่อสารผ่านดาว เทียม และระบบวิทยุ VHF ให้สามารถติดต่อประสานงานกับกองงาน ส่วนพระองค์ภายในพระราชวังดุสิตได้โดยตรง ใช้อาคารสำนักงานโยธาธิการ จังหวัดชุมพร(อาคารใหม่) เป็นสถานที่สำหรับจัดประชุมคณะทำงานและประชุม ชี้แจงโครงการแก่หน่วยงานระดับท้องถิ่น  ซึ่งทางสำนักงานโยธาธิ การจังหวัดชุมพร ได้จัดส่งนายชนินทร์ ทิพย์โภชนา วิศวกรโยธา ๕ มาประจำที่ศูนย์อำนวยการ โครงการ ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมงาน และคอยอำนวยความสะดวกช่วย เหลือในการประสานงานกับจังหวัดและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนั้นผู้อำนวยการกองงานส่วนพระองค์ยังให้คำแนะนำปรับปรุงแก้ไขงานในโครงการให้กับผู้ควบคุมโครงการ และ ผู้รับจ้าง ซึ่งทาง ห.จ.ก. ไพศาลกรุ๊ป ผู้รับ จ้าง ก็ยินดีรับดำเนินการตามคำแนะนำ โดยมิได้ถือเป็นการเพิ่ม ปริมาณงานแต่ประการใด เช่น การนำดินทิ้งที่เหลือจากการขุดคลองมา กองถมเป็นเนินดินขนาดใหญ่แล้วปรับแต่งให้เป็นสวนสาธารณะ และการปรับ แต่งพื้นที่บางส่วนในบริเวณโครงการการปรับปรุงสภาพถนนชั่วคราว สำหรับ ขนดินทิ้งภายในโครงการให้เป็นถนนลูกรังถาวร ผู้รับจ้างได้ดำเนิน โครงการขุดคลองในบริเวณโครงการแล้วเสร็จทั้งหมด เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม  ๒๕๔๑ และก่อสร้างประตูระบายน้ำทั้ง ๒ แห่ง แล้วเสร็จทันในวันเดียวกัน จังหวัดชุมพร ได้ช่วยเหลือในการปรับปรุงพื้นที่ภายในโครงการเพิ่ม เติม  เช่น  การปรับตกแต่งบริเวณให้เป็นสวนสาธารณะ   โดยสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทจังหวัดและองค์การบริหารส่วนจังหวัดและนำกำลัง มวลชนเข้ามาช่วยในการปลูกหญ้าแฝกป้องกันการพังทลายของดินตลอดแนวคลอง  จัดหาต้นไม้พันธุ์ไม้ต่าง ๆ มาปลูกประดับตกแต่งในบริเวณสวนสาธารณะ ภายในโครงการ จัด สร้างพลับพลาที่ประทับ เพื่อใช้เป็นพลับพลาในยามที่พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวฯ เสด็จมาทอดพระเนตรโครงการ
๕.๘ การทำงานของแก้มลิงหนองใหญ่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้มีพระราชกระแสอธิบายว่า ลิงโดยทั่วไปถ้าเราส่งกล้วยให้ลิงจะรีบปอก เปลือกเอาเข้าปากเคี้ยว แล้วนำไปเก็บไว้ที่แก้มก่อน ลิงจะทำอย่างนี้จนกล้วยหมดหวีหรือเต็มกระพุ้งแก้ม จากนั้นจะ ค่อยๆ นำออกมาเคี้ยวและกลืนกินภายหลัง  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนำพฤติกรรมของลิงที่นำกล้วยมาสะสมไว้ที่ กระพุ้งแก้มก่อนกลืนกิน เป็นตัวอย่างในการระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำ ท่วมขังหนองใหญ่ มีพื้นที่ติดต่อกับคลองหัววัง พนังตัก ระหว่าง กม.๕ + ๐๐๐ ถึง กม. ๘+๑๐๐ ในฤดูน้ำหลากสามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐  ลูกบาศก์เมตร   ในพื้นที่ประมาณ ๓,๐๐๐ ไร่ ก่อนถึงฤดูน้ำหลากให้ระบายน้ำออก จากหนองใหญ่ผ่านประตูระบายน้ำราชประชานุเคราะห์ทั้ง ๓ แห่ง เพื่อให้แก้มลิงว่าง เมื่อน้ำที่ไหลหลากลงมาจากคลอง รับร่อ คลองท่าแซะ ผ่านคลองท่าตะเภา เข้าสู่คลองหัววัง พนังตัก ปริมาณน้ำส่วนที่เกินความสามารถที่จะรับไว้ได้จะไหลเข้าไปอยู่ ในพื้นที่หนองใหญ่นี้   แก้มลิงหนองใหญ่จึงอมน้ำส่วนเกินไว้ได้   เมื่อปริมาณน้ำก้อนนี้ไหลผ่านพ้นลงสู่ทะเลก็ค่อยระบายน้ำที่อมไว้ในแก้มลิง หนองใหญ่ผ่านประตูระบายน้ำราชประชานุเคราะห์ลงสู่คลองหัววัง พนังตัก และลงสู่ทะเลต่อไป   เพื่อเตรียมรับน้ำก้อนใหม่   และเมื่อปลายฤดูฝนให้ปิดประตูน้ำในพื้นที่แก้มลิงแห่งนี้เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ ในฤดูแล้งต่อไป โดยมีสถานีตรวจวัดปริมาณน้ำฝนและปริมาณน้ำในลำคลองต่าง ๆ จำนวน ๒๕ แห่ง รายงานข้อมูลเพื่อใช้ในการเปิด ปิดประตูระบายน้ำราชประชานุเคราะห์ ซึ่งควบคุมการทำงานของแก้มลิงหนอง ใหญ่แห่งนี้ให้เป็นการขยายผลโครงการ
โครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่นี้นอกจากจะช่วยป้องกันปัญหาน้ำท่วมแล้ว  ยังมีประโยชน์ในด้านอื่นที่ได้รับจากโครงการอีกหลายประการ อาทิ เช่น การใช้น้ำเพื่อการเกษตรในหน้าแล้ง การใช้น้ำในการผลักดันน้ำ เค็ม   การใช้น้ำสำหรับการอุปโภคและบริโภคสำหรับชุมชนเมืองชุมพร เป็นแหล่ง เพาะพันธุ์สัตว์น้ำ ฯลฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระ ราชกระแสรับสั่งให้มีการสำรวจพื้นที่เพิ่มเติมไว้สำหรับการขยายโครงการต่อ ไป เช่น การสำรวจทางธรณีวิทยาตามแนวคลองละมุ ซึ่งสำนักงาน โยธาธิการจังหวัดชุมพร ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่และวิศวกรออกทำการเจาะ สำรวจเบื้องต้น จำนวน ๒ จุดแล้วสรุปรายงานผลให้กองงานส่วนพระองค์ทราบ เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงวินิจฉัยและทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้ ดำเนินการเจาะสำรวจเพิ่มเติม   และทำแผนที่ทางอุทกธรณีวิทยา   ซึ่งได้ดำเนินการแล้วโดยกองพัฒนาบ่อบาดาล  กรมโยธาธิการเพื่อให้สอดคล้องกับแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ซึ่งสำนักงานโยธาธิการจังหวัดชุมพร ได้ตระหนักอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่ได้ ดำเนินการก่อสร้างโครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามพระราชดำริตั้งแต่ ต้น  และเพื่อเป็นตัวอย่างในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของเมืองต่าง ๆ ตามพระราชประสงค์ที่ได้มีพระราชดำรัสต่อปวงชนชาวไทยในวันเฉลิมพระ ชนมพรรษา ซึ่งมีหน่วยงานต่าง ๆ จัดทำโครงการเพื่อสนองตามแนวพระราชดำริในปีงบ ประมาณ  ๒๕๔๔ ดังนี้
 กรมโยธาธิการ โดย สำนักงานโยธาธิการจังหวัดชุมพรจัดทำโครงการถนนเข้าโครงการพัฒนาพื้นที่หนอง ใหญ่ตามพระราชดำริขึ้น ซึ่งหากดำเนินการก่อสร้างโครงการนี้แล้ว เสร็จ  จะอำนวยความสะดวกให้กับคณะบุคคลต่าง ๆ ที่จะเข้ามาศึกษาโครงการ ตลอดจนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่ อยู่ใกล้ตัวเมืองชุมพรอีกแห่งหนึ่ง โดยได้พิจารณาออกแบบโครงการให้สอด คล้องกับสภาพพื้นที่ และมิให้เป็นอุปสรรคในการระบายน้ำของคลองหัววัง พนังตัก จึงได้ออกแบบกำหนดช่วงห่างระหว่างตอม่อกลางน้ำเป็นช่วง ๒๐.๐๐ เมตร และให้ฐานของตอม่ออยู่ใต้ระดับท้องคลอง ในขณะที่สะพานอื่น ๆ ที่มีอยู่จะมีช่วงห่างระหว่างตอม่อเพียง ๑๐.๐๐ เมตรเท่า นั้น งบประมาณทั้งสิ้น ๑๒,๑๔๗,๐๐๐ บาท รายละเอียดของโครงการดังกล่าว ประกอบด้วย
ถนน ค.ส.ล. ผิวจราจรกว้าง ๗.๐๐ เมตร ไหล่ทางลูกรังกว้างข้างละ ๑.๕๐ เมตร ระยะทาง ๐.๕๒๐ กิโลเมตร
ถนน ค.ส.ล. ผิวจราจรกว้าง ๕.๐๐ เมตร ไหล่ทางลูกรังกว้างข้างละ ๑.๕๐ เมตร ระยะทาง ๐.๖๘๐ กิโลเมตร
สะพาน ค.ส.ล. ผิวจราจรกว้าง ๘.๐๐ เมตร ทางเท้ากว้างข้าง ละ ๒.๐๐ เมตร   ความยาว ๙๐.๐๐ เมตร
            อาคารศาลาพักผ่อน ๑ หลัง
อาคารท่าน้ำ ค.ส.ล. ๑ หลัง
ปูบล็อคทางเท้า หนา ๖ เซนติเมตร   พื้นที่   ๘๕๐ ตารางเมตร
.   อาคารจอดรถปูบล็อค หนา ๑๐ เซนติเมตร   พื้นที่ ๓๐๐ ตารางเมตร
ทางเดินเท้าในสวนสาธารณะบริเวณพลับพลาที่ประทับ  พื้นที่ ๑,๑๘๔ ตารางเมตร
ลานจอดรถปูพื้นหินเกล็ด หนา ๕ เซนติเมตร   พื้นที่ ๒,๐๐๐ ตารางเมตร
 ๕.๙ กรมชลประทาน
โครงการขุดลอกคลองละมุ เพื่อผันน้ำส่วนหนึ่งจากคลองท่าแซะเข้าสู่ พื้นที่โครงการหนองใหญ่โดยตรง   เป็นการแบ่งปริมาณน้ำขณะน้ำหลากในคลองท่าตะเภาในช่วงผ่านตัวเมือง ชุมพร   ให้มีปริมาณน้ำน้อยลง   โดยทำการขุดลอกคลองยาว ๙.๙๐ กิโลเมตร เงินงบ ประมาณ ๑๖,๙๑๑,๔๐๐ บาท
. โครงการการขุดลอกหนองใหญ่ ทำการขุดลอกพื้นที่หนองใหญ่บาง ส่วน เพื่อเพิ่มปริมาณการเก็บกักให้ได้มากขึ้นอีก ประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร   โดยทำการขุดลอกเนื้อที่ประมาณ ๔๕๐ ไร่   ปริมาณดินขุด ๙๑๕,๑๐๐ ลูกบาศก์เมตร เงินงบประมาณ ๓๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท
 ปรับปรุงซ่อมแซมอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉินคันคลองหัววัง พนังตัก เพื่อรองรับการระบายน้ำล้นจากหนองใหญ่เป็นเงิน ๒,๔๙๖,๐๐๐ บาท
โครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามพระราชดำริ สามารถรองรับน้ำที่ไหลจากคลองละมุ คลองขี้นาค และคลองกรูด ในภาวะฤดูฝนตามปกติมาเก็บกักไว้ได้ประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ในเนื้อที่ประมาณ ๒,๐๐๐  ไร่ สามารถแบ่งเบาน้ำที่จะไหลลงสู่ตัวเมืองชุมพร เป็นการบรรเทาปัญหาอุทกภัย และใช้เป็นแหล่งน้ำสำรองสำหรับการเกษตรและผลิตน้ำประปาสำหรับชุมชนในอนาคต ใช้ผลักดันน้ำเค็มจากทะเลในฤดูแล้งและเป็นการสร้างงานให้กับคนในท้องถิ่น ด้วย ทั้งนี้  ด้วยความร่วมมือจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและจากประชาชนตามแนวเขตของ โครงการ ซึ่งได้เสียสละประโยชน์ของตนเองเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นเกล้าล้นกระหม่อม  พสกนิกรชาวชุมพรจึงได้รวมกันจัดสร้างพลับพลาที่ประทับถวายใต้ฝ่าละอองธุลี พระบาท เพื่อเป็นศูนย์รวมน้ำใจของชาวชุมพร เป็นเครื่องเตือนใจให้รำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ ที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงห่วงใยและทรงใยและทรงชี้นำทางเพื่อให้พสกนิกรชาวชุมพรรอดพ้นจากภัยน้ำที่ ต้องประสบอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเสด็จพระราชดำเนินมาจังหวัดชุมพร เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ เพื่อทอดพระเนตรโครงการฯและเสด็จเยี่ยมพสกนิกรชาวชุมพรยังความปลาบปลื้มใจ แก่ชาวชุมพรอย่างหาที่สุดมิได้

๖. กรณีศึกษา โครงการพระราชดำริการแก้ไขปัญหาน้ำ ท่วมเมืองชุมพร
สำหรับโครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่เป็นโครงการตามพระราชดา ริที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเพื่อส่วนรวมในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในเขตเมืองชุมพร ซึ่งสร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของชาวชุมพร
๖.๑ หลักของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ในการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้เป็นไปตามแนวพระราชดำริ และบรรลุ
วัตถุประสงค์ ควรจะได้ดำเนินการโดยมีหลักการสำคัญ คือ
. การแก้ปัญญาเฉพาะหน้า ด้วยทรงเน้นอยู่เสมอว่าโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นโครงการที่มุ่งช่วยเหลือแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ราษฎรกำลังประสบอยู่ดังที่ จ.ชมพรในอดีตก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยแทบจะทุกปี ด้วยภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม ด้านทิศตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือมีภูเขาสูง ทำให้กลายเป็นที่รองรับน้ำจากที่อื่น ก่อนจะไหลลงสู่อ่าวไทย แต่หากระบายไม่ทันก็จะกลายเป็นน้ำท่วมในตัวเมือง เช่นเมื่อคราวพายุไต้ฝุ่นเกย์ ในปี 2532 และพายุโซนร้อนซีต้า ในปี 2540 ซึ่งทำให้ในตัวเมืองชุมพรมีน้ำท่วมสูง ประชาชนได้รับความเดือดร้อนมากมาย สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล และใช้เวลานานในการฟื้นฟูเมืองให้กลับมาเป็นเหมือนเก่าก็เลยพระองค์มีพระราชดำริในการขดคลองให้แล้วเสร็จภายในเวลาหนึ่งเดือนก่อนที่พายุมาถึงรายงาน พระองค์ท่านจึงมีพระราชกระแสรับสั่งผ่านผู้อำนวยการกองงานส่วนพระองค์  ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรควบคุมเร่งรัดให้การขุดคลองส่วนที่เหลือให้แล้ว เสร็จใน ๓๐ วันให้ได้ โดยทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ จำนวน  ๑๘  ล้านบาท ผ่านมูลนิธิชัยพัฒนาให้กรมชลประทานยืมไปดำเนินการเพื่อการนี้
. การพัฒนาต้องเป็นไปตามขั้นตอน ตามลำดับความจำเป็น ประหยัด เพื่อให้มีรากฐานที่มั่นคงก่อน แล้วจึงดำเนินการเพื่อความเจริญก้าวหน้าในลำดับต่อๆ ไป ทรงเน้นการพัฒนาที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน เช่น ระหว่างการขุด คลอง โดยได้พระราชทานพระราชทรัพย์ผ่านมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ให้ก่อ สร้าง ทางเบี่ยงดังกล่าว พร้อมทั้งพระราชทานชื่อว่า ถนน ราชประชาร่วมใจ”   และได้ใช้ประตูระบายน้ำ ราชประชานุเคราะห์  ๑  ที่ได้สร้างไว้แล้วระบายน้ำออกจากหนองใหญ่ เพื่อเตรียมรับน้ำหลากที่จะ มาพร้อมกับพายุไต้ฝุ่นลินดา ทำให้น้ำไม่ท่วมในตัวเมืองชุมพรและพื้นที่ใกล้เคียง พสกนิกรชาวเมือง ชุมพรจึงรอดพ้นจากอุทกภัยที่เกิดจากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่นครั้งนั้น เมื่อเห็นว่าหนองใหญ่สามารถเป็นแก้มลิงที่มีประสิทธิภาพ แล้ว จึงทรงมี พระราชดำริให้เร่งปรับปรุงพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่เป็นแก้มลิงที่สมบูรณ์แบบได้
. การพึ่งตนเอง การพัฒนาตามแนวพระราชดำริ เพื่อแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นด้วยการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้มีความแข็งแรงที่จะมีแนวคิดในการดำรงชีวิตต่อไป ขั้นต่อไปก็คือการพัฒนาให้ประชาชนสามารถอยู่ในสังคมได้ตามสภาพและสามารถพึ่งตนเองได้ในที่สุด
โครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่นี้นอกจากจะช่วยป้องกันปัญหาน้ำท่วมแล้ว  ยังมีประโยชน์ในด้านอื่นที่ได้รับจากโครงการอีกหลายประการ อาทิ เช่น การใช้น้ำเพื่อการเกษตรในหน้าแล้ง การใช้น้ำในการผลักดันน้ำ เค็ม   การใช้น้ำสำหรับการอุปโภคและบริโภคสำหรับชุมชนเมืองชุมพร เป็นแหล่ง เพาะพันธุ์สัตว์น้ำ ฯลฯ ทำให้ประชาชนสามารถประกอบอาชีพการงานต่อไปได้ด้วยตัวเองด้วยไม่มีผลกระทบจากธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม หรือ ขาดน้ำในการทำการเกษตรในฤดูแล้ง
๔. การอนุรักษ์ และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ ทรงมุ่งที่จะให้มีการพัฒนาและการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายให้กลับคืนสู่สภาพเดิม เพื่อเป็นรากฐานที่สำคัญของการพัฒนาประเทศในระยะยาวโดยการส่งเสริมให้ราษฎรรู้จักการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด อย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด ถูกต้องตามหลักวิชาการเพื่อประโยชน์ในระยะยาว ซึ่งเป็นการพัฒนาแบบยั่งยืนนั่นเอง
๖.๒ หลักธรรมของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริตามแนวพุทธ
จากข้อสังเกตเก็ดที่ผู้เขี่ยนได้ศึกจากโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริจะเห็นได้ว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่พระองค์องค์ทรงเป็นผู้ที่ประเสริฐยิ่งในการวาวาวแผน การแก้ปัญหา ต่างๆ นานาของ อนาประชาราษฎร โดยทรงใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในการแก้ปัญหาเช่นหลักอริยสัจจ์ ๔
หลักอริยสัจจ์ ๔ สามารถพัฒนาแบบยั่งยืนได้อย่างไรนั้นต้องมาดูก่อนว่าก่อนที่จะมาพัฒนานั้นเพราะอะไร ทำจึงต้องพัฒนา วิธีการพัฒนาที่จะต้องให้ยั่งยืนโดยไม่มีความเบียด ไม่มีผลกระทบตามที่หลังได้อย่างไร...ถ้าอธิบายตามหลักอริยสัจจ ๔ จะครอบคลุมได้ ตั้งแต่ต้นเหตุจนถึงผลที่ตามมา
หลักอริยสัจจ์ ๔[๓]
อริยสัจจ์เป็นความจริงอันประเสริฐ ความจริงอันห่างไกลจากกิเลสความจริงของพระอริยเจ้า ได้แก่
๑.     ทุกข์ สภาพที่ทนได้ยาก
๒.     สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์
๓.     นิโรธ ความดับทุกข์
๔.     มรรค ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ มีองค์ ๘
๑.     สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นชอบ
๒.     สัมมาสังกัปปะ คือ ความดำริชอบ
๓.     สัมมาวาจา คือ เจรจาชอบ
๔.     สัมมากัมมันตะ การกระทำชอบ
๕.     สัมมาอาชีวะ คือ การเลี้ยงชีพในทางที่ชอบ
๖.     สัมมาวายามะ คือ ความพยายามในทางที่ชอบ
๗.     สัมมาสติ คือ การระลึกชอบ
๘.     สัมมาสมาธิ คือ การตั้งใจชอบ
๑. ทุกข์ ถ้าพูดตามสภาวธรรมนั้นก็คือเป็นสภาวะที่ทนได้ยาก แต่เมื่ออธิบายสำหรับโครงการพัฒนาโครงตามพระราชดำริของพระองค์นั้นหมายถึงความยากลำบากของพสกนิกร ถ้าพูดถึงโครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ “คลองหัววังพนังตัก” จ.ชมพร นะเห็นว่าทุกข์ประชาชนในจังหวัดนี้คือ ความเดือดร้อนอันเนื่องมาจากอุทกภัย หรือภัยแล้ว เช่นเมื่อมีพายุโซนร้อนซีต้าในปี ๒๕๔๐ ซึ่งทำให้ในตัวเมืองชุมพรมีน้ำท่วมสูง ประชาชนได้รับความเดือดร้อนมากมาย สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาลนี้แหละเป็นทุกข์
๒. สมุทัยเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ คือเนื่องจากภูมิประเทศจังหวัดชมพรเป็นที่ราบลุ่ม ด้านทิศตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือมีภูเขาสูง ทำให้กลายเป็นที่รองรับน้ำจากที่อื่น ก่อนจะไหลลงสู่อ่าวไทย แต่หากระบายไม่ทันก็จะกลายเป็นน้ำท่วมในตัวเมืองเป็นเหตุก่อให้ประชาชนเดือดร้อนรองทุกข์ทรมาร
๓. นิโรธเป็นทางดับทุก คือ โครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามพระราชดำริ เป็นแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯในการทำแก้มลิงธรรมชาติ บริเวณหนองใหญ่ สามารถที่จะละบายนำออกสู่อ่าวไทยได้ในฤดูน้ำหลากหรือหน้าฝนและสามารถกักเก็บน้ำได้เพียงพอต่อการบรรเทาปัญหาอุทกภัย และเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง
๔. มรรค ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ มีองค์ ๘ แนวทางหรือกระบวนการแก้ปัญหาของประชาชนด้วยการดำเนินการดังต่อไปนี้
๑) สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นชอบ คือเห็นว่าทุกข์ของประชาชนที่ประสบนั้นเป็นหาที่จะต้องแก้ไข หรือหาทางในการช่วยบรรเทาเพื่อความอยู่เย็นเป็นประชาชน
๒. สัมมาสังกัปปะ คือ ความดำริชอบเป็นความคิดที่ประกอบด้วยความเมตตาปราภนาดี มุ่งคิดในสิ่งที่ดีงาม เป็นประโยชน์เกื้อกูล หวังความสุขความเจริญของผู้อื่นเป็นที่ตั้ง
๓. สัมมาวาจา คือ เจรจาชอบ ไม่พูดเท็จ พูดดี มีเหตุผล คือ ไม่ได้พูดโกหกหลอกลวง พูดแต่คำจริง เช่นว่าจะสร้างคลองเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาของประชาชนแล้วก็ทำจริง
๔. สัมมากัมมันตะ การกระทำชอบ เวลาทำคือทำด้วยปัญญา คือไม่มีความเบียดกัน ระหว่างคนในชมชน หรือระหว่ามนุษย์กับธรรมชาติแวดล้อม
๕. สัมมาอาชีวะ คือ การเลี้ยงชีพในทางที่ชอบ ในตรงนี้คือพระองค์เน้นให้ประชาชนอยู่อย่างมีความสุขด้วยการประอาชีพต่างเช่นเมือมีคลองแล้วน้ำก็ไม่ท่วม และก็ไม่ขาด สามารถที่จะเพาะปลูกพืช ทำไร่ ทำนาได้ ในการเลี้ยงชีพของตัวเอง ถ้าคนสามารถอยู่ด้วยตนเองก็จะไม่ก่อปัญหาต่อสังคมบ้านเมือง ก็จะอยู่กันอย่างมีความสุข
๖. สัมมาวายามะ คือ ความพยายามในทางที่ชอบ ได้แก่การที่ทรงพยายามที่จะสร้างคลองนั้นให้เสร็จในเวลาเพียง ๓๐ วันให้ได้ เพราะเห็นว่า ทุกข์ของประชาชน อุทกภัยที่ทำให้ประชาชนเสียหายทรัพย์สมบัติ หรืออาจจะถึงชีวิตได้
๗. สัมมาสติ คือ การระลึกชอบคือพระองค์ทรงมองว่า จ.ชมพรเป็นที่หนึ่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัยแทบจะทุกปี ด้วยภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม ทำน้ำไหล่จากที่อื่นมา โดยไม่มีการละบายออก ไปสู่ทะเลทัน เมื่อน้ำมาน้ำก็ท่วม เมื่อถึงหน้าแล้ง ก็ไม่มีน้ำที่จะกินที่จะใช้ เป็นปัญหามากก็เลยมีโครงการนี้ขึ้น
๘. สัมมาสมาธิ คือ การตั้งใจชอบ คือความตั้งใจมุ่งมั่นของพระองค์ในการขจัดทุกข์บำรุงสุข ให้ราษฎร ด้วยการพระดำริพัฒนาโครงการคลองหัววังพนังตัก จนถึงความสำเร็จอย่างที่พระองค์ทรงตังพระหทัยไว้
เมื่อมีการพัฒนาโดยใช้หลักของอริยสัจจแล้วรับร้องว่าเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนและตรงต่อเหตุด้วย เพราะรู้ว่าสิ่งที่เป็นทุกข์สิ่งที่ต้องพัฒนานั้นคืออะไร เหตุเกิดจากอะไร(ทุกข์) ในการพัฒนา(สมุทัย) และการพัฒนาอย่างไรจึงได้ตรงต่อเป้าหมาย เพื่อที่จะให้คนได้รับประโยชน์โดยตรง (นิโรธ) กราบวนดำเนินการต่างในการพัฒนาเราต้องคำหนึ่งถึงความถูกต้อง สุจริต เป็นไปเพื่อพัฒนาสร้างสรรค์ โดยไม่ได้เกิดจากิเลสตัณหา (มรรค)
๖.๓ การพัฒนาที่ยั่งยืนตามแนวพระธรรมปิฎก (..ปยุตฺโต)
พระธรรมปิฎก (..ปยุตฺโต) แสดงหลักพุทธธรรมเรื่องความพอใจแบบฉันทะ[๔]ในเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยเน้นฉันทะใช้แก้ปัญหาในส่วนที่สำคัญในความหมายของเศรษฐกิจอันเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้การพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติไม่บรรลุความสำเร็จได้โดยตั้งข้อสังเกตว่าลักษณะของเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ไว้ ดังนี้
) ยอมรับว่ามนุษย์มีความต้องการไม่มีขีดจำกัด และความต้องการมีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคนเหมือนกันแก้ไขไม่ได้ มีความตั้องการในระดับไม่เท่ากัน ได้แก่ ความต้องการ (want) อุปสงค์ (demand) จำเป็น (need) ความอยาก (desire)
) เศรษฐศาสตร์มุ่งสนองเร่งเร้าความต้องการเป็นกำลังซื้อดังนั้นยิ่งมีความอยากมากเกิดผลกำไรมาก ในทางอุตสาหกรรมการผลิตอันสวนทางกับการพัฒนาระบบนิเวศวิทยาทั้งระบบหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาแยกความต้องการของมนุษย์ได้ครบถ้วนชัดเจนว่า ความต้องการมี ๒ แบบ คือ ตัณหา และ ฉันทะ
พระธรรมปิฎก (..ปยุตโต) อธิบายว่า พระพุทธศาสนามองว่ามนุษย์มีความต้องการที่รุนแรงและขอบเขตของความต้องการเป็นสภาพสัมพัทธ์ต่างกันออกไปตามระดับการพัฒนามนุษย์ ตัณหาแก้ไขลดลงได้จนกระทั่งในระดับไม่เหลือเลยด้วย ฉันทะ องค์ธรรมที่เป็นตัวปรับเปลี่ยนความต้องการของมนุษย์ เป็นตัวอำนวยประโยชน์ปรับอัตราการพัฒนาเศรษฐกิจกับทรัพยากรธรรมชาติของระบบนิเวศได้
ฉันทะ หมายถึง ความพอใจ ชอบใจ ยินดี ความร่วมความคิดความเห็นกัน[๕]ธรรมะที่ประกอบจิตมีความพอใจในอารมณ์ เป็นองค์ธรรมข้อแรกแห่งอิทธิบาท ๔ มีความหมายของนัยองค์ธรรมข้อแรกแห่งอิทธิบาท ๔ [๖]คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย ได้แก่
) ฉันทะ ความพอใจ คือ ความต้องการที่จะทำ ที่หมายถึงความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ได้ผลดียิ่งๆ ขึ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่
หวังสิ่งตอบแทนในการที่ได้ทำอย่างมีฉันทะนี้[๗]
) วิริยะ ความเพียร คือ ขยันหมั่นเพียรประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข็มแข็ง อดทน เอาธุระไม่ท้อถอย
) จิตตะ ความคิดมุ่งไป คือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำและทำสิ่งนั้นด้วยความคิดเอาจิตฝักใฝ่ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอย อุทิศตัวอุทิศใจให้แก่สิ่งที่ทำ
) วิมังสา ความไตร่ตรอง หรือทดลอง คือ หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจตราหาเหตุผลและตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง

สรุป
จากการพัฒนาโครงการอันเนื่องจากพระราชดำริ “คลองหัววังพนังตัก” ถือว่าเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนเพราะ คลองที่สร้างขึ้นนั้นสามารถช่วยให้คนในชมชนไม่ต้องมาประสบกับปัญหาต่างๆ ทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม หรือไม่มีน้ำ ที่สำคัญก็คือว่าสำหรับโครงการที่พัฒนานี้ไม่ได้มีผลกระทบใดใด ทั้งสิ้นแม่แต่คนหรือสิ่งแวดลอม และแถมยังช่วยให้ประชาชนในจังหวัดชมพรมีการงานอาชีพเพิ่มขึ้นจากสร้างคลองนี้ ไม่จะเป็นการทำไร่ ทำนา เลี้ยงปูเลี้ยงปลาเป็นต้น


บรรณานุกรม

UNFPA United Nations Fund for Population Activities. Population, Resources and the Environment: The Critical Challenges. (U.S.A. Automated Graphic Systems,1991)
ปรีชา เปี่ยมพงศ์สาสนต์. เศรษฐศาสตร์สีเขียวเพื่อชีวิตและธรรมชาติ. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2539 .
พระญาณสุนทร ธรรมภาคปฏิบัติ ๒ โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พิมพ์ครั้งที่ ๔,กรุงเทพมหานคร: ๒๕๕๑.
พระธรรมปิฎก (..ปยุตฺโต), การพัฒนาที่ยั่งยืน,พิมพ์ครั้งที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร :สำนักพิมพ์ มูลนิธิพุทธธรรม, ๒๕๔๑.
าชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมไทย ฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน พ..๒๕๒๕, พิมพ์ครั้งที่๕, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท อักษรเจริญทัศน์ อจท. จำกัด, ๒๕๓๘
พระพรหมคุณาภรณ์ (..ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๑๙, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท เอส.อาร์.พริ้นติ้ง แมส โปรดักส์ จำกัด, ๒๕๕๓), หน้า ๑๖๐.
พระธรรมปิฎก (..ปยุตฺโต),การพัฒนาที่ยั่งยืน, (กรุงเทพมหานคร :สำนักพิมพ์ มูลนิธิ
พุทธธรรม, ๒๕๓๙), หน้า ๑๗๐, พระพรหมคุณาภรณ์ (..ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับ
ประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๑๙, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท เอส.อาร์.พริ้นติ้ง แมส โปรดักส์ จำกัด, ๒๕๕๓),
            นางสุทธิพร รัตนธร ศรัทธา ศึกษาการพัฒนาที่ยั่งยืนแนวพุทธในทัศนะของพระธรรมปิฎก (.. ปยุตฺโต)วิทยานิพนธ์ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาพระพุทธศาสนา, บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๕๓.











[๑] UNFPA United Nations Fund for Population Activities. Population, Resources and the Environment: The Critical Challenges. (U.S.A. Automated Graphic Systems,1991) P. 120.
[๒] ปรีชา เปี่ยมพงศ์สาสนต์. เศรษฐศาสตร์สีเขียวเพื่อชีวิตและธรรมชาติ. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2539 . 221.
[๓] พระญาณสุนทร ธรรมภาคปฏิบัติ ๒ โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พิมพ์ครั้งที่ ๔,กรุงเทพมหานคร: ๒๕๕๑.
[๔] พระธรรมปิฎก (..ปยุตฺโต), การพัฒนาที่ยั่งยืน, หน้า ๑๗๐.
[๕] าชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมไทย ฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน พ..๒๕๒๕, พิมพ์ครั้งที่๕, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท อักษรเจริญทัศน์ อจท. จำกัด, ๒๕๓๘), หน้า ๒๔๗.
[๖] พระพรหมคุณาภรณ์ (..ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์
ครั้งที่ ๑๙, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท เอส.อาร์.พริ้นติ้ง แมส โปรดักส์ จำกัด, ๒๕๕๓), หน้า ๑๖๐.
[๗] พระธรรมปิฎก (..ปยุตฺโต),การพัฒนาที่ยั่งยืน, (กรุงเทพมหานคร :สำนักพิมพ์ มูลนิธิ
พุทธธรรม, ๒๕๓๙), หน้า ๑๗๐, พระพรหมคุณาภรณ์ (..ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับ
ประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๑๙, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท เอส.อาร์.พริ้นติ้ง แมส โปรดักส์ จำกัด, ๒๕๕๓),
หน้า ๑๖๐,๒๗๘.

No comments: