พุทธจริยศาสตร์กับการพัฒนาสเต็มแซลล์



บทที่ ๑ บทนำ
๑.๑ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
            ที่จริงแล้ว Stem Cell ไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ ได้เริ่มต้นศึกษาวิจัย Stem Cell มาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๓ แต่สังคมไทยเพิ่งจะมาตื่นตัวเรื่องนี้อย่างจริงจังเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง ประเด็นสำคัญที่นำมาถกเถียงในเรื่องนี้ก็คือ จริยธรรม ในการทดลอง เพราะการทดลองมีความเกี่ยวเนื่องกับชีวิตที่เกิดใหม่ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้นำเอาเซลล์ส่วนหนึ่งมาวิจัย แล้วต้องทำลายเซลล์ส่วนที่เหลือ ทำให้ชีวิตที่เริ่มต้นใหม่ต้องขาดสูญไป จึงกลายเป็นประเด็นที่นำมาถกเถียงกันในวงการวิทยาศาสตร์ว่า ชีวิตเริ่มต้นขึ้นเมื่อไร จะเป็นการล่วงละเมิดสิทธิของชีวิตเกิดใหม่หรือไม่ ควรหรือไม่ควรที่จะคุ้มครองชีวิตนั้น ควรหรือไม่ควรที่จะรักษาสิทธิของชีวิตนั้น ความคิดเห็นทางการแพทย์ว่าอย่างไร กฎหมายแต่ละประเทศว่าอย่างไร องค์การศาสนามีความคิดเห็นอย่างไร ทั้งหมดนี้เป็นประเด็นที่จะต้องนำมาศึกษาอย่างละเอียดอ่อน พิถีพิถัน
ในประเด็นทั้งหมดเหล่านี้ พุทธศาสนามีคำตอบอย่างชัดเจน โดยพุทธศาสนามองที่จุดแรกก่อนว่า มนุษย์เริ่มต้นเมื่อไร เมื่อได้คำตอบแล้วก็จะทำให้รู้ว่า การทำวิจัย Embryonic Stem Cell หรือ สเต็มเซลล์จากตัวอ่อนมนุษย์ นั้น ผิดหรือไม่ผิดจริยธรรมทางศาสนา เพราะฉะนั้นในเรื่องการวิจัย  Embryonic Stem Cell นี้ เป็นเรื่องที่น่าศึกษา กระผมจึงได้นำเรื่องนี้เสนอต่ออาจารย์ผู้สอนและได้รับการอนุมัติให้ศึกษา จึงได้พยายามค้นหาความจริงในเรื่องนี้ โดยมีคำตอบให้อย่างชัดเจนในทุกประเด็นที่กล่าวมาแล้วข้างต้น.

๑.๒ วัตถุประสงค์ของการวิจัย
๑.         เพื่อศึกษาเรื่องสเต็มเซลล์ในพระพุทธศาสนา
๒.         เพื่อศึกษาเรื่องจริยธรรมทางพระพุทธศาสนาเกี่ยวกับสเต็มเซลล์

๑.๓ ขอบเขตของการวิจัย
ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยอาศัยหลักฐานข้อมูลในพระไตรปิฎก และอรรถกถาฎีกาที่เกี่ยวข้อง นอกจากนั้นในด้านรายละเอียดของการอธิบาย ผู้วิจัยจะได้เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารที่เขียนโดยนักวิชาการทั่วไปแล้วนำเสนอในรูปแบบ ของการเรียบเรียงเอกสารตามนัย และกรอบของการวิจัย เพื่อให้ได้ความสมบูรณ์มากที่สุด

๑.๔ คำจำกัดความ
จริยธรรม คือหลักการประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นคนดีและเป็นกฎเกณฑ์ความประพฤติของมนุษย์ที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติของมนุษย์ คือ ความเป็นผู้มีเหตุผลทำให้มนุษย์มีมโนธรรม รู้จักไตร่ตรองแยกแยะ ความดี-ความชั่ว ความถูก-ความผิด อะไรควร-ไม่ควรทำให้เกิดการควบคุมตนเองและกลุ่มหรือศีลธรรมเฉพาะกลุ่ม
สเต็มเซลล์ (Stem Cells) หรือที่เรียกว่าเซลล์ต้นกำเนิด เป็นเซลล์อ่อนที่พร้อมจะเจริญ-เติบโต แบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ และเปลี่ยนแปลงเพื่อไปทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง

๑.๕ วิธีดำเนินการวิจัย
ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเกี่ยวกับเอกสาร ซึ่งมีวิธีการดำเนินการวิจัยตามกรอบของการศึกษาวิเคราะห์บทบาทของเศรษฐีต่างที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา ดังนี้
๑.๖.๑ รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสเต็มเซลล์หรือเซลล์ต้นกำเนิดที่มีการศึกษาหรือทำการวิจัยของประเทศต่างๆ ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึง ณ ปัจจุบัน
๑.๖.๒ ศึกษาแปล และวิเคราะห์ข้อมูล
๑.๖.๓ เรียบเรียงและนำเสนอผลการวิจัย

๑.๖ ประโยชน์ที่ขาดว่าจะได้รับ
๑. ทำให้ทราบเรื่องสเต็มเซลล์ในพระพุทธศาสนา
๒. ทำให้ทราบเรื่องจริยธรรมใจพระพุทธศาสนาเกี่ยวกับสเต็มเซลล์






บทที่ ๒ หลักพุทธจริยธรรม
.๑ ความหมายของจริยธรรม
พระธรรมปิฎก (..ปยุตฺโต) ได้ให้คำจากัดความจริยธรรมไว้ว่า จริย+ธรรม คำว่าจริยมาจากภาษาบาลี รากศัพท์เดิมคือ จรฺ หรือ จร แปลว่าเที่ยวไปหรือเดินทาง จริย จึงแปลว่าการเที่ยวไป การดำเนินไปหรือการเดินทาง ในภาษาไทยนั้นเอาคำว่าประพฤติ ไปทำเป็นคำแปลของคำว่าจริยะ” “จริยา” “จรรยาและจริยธรรมและเอาคำว่าจริยธรรมมาเป็นศัพท์บัญญัติสำหรับแปลคำว่า “Ethics” จริยะ จริยา และจริยธรรมก็เลยมีความหมายแคบลงเท่าๆกับคำว่า ศีลธรรมหรือบางทีใช้เป็นคำแทนของคำว่าศีลธรรมไป เพราะคำว่า “ethics” ก็ดี ความประพฤติอย่างที่ใช้ในภาษาไทยก็ดี เป็นเรื่องในระดับที่เรียกว่าศีลทั้งสิ้น แต่คำว่า จริยะ จริยา ตลอดจนจริยธรรม มีความหมายกว้างขวางกว่านั้น คือหมายถึงการดำเนินชีวิต ความเป็นอยู่ การยังชีวิตให้เป็นไป การครองชีวิตการใช้ชีวิต การเคลื่อนไหวของชีวิตทุกด้านทุกแง่ทุกระดับ ทั้งทางกาย ทางวาจา ทางใจ ทั้งด้านส่วนตัว ด้านสังคม ด้านอารมณ์ ด้านจิต ด้านปัญญา [๑]
พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) ได้ให้ความหมายจริยธรรมไว้ว่า คำว่าจริยธรรมแยกออกเป็น จริย+ธรรม คำว่าจริยะ หมายถึง ความประพฤติหรือกิริยาที่ควรประพฤติ ส่วนคำว่าธรรมมีความหมายหลายอย่าง เช่น คุณความดี หลักคำสอนของศาสนา หลักปฏิบัติ เมื่อนำคำทั้งสองมารวมกันเป็นจริยธรรมจึงได้ความหมายตามตัวอักษรว่าหลักแห่งความประพฤติหรือแนวทางของการประพฤติ[๒]
ไสว มาลาทอง ได้ให้ความหมายของคำว่าจริยธรรมไว้ว่า คำว่าจริยธรรม มาจากคำ ๒ คำ คือ จริย+ธรรม ซึ่งแปลตามศัพท์คือ จริยะ แปลว่า ความประพฤติ กิริยาที่ควรประพฤติ ธรรม แปลว่า คุณความดี คำสั่งสอนในศาสนา หลักปฏิบัติในทางศาสนา ความจริง ความยุติธรรม ความถูกต้อง กฎเกณฑ์ เมื่อนำเอาคำว่า จริยะ มาต่อกับคาว่าธรรม เป็นจริยธรรม แปลเอาความหมายว่า กฎเกณฑ์แห่งความประพฤติหรือหลักความจริงที่เป็นแนวทางแห่งความประพฤติปฏิบัติ [๓]
.ดร.สาโรช บัวศรี ได้ให้ความหมายของคำว่า จริยธรรม ไว้ว่า จริยธรรมได้แก่ความดีในระดับต่างๆ ที่สังคมหรือบุคคลจาเป็นต้องยึดมั่นถือมั่น [๔]
อิมมานูเอล ค้านท์ (Immanual Kant: B.C. 1724) ได้เสนอว่าการปฏิบัติตามหลักจริยธรรม เป็นสิ่งที่มีคุณค่า เพราะเป็นเจตนาที่ดี เกิดจากการตั้งใจจริง หรือมูลเหตุจูงใจที่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง การกระทำสิ่งที่ถูกต้องเป็นสิ่งสากล โดยเริ่มที่เหตุจูงใจที่ดี เป็นเงื่อนไขให้เกิดการกระทำความดี และผลจากการกระทำนั้นก็จะเป็นผลดี สิ่งที่มีคุณค่าสูงสุดในทางจริยธรรมต้องมีลักษณะเป็นสากล เป็นลักษณะการกระทำตามหน้าที่ และการให้ความเคารพยำเกรง จึงมีเงื่อนไข มีความเด็ดขาดอยู่ในตัว[๕]
จอห์น สจวต มิลล์ (John Stuart Mill: B.C. 1806) ได้สรุปทฤษฎีทางศีลธรรมไว้ว่า ทฤษฎีทางศีลธรรมนั้นจะต้องบอกได้ว่าเราควรทำอะไร หรือการกระทำอะไรที่ถูกต้องชอบธรรมทางศีลธรรมหรือหน้าที่ทางศีลธรรมของเราคืออะไร [๖]
จอห์น รอลส์ (John Rawls: B.C. 1921) ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับจริยธรรมว่า ศีลธรรมจริยธรรมเป็นสิ่งที่มนุษย์เลือกเพื่อเป็นแนวทางในการร่วมมือกันของมนุษย์ และเพื่อช่วยให้ชีวิตในชุมชนหรือสังคมเป็นไปได้อย่างราบรื่น แน่นอนในสังคมจริงนั้นจะมีพลังอำนาจและแรงกดดันอื่นๆเข้ามากำหนดจริยธรรมหรือศีลธรรมของสังคม [๗]
จริยธรรมสัมพันธ์กับความจริงที่มีอยู่ตามธรรมชาติ หรือมีกฎธรรมชาตินั่นเองเป็นพื้นฐาน กล่าวคือ เป็นการนำเอาความรู้เกี่ยวกับกระบวนธรรมที่เป็นไปอยู่เองตามธรรมดาแห่งเหตุปัจจัยมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่มนุษย์ โดยจัดวางลงเป็นระบบวิธีประพฤติปฏิบัติ หรือแบบแผนการดำเนินชีวิตที่จะให้ได้ผลดีสอดคล้องกับความเป็นจริงที่เป็นไปตามธรรมชาตินั้น [๘]
พระธรรมปิฎก (..ปยุตฺโต) ได้ให้ความหมาย คำว่าพุทธ เมื่อรวมกับคำว่า จริยธรรมคือ ระบบความประพฤติปฏิบัติ ที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความจริงของธรรมชาติเป็นพื้นฐาน ซึ่งเป็นไปเพื่อบรรลุประโยชน์ที่พึงมุ่งหมายของชีวิต และอำนวยให้เกิดสภาพชีวิตสภาพสังคมที่เกื้อกูลแก่การบรรลุจุดหมายเช่นนั้น พูดให้สั้นอีกหน่อยว่าแนวทางการดำเนินชีวิตอิงสัจธรรมเพื่อบรรลุประโยชน์ที่พึงมุ่งหมายของชีวิตและสร้างสรรค์สภาพชีวิตที่เกื้อกูลแก่การบรรลุจุดหมายเช่นนั้น [๙]
พุทธจริยธรรมจึงมีความหมายว่า เป็นระบบการดำเนินชีวิตที่ดีงามหรือระบบการประพฤติปฏิบัติ ตามหลักธรรมทั้งหมดของพระพุทธศาสนาเพื่อให้บรรลุจุดหมายคือ ความสุขในการดำเนินชีวิต สามารถประพฤติปฏิบัติตนให้สามารถอยู่ในสังคมได้ด้วยการครองชีวิตที่ประเสริฐ มีคุณธรรมในจิตใจรู้จักแยกแยะสิ่งที่ดีงาม ถูกหรือผิด ควรหรือไม่ควร ตลอดจนพัฒนาตนเองตามแนวทางของพระพุทธศาสนา จนบรรลุความสุขในระดับต่างๆ ตั้งแต่ความสุขขั้นพื้นฐานจนเข้าถึงการบรรลุความสุขขั้นสุดท้ายที่เรียกว่า ความสุขในนิพพาน[๑๐]
จากการให้ความหมายดังกล่าวสรุปได้ว่า จริยธรรมเป็นเรื่องของการประพฤติที่เกิดขึ้นมาจากภายในจิตใจและแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมที่ดีงาม เหมาะสมกับเวลาโอกาสและสถานที่ปรับปรุงตัวเองให้เข้ากับเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างพอดี เรียกได้ว่า จริยธรรมควบคุมพฤติกรรม ทำให้เกิดพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความสุขทั้งแก่ตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ
.๒ ประเภทของพุทธจริยธรรม
ในสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าทรงส่งสาวกไปประกาศศาสนาครั้งแรกจำนวน ๖๑ รูป จุดประสงค์เพื่อประโยชน์ของคนทั่วไปดังพุทธพจน์ว่าภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเที่ยวไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่คนเป็นจานวนมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายเธอทั้งหลายจงแสดงธรรมที่งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง และงามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถะ พร้อมทั้งพยัญชนะ อันบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง[๑๑] ตามนัยนี้มีท่านผู้รู้ได้จัดระดับและประเภทของจริยธรรมได้ดังต่อไปนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์วีระ สมใจ ได้แบ่งประเภทของจริยธรรมไว้เป็น ๓ ระดับ คือ
() จริยธรรมระดับพื้นฐานได้แก่ เบญจศีล เบญจธรรม
() จริยธรรมระดับกลางได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐
() จริยธรรมระดับสูงได้แก่ มรรคมีองค์ ๘ [๑๒]
ไสว มาลาทอง ได้แบ่งประเภทของจริยธรรมไว้เป็น ๓ ขั้น ดังนี้ () จริยธรรมขั้นมูลฐาน ได้แก่ศีล ๕ () จริยธรรมขั้นกลางได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐ () จริยธรรมขั้นสูงได้แก่ อริยสัจธรรม ๔ มรรคมีองค์ ๘ ปฏิจจสมุปบาท [๑๓]
สุชีพ ปุญญานุภาพ ได้แบ่งประเภทของจริยธรรมออกเป็น ๓ ระดับ คือ () จริยธรรมขั้นต้นได้แก่ เบญจศีล เบญจธรรม () จริยธรรมขั้นกลางได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐ () จริยธรรมขั้นสูงได้แก่ มรรคมีองค์ ๘
จากการแบ่งประเภทของจริยธรรมดังกล่าวสรุปได้ว่า จริยธรรมแบ่งเป็น ๓ ระดับ คือ จริยธรรมขั้นมูลฐาน ได้แก่ศีล ๕ จริยธรรมขั้นกลางได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐ จริยธรรมขั้นสูงได้แก่ มรรคมีองค์ ๘ และผู้วิจัยเห็นว่ายังมีจริยธรรมที่เป็นการปฏิบัติในชีวิตประจาวันจึงได้แบ่งจริยธรรมเป็น ๔ ระดับ ดังนี้[๑๔]
 () จริยธรรมขั้นมูลฐานได้แก่ ศีล ๕
() จริยธรรมขั้นกลางได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐
() จริยธรรมขั้นสูงได้แก่ มรรคมีองค์ ๘
() จริยธรรมในชีวิตประจาวันได้แก่ ธรรมคุ้มครองโลก ๒ พรหมวิหาร ๔ อิทธิบาท ๔ ทิศ ๖ และมงคล ๓๘ ประการ
..๑ จริยธรรมขั้นมูลฐาน หมายถึง จริยธรรมที่เป็นข้อปฏิบัติเพื่อห้ามมิให้ละเมิดทางกาย วาจา ปฏิบัติเพื่อให้กาย วาจา เป็นปกติ เป็นกฎเกณฑ์ทางสังคมชาวพุทธ ปฏิบัติเพื่อบรรลุความสุขขั้นต้นของชีวิตเป็นข้อปฏิบัติเบื้องต้น เป็นพื้นฐานของชีวิตมนุษย์ ได้แก่ ศีล ๕ ซึ่งผู้วิจัยจะได้นำเสนอเนื้อหาของศีล ๕ ดังต่อไปนี้
ศีล ๕[๑๕] หรือ เบญจศีล หมายถึง ความประพฤติชอบทางกายและวาจา, การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย, การรักษาปกติตามระเบียบวินัย, ข้อปฏิบัติในการเว้นจากความชั่ว, การควบคุมตนให้ตั้งอยู่ในความไม่เบียดเบียน ประกอบด้วย[๑๖]
) ปาณาติปาตา เวรมณี เว้นจากการปลงชีวิต, เว้นจากการฆ่าการประทุษร้ายกัน เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ในทางปฏิบัติหมายถึง ความประพฤติหรือการดำเนินชีวิตของตนโดยไม่เบียดเบียนชีวิต ร่างกายของผู้อื่นสัตว์อื่น แต่เป็นผู้มีจิตใจประกอบด้วยเมตตากรุณา มีความรักความหวังดีต่อกันเป็นพื้นฐาน บุคคลที่จะล่วงหรือผิดศีลข้อที่ ๑ ที่ว่าศีลขาดนั้น ต้องประกอบด้วยองค์ คือ ปาณาติบาตนี้มีองค์ ๕
. ปาโณ สัตว์มีชีวิต
. ปาณสญฺญิตา สำคัญว่าสัตว์มีชีวิต
. วธกจิตฺต จิตคิดจะฆ่า
. อุปกฺกโม พยายามจะฆ่า
. เตน มรณ สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น
เมื่อบุคคลกระทำลงไปประกอบด้วยองค์ ๕ ดังกล่าว ศีลข้อที่ ๑ นี้ก็จะขาด แต่ถ้าไม่ครบองค์ ก็เป็นเพียงด่างพร้อย หรือทะลุเท่านั้น ไม่ขาด
) อทินฺนาทานา เวรมณี เว้นจากการถือเอาของที่เขามิได้ให้, เว้นจากการลักโกง ละเมิดกรรมสิทธิ์ ทำลายทรัพย์สิน เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการลักทรัพย์ ในทางปฏิบัติหมายถึงความประพฤติหรือการดำเนินชีวิตของคนโดยไม่เบียดเบียนทรัพย์สิน และไม่ละเมิดกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น ด้วยการลักขโมย แต่ดำเนินชีวิตโดยมีอาชีพ สุจริต ยุติธรรมหาเลี้ยงชีพโดยชอบเรียกว่ามีสัมมาอาชีวะศีลข้อที่สองนี้จะขาดได้ต้องประกอบด้วยองค์ คือ อทินนาทานมีองค์ ๕ คือ
. ปรปริคฺคหิต ของนั้นมีเจ้าของหวงแหน
. ปรปริคฺคหิตสญฺญิตา ตนก็รู้ว่าของมีเจ้าของหวงแหน
. เถยฺยจิตฺต มีจิตคิดจะลัก
. อุปกฺกโม พยายามเพื่อจะลักให้ได้
. เตน หรณ ได้ของนั้นมาด้วยความพยายามนั้น
) กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณี เว้นจากการประพฤติผิดในกาม, เว้นจากการล่วงละเมิดสิ่งที่ผู้อื่นรักใคร่หวงแหน เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม หมายถึง ความประพฤติหรือการดำเนินชีวิตของตนโดยไม่เบียดเบียนผู้อื่นทางด้านคู่ครองและไม่ละเมิดกรรมสิทธิ์ในบุคคลผู้เป็นที่รักของผู้อื่น รวมทั้งไม่ผิดประเวณีทางเพศ ไม่ประพฤตินอกใจคู่ครองของตนเองแต่มีใจมั่นคงในคู่ครองของตน สามารถควบคุมอารมณ์ในเรื่องเพศได้ ศีลข้อนี้จะขาดได้ต้องประกอบด้วยองค์ คือ กาเมสุมิจฉาจารมีองค์ ๔ คือ
. อคมนียวตฺถุ หญิง (ชาย) ต้องห้าม
. ตสฺมิ เสวนจิตฺต จิตคิดจะเสพ
. เสวนปฺปโยโค ประกอบการเสพ
. มคฺเคน มคฺคปฺปฏิปตฺติ มรรคจรดกัน
) มุสาวาทา เวรมณี เว้นจากการพูดเท็จ โกหก หลอกลวง เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการพูดเท็จ เจตนางดเว้นจากการพูดเท็จในทางปฏิบัติหมายถึง ความประพฤติหรือการดำเนินชีวิตที่ปราศจากการเบียดเบียนผู้อื่นด้วยวาจาที่เป็นเท็จหลอกลวง อันเป็นสาเหตุตัดรอนหรือทำลายประโยชน์ของผู้อื่นแต่มีความซื่อสัตย์ มีสัจจะ รักษาสัจจะ พูดแต่คำจริง คำมีประโยชน์ สมานสามัคคี เท่านั้น ศีลข้อนี้จะขาดได้ต้องประกอบด้วยองค์ คือ มุสาวาทมีองค์ ๔ คือ
. อตฺถ วตฺถุ เรื่องไม่จริง
. วิส วาทนจิตฺต จิตคิดจะพูดเท็จ
. ตชฺโช วายาโม พยายามพูดออกไป
. ปรสฺสตทตฺถวิชานน คนอื่นเข้าใจเนื้อความนั้น
) สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี เว้นจากน้ำเมา คือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท, เว้นจากสิ่งเสพติดให้โทษ เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ในทางปฏิบัติหมายถึง ความประพฤติหรือการดำเนินชีวิตที่ปราศจากการเบียดเบียนตนเอง ด้วยการดื่ม สูบ ฉีด สิ่งเป็นพิษให้โทษแก่ร่างกาย คือ ยาเสพติดทุกประเภท อันเป็นเหตุให้เกิดความประมาทพลาดพลั้ง เกิดความมัวเมา เสียสติสัมปชัญญะและทำให้เสียคุณภาพความเป็นคน แต่มีสติระวังตัวมิให้ติดสิ่งเสพติดเหล่านั้น ทั้งสามารถควบคุมใจ ควบคุมอารมณ์มิให้เป็นทาสของสิ่งเหล่านั้นด้วย ศีลข้อนี้จะขาดได้ต้องประกอบด้วยองค์ คือ สุราเมรยมชฺชปมาทฎฺฐานา มีองค์ ๔ คือ
. มทนีย น้ำเมา
. ปาตุกมฺมยตาจิตฺต จิตคิดจะดื่มน้ำเมา
. ตชฺโช วายาโม พยายามดื่มน้ำเมา
. ปีตปฺปเสวน น้ำเมานั้นล่วงลาคอลงไป
เบญจศีล หรือศีล ๕ นี้เป็นหลักควบคุมความประพฤติหรือพฤติกรรมเบื้องต้นของมนุษย์ เป็นข้อกำหนดเท่าที่จำเป็นพอที่จะให้สังคมมนุษย์อยู่กันได้โดยปกติสุข มีชีวิตและทรัพย์สินปลอดภัยตามสมควร[๑๗]
..๒ จริยธรรมขั้นกลาง หมายถึง จริยธรรมที่เป็นทางแห่งความดี ที่จะนำผู้ประพฤติปฏิบัติไปสู่ความสุข ความเจริญ ได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐ ซึ่งผู้วิจัยจะได้นำเสนอเนื้อหาของกุศลกรรมบถ ๑๐ ดังต่อไปนี้
กุศลกรรมบถ ๑๐[๑๘] หมายถึง ทางแห่งกุศลกรรม, ทางทำความดี, กรรมดีอันเป็นทางนำไปสู่สุคติ ว่าโดยหัวข้อย่อ ดังนี้
. กายกรรม ๓ การกระทาทางกาย ประกอบด้วย [๑๙]
. ปาณาติปาตา เวรมณี[๒๐] เว้นจากปลงชีวิต งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ที่มีชีวิตให้ตาย และไม่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า สร้างจิตให้เมตตารักใคร่คน และสัตว์ดิรัจฉาน[๒๑] มีความปรารถนาอย่างจริงใจที่จะให้คน มีความปราศจากทุกข์โดยทั่วหน้ากัน มีความกรุณาสงสารคนและสัตว์ผู้ประสบความทุกข์ยากพร้อมทั้งงดเว้นการเบียดเบียนให้คนและสัตว์เดือดร้อน เช่น ทำให้อวัยวะ มีแขน ขา เป็นต้น ของคนและสัตว์ให้หักหรือพิการ หรือทรมานสัตว์ให้ได้รับความเหนื่อยยากลำบาก พลอยยินดีในเมื่อคนและสัตว์ได้ดี มีลาภ มียศ มีความสุข ความเจริญงดเว้นจากการอิจฉาริษยาคนแลสัตว์ที่ดีกว่าตนและตั้งจิตเป็นอุเบกขาวางเฉย
. อทินฺนาทานา เวรมณี เว้นจากถือเอาของที่เขามิได้ให้โดยอาการขโมย งดเว้นจากการลักขโมยสิ่งของ ๆ คนและสัตว์ และไม่ใช้ให้ผู้อื่นนั้นทำการลักขโมยและการไม่ทำการหลอกลวงให้ผู้อื่นต้องเสียทรัพย์และชื่อเสียงทาให้อับอาย
. กาเมสุ มิจฺฉาจารา เวรมณี เว้นจากประพฤติผิดในกาม งดเว้นจากการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย คือ ไม่ข่มขืน ทำลามกอนาจาร ทำการล่วงละเมิดสิทธิสตรีและบุรุษอื่น เรียกว่าไม่ทำชู้ในสามีและภรรยาของผู้อื่น พยายามถือสันโดษ ยินดีเฉพาะในภรรยาหรือสามีของตนเท่านั้น ไม่รักหญิงอื่นยิ่งกว่าภรรยาของตนแม้สิ่งของใด ๆ ของใคร ๆ ก็ไม่ถือโอกาสเอาไปใช้ หรือแตะต้องก่อนได้รับอนุญาตจากเจ้าของ โดยถือหลักว่า เมื่อไม่มีสิ่งที่ตัวชอบ จงชอบสิ่งที่ตัวมี
. วจีกรรม ๔ การกระทาทางวาจา ประกอบด้วย
. มุสาวาทา เวรมณี เว้นจากพูดเท็จ งดเว้นจากการพูดเท็จ คือ ไม่พูดโกหกหลอกลวงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดตามที่ตนพูด เช่น สิ่งใดที่เรารู้เราเห็น เมื่อเขาถาม เรากลับตอบว่าเราไม่รู้เราไม่เห็น และสิ่งใดที่เราไม่รู้ไม่เห็น แต่กลับตอบว่าเรารู้เราเห็น เป็นต้นเช่นนี้พยายามพูดแต่คำที่สัตย์จริง หากคำใดเราเห็นว่าพูดออกไปแล้วแม้เป็นความจริง แต่จะทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น เราก็งดเสียไม่พูดเลย เพราะถ้าไม่พูดคำจริงเราก็พูดเท็จ อันเป็นการทำให้เราเสียกุศลกรรมบถอันนี้
. ปิสุณาย วาจาย เวรมณี เว้นจากพูดส่อเสียด งดเว้นจากการพูดส่อเสียด ได้แก่การฟังข้างนี้ แล้วเอาไปบอกข้างโน้น เพื่อจะทำลายข้างนี้ หรือได้ฟังข้างโน้นแล้วเอามาบอกข้างนี้ เพื่อจะทาลายข้างโน้น คือ มุ่งหมายยุยงให้เขาแตกจากกัน ทำลายความพร้อมเพรียงกันส่งเสริมผู้ที่แตกกันแล้วให้แตกมากยิ่งขึ้น ยินดีเพลิดเพลินในความเป็นพรรคเป็นพวก เข้าข้างพวกโน้นบ้างพวกนี้บ้าง ทำพรรคต่อพรรคให้แตกจากกัน ตั้งใจพูดแต่คำที่จะสมานไมตรีเชื่อมโยงให้คนโน้นคนนี้มีความรักใคร่ นับถือกัน พูดให้พรรคต่อพรรคปรองดองกลมเกลียวสามัคคีกันถ้าเห็นว่าจะช่วยให้เขาสามัคคีกันไม่ได้ก็งดเสีย
. ผรุสาย วาจาย เวรมณี เว้นจากพูดคำหยาบ งดเว้นจากการพูดวาจาหยาบคายที่เผ็ดร้อน ที่เป็นปม เป็นที่ขัดข้องของผู้อื่น เป็นที่ระคายหูของผู้ที่ได้ยินได้ฟัง ยิ่งเป็นคำด่าคำแช่ง แม้แต่กับสัตว์ดิรัจฉานก็ไม่ควรพูดเลย เพราะเป็นการส่อสันดานของตนเองว่าเป็นคนเลวพยายามพูดแต่คำที่อ่อนหวาน เรียบร้อย นุ่มนวลละมุนละไม
. สมฺผปฺปลาปา เวรมณี เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ได้แก่ งดการพูดในเวลาที่ไม่ควรพูด ในสถานที่ที่เขาไม่ต้องการให้เราพูด การพูดมากไปกว่าความจริง พูดไม่มีเหตุผล พูดวาจาไม่มีหลักฐาน ไม่พูดตามธรรมวินัย พูดไม่รู้จักหยุด แม้ไม่มีใครอยากฟังแล้วก็ยังพูดเรื่อยเปื่อยไปโดยไม่มีประโยชน์ต้องใช้สติสัมปชัญญะในการพูดทุกครั้ง ถึงเป็นเรื่องจริงก็ต้องพูดให้ถูกกาลเทศะ พูดให้มีเหตุผลพอที่จะเชื่อถือได้ พูดให้ถูกตามธรรมตามวินัย พูดแต่พอเหมาะพอสมควรไม่ให้มากเกินเรื่องราวจนจับไม่ได้ว่าเรื่องอะไร ซึ่งเรียกว่า พูดเป็นน้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหรงเหรง ถ้าเห็นว่าพูดแล้วมีประโยชน์แก่ผู้ฟังจึงพูด ถ้าเห็นว่าพูดแล้วจะไม่มีประโยชน์เลยก็อย่าพูดเสียดีกว่า
. มโนกรรม ๓ การกระทาทางใจ ประกอบด้วย
. อนภิชฺฌา ความไม่คิดเพ่งเล็งอยากได้ของเขา ไม่โลภอยากได้ของผู้อื่นมาเป็นของตน ได้แก่ เมื่อเห็นพัสดุอุปกรณ์เครื่องใช้สอย ทั้งที่มีวิญญาณ และไม่มีวิญญาณของผู้อื่นแล้ว แม้ตนจะชอบพอใจก็ไม่พยายามเพ่งว่า ขอให้สมบัติของผู้นั้นจงมาเป็นของเรา หรือครุ่นคิดแต่ในใจว่า ทำไฉนเราจึงจะได้ทรัพย์สมบัติของผู้นั้นหนอดังนี้ จงพยายามคิดให้เห็นว่า ทรัพย์สมบัติเครื่องใช้สอยอย่างดีเป็นอันมาก เกิดขึ้นแก่ผู้นั้นก็เพราะเขาได้ทำความดีเป็นบุญเป็นกุศลมาก่อน แม้ชาตินี้เราไม่เห็นเขาทำอะไร ก็คงเป็นเพราะเขาทำมาแล้วแต่อดีตชาติโน้น ผลจึงเกิดสนองให้เขาเป็นคนมั่งมีด้วยทรัพย์สมบัติอันน่าปลื้มใจ เช่นนั้นถ้าเราไปโลภอยากได้ของเขา จะทำให้เกิดเป็นบาปแก่ใจ คือเป็นสนิมเกาะกินจิตใจของเราเหมือนสนิมอันเกิดแก่เหล็ก และเกาะกินเนื้อเหล็กฉะนั้น ทาให้จิตใจของเรากร่อนอ่อนกำลังลงไม่สามารถจะทำความดีอย่างอื่นได้ควรพยายามแสดงมุทิตาจิตพลอยยินดีต่อผู้นั้น แล้วพยายามบำเพ็ญบุญกุศล เช่นให้ทาน เสียสละความโลภของตนให้เบาบางลง และขวนขวายช่วยเหลือผู้อื่นในการทำความดีเป็นต้น ผลจะบังเกิดแก่ตนเองในภายหลัง
. อพฺยาปาท ความไม่คิดร้ายผู้อื่น ไม่พยาบาท คือ ไม่คิดอยากให้ผู้อื่นเดือดร้อน ไม่จองเวรต่อสัตว์และคนอื่น ๆ ไม่ตั้งใจที่จะให้ใคร ๆ เป็นผู้ฉิบหายหรือวิบัติด้วยการใด ถึงแม้เราจะโกรธเคืองบ้างโดยที่เขามาทำอะไรให้เสียหาย หรือมาด่าว่าให้เกิดความเจ็บช้ำน้ำใจก็ไม่อาจอาฆาตพยาบาทจองเวรผู้นั้นต่อไปอีก เช่น เขามาทำร้ายเราก็ให้คิดเสียว่าเราระวังตัวไม่ดีหรือเพราะเราเคยทำร้ายให้เขาเดือนร้อนมาก่อนแล้วกรรมจึงติดตามมาสนองเราขอให้เป็นการใช้หนี้กรรมกันสุดสิ้นแต่เพียงชาตินี้เถิด หรือเขามาโกงเงินเรา โดยยืมไปแล้วไม่ใช้คืน หรือเข้าหุ้นกันแล้วเขาโกงไปเสีย เช่นนี้จงคิดว่าเราเคยโกงเขามาแล้วในชาติก่อนโน้น เขาจึงโกงเอาคืนไป ขอให้สิ้นสุดเวรกรรมกันเสียที ตั้งใจแผ่เมตตาให้เขาเหล่านั้นจงเป็นผู้มีความสุขปราศจากทุกข์ มีความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไปเถิด อย่าพยาบาทจองเวรซึ่งกันและกันเลย
๑๐. สมฺมาทิฏฺฐิ ความเห็นชอบ ถูกต้องตามคลองธรรม เห็นชอบตามทานองคลองธรรม ได้แก่ เห็นว่าบุญมีจริงบาปมีจริง ผลของบุญมี ผลของบาปมี คนทำดีย่อมได้ดี คนทำชั่วย่อมได้ชั่ว นรกมี สวรรค์มี และนิพพานก็มี โลกนี้โลกอื่นมี ชาตินี้ชาติหน้ามี
..๓ จริยธรรมขั้นสูง หมายถึง จริยธรรมที่เป็นข้อปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาชีวิตได้อย่างถ่องแท้ เพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน บรรลุถึงบรมสุขความสุขที่ไม่หวนมาสู่ความทุกข์อีก ได้แก่ มรรคมีองค์ ๘ ซึ่งผู้วิจัยจะได้นำเสนอเนื้อหาของมรรค ๘ ดังต่อไปนี้
มรรคมีองค์ ๘[๒๒] หรือ อฏฺฐงฺคิกมรรค เรียกเต็มว่า อริยอฏฺฐงฺคิกมรรค แปลว่าทางมีองค์ ๘ ประการ อันประเสริฐมรรค ๘ คือ หนทางสู่ความพ้นทุกข์อันชอบ ประกอบด้วย[๒๓]
 . ความเห็นชอบ (สมฺมาทิฏฺฐิ) ได้แก่ ความรู้อริยสัจจ์ ๔ หรือ เห็นไตรลักษณ์ หรือ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือเห็นปฏิจฺจสมุปฺบาท การเห็นในอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ เหตุที่ทาให้เกิดทุกข์ (สมุทัย) ความดับทุกข์ (นิโรธ) ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ (มรรค)
. ความดำริชอบ (สมฺมาสงฺกปฺป) ได้แก่ เนกฺขมฺมสงฺกปฺ อพยาบาทสงฺกปฺ อวิหิงฺสาสงฺกปฺ ดำริที่จะออกจากกาม (เนกฺขมฺม) ดำริในการไม่พยาบาทปองร้ายผู้อื่น ดำริในการไม่เบียดเบียนผู้อื่น
. เจรจาชอบ (สมฺมาวาจา) ได้แก่ วจีสุจริต ๔ คือไม่ประพฤติชั่วทางวาจาอันได้แก่ ไม่พูดเท็จ (มุสาวาท) ไม่พูดส่อเสียด ยุยงให้เขาแตกร้าวกัน (ปิสุณาย วาจาย) ไม่พูดคำหยาบคาย (ผรุสาย วาจาย) ไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหลไร้สาระ (สมฺผปฺปลาปา)
. กระทำชอบ (สมฺมากมฺมนฺต) ได้แก่ กายสุจริต ทำการงานชอบโดยประกอบการงานที่ไม่ผิดประเพณี ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีลธรรม และเว้นจากการทุจริต ๓ อย่างได้แก่ การเบียดเบียนฆ่าสัตว์ตัดชีวิต (ปาณาติบาตฺ) การลักขโมย และฉ้อฉลคดโกง แกล้งทำลายผู้อื่น (อทินฺนาทานฺ) การประพฤติผิดในกาม (กาเมสุมิจฺฉาจารฺ)
. เลี้ยงชีพชอบ (สมฺมาอาชีว) ได้แก่ เว้นมิจฉาชีพ ประกอบสัมมาชีพ เลี้ยงชีวิตชอบได้แก่ การเว้นจากการเลี้ยงชีพในทางที่ผิด การประกอบสัมมาอาชีพคือ เว้นจากการค้าขายเครื่องประหารมนุษย์และสัตว์ เว้นจากการค้าขายมนุษย์ไปเป็นทาส เว้นจากการค้าสัตว์สำหรับฆ่าเป็นอาหาร เว้นจากการค้าขายน้ำเมา เว้นจากการค้าขายยาพิษ
. พยายามชอบ (สมฺมาวายาม) ได้แก่ ปธานฺ หรือ สมฺมปฺปธาน ๔ มีความเพียรชอบ ๔ ประการได้แก่ เพียรระวังมิให้บาปหรือความชั่วเกิดขึ้น เพียรละบาปหรือความชั่วที่เกิดขึ้นแล้ว เพียรทำกุศลหรือความดีให้เกิดขึ้น เพียรรักษากุศลหรือความดีที่เกิดขึ้นแล้วให้คงอยู่
. ระลึกชอบ (สมฺมาสติ) ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ ระลึกชอบได้แก่ การระลึกในกาย เวทนา จิต และธรรม ๔ ประการคือ พิจารณากาย ระลึกได้เมื่อรู้สึกสบายหรือไม่สบาย พิจารณาลมหายใจเข้าออก พิจารณาเวทนา ระลึกได้เมื่อรู้สึกสุข หรือทุกข์ หรือเฉยๆ มีราคะ โทสะ โมหะหรือไม่ พิจารณาจิต ระลึกได้ว่าจิตกาลังเศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว รู้เท่าทันความนึกคิด พิจารณาธรรมให้เกิดปัญญา ระลึกได้ว่าอารมณ์อะไรกาลังผ่านเข้ามาในใจ
. ตั้งจิตมั่นชอบ (สมฺมาสมาธิ) ได้แก่ ฌาน ๔ คือตั้งใจชอบ ทาจิตให้สงบระงับจากกิเลส เครื่องเศร้าหมอง ให้มีอารมณ์แน่วแน่เป็นอันเดียว เพื่อให้จิตจดจ่อไม่ฟุ้งซ่าน หาอารมณ์อันไม่มีโทษให้จิตยึด จะได้ไม่พร่ำไปหลายทางได้แก่ การเจริญฌานทั้ง ๔
..๔ จริยธรรมในชีวิตประจาวัน หมายถึง จริยธรรมที่จำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตประจาวันได้อย่างมีความสุข ได้แก่ ธรรมคุ้มครองโลก ๒ พรหมวิหาร ๔ อิทธิบาท ๔ ทิศ ๖ และมงคล ๓๘ ประการ ซึ่งผู้วิจัยจะได้นาเสนอเนื้อหาโดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
. ธรรมคุ้มครองโลก[๒๔] หมายถึง ธรรมที่ช่วยคุ้มครองทั้งมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ให้อยู่ด้วยกันอย่างปกติสุข โลกร่มเย็น ไม่เดือดร้อนวุ่นวาย เพราะมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายไม่เบียดเบียนกัน มีเมตตากรุณาต่อกัน ต่างไว้วางใจกันและกัน ในเรื่องต่างๆ เช่นชีวิต ทรัพย์สิน และของรักของหวง เป็นคุณธรรมที่สนับสนุนหลักมนุษยธรรมให้เป็นไปด้วยดี โดยชักนำจิตใจของบุคคลให้เกิดความละอายต่อความชั่วและความเกรงกลัวต่อความประพฤติชั่วและผลของความชั่วที่จะติดตามมาทั้งยังป้องกันไม่ให้กระทำความชั่ว ทั้งต่อหน้าและลับหลัง เป็นหลักธรรมสนับสนุนให้บุคคลมีสามัญสำนึกในการละเว้นความชั่วทุจริต เป็นการเบียดเบียนตนและผู้อื่นให้เดือดร้อนภายหลัง ธรรมที่ช่วยให้โลกมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่เดือดร้อนและสับสนวุ่นวาย [๒๕]
) หิริ แปลว่า ความละอายแก่ใจ ความละอายต่อบาป หิริ หมายถึงความละอายใจตัวเองต่อการทำความชั่วความผิด ต่อการประพฤติทุจริตทั้งหลายและความละอายใจตัวเองที่จะละเว้นไม่ทำความดีซึ่งควรจะทำให้เกิดมีในตน เช่นบิดามารดามีความละอายใจที่จะไม่ดูแลบุตรของตน เช่นนี้เรียกว่ามีหิริ หิริ เกิดขึ้นได้ด้วยการคิดถึงการศึกษา ฐานะ ยศศักดิ์ ชาติตระกูลของตน คิดถึงความเสียกายที่จะเกิดขึ้น รวมกับความแกล้วกล้าของจิตใจที่จะไม่ทำชั่วเช่นนั้น หิริ เป็นธรรมรักษาคุ้มครองโลก ทำให้โลกเกิดสันติ ทำให้คนเราอยู่กันอย่างสงบสุข เพราะคนที่มีหิริจะเกลียดความชั่ว และละอายที่จะทำความชั่วทั้งต่อหน้าและลับหลัง ทำให้ไม่ก่อความเดือดร้อนให้แก่โลกและสรรพสัตว์ทั้งปวง
) โอตฺตปฺป แปลว่า ความเกรงกลัว หมายถึงความสะดุ้งกลัวต่อผลของความชั่ว ต่อผลของความทุจริตที่ทำไว้ โอตตัปปะ เป็นอาการของจิตที่หวั่นไหวเมื่อจะทำความชั่ว เพราะกลัวความผิดที่จะตามให้ผลในภายหลัง เกิดขึ้นได้เพราะคิดถึงโทษหรือความทุกข์ที่จะเกิดขึ้นจากการทำชั่ว จากการประพฤติทุจริตของตน เช่น ตัวเองเองต้องเดือดร้อน เกิดความเสียหาย เสียทรัพย์สินเงินทอง เสียอิสรภาพ หรือถูกคนอื่นตำหนิติเตียน ถูกสังคมรังเกียจ เป็นต้น โอตตัปปะ เป็นธรรมคุ้มครองโลกคู่กับหิริ เพราะคนที่มี โอตตัปปะ ย่อมกลัวที่จะทาความผิด ทาให้งดเว้นจากการประพฤติต่างๆ ได้ อันเป็นเหตุให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข เกิดสันติภาพขึ้น
เหตุที่ทาให้เกิดหิริ
. คำนึงถึงความเป็นคน หรือชาติตระกูล
. คำนึงถึงอายุ
. คำนึงถึงความดีที่เคยทำ
. คำนึงถึงความเป็นพหูสูต
. คำนึงถึงพระศาสดา
. คำนึงถึงครูอาจารย์ สถานศึกษา
เหตุที่ทาให้เกิดโอตฺตปฺป
. กลัวคนอื่นติ
. กลัวการลงโทษ
. กลัวการเกิดในทุคติ
. พรหมวิหาร ๔[๒๖]หมายถึง ธรรมเครื่องอยู่อย่างประเสริฐ, ธรรมประจำใจอันประเสริฐ, หลักความประพฤติที่ประเสริฐบริสุทธิ์, ธรรมที่ต้องมีไว้เป็นหลักใจและกำกับความประพฤติ จึงจะชื่อว่าดำเนินชีวิตหมดจด และปฏิบัติตนต่อมนุษย์สัตว์ทั้งหลายโดยชอบ[๒๗]
) เมตฺตา ได้แก่ ความรักใคร่ ปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุข มีจิตอันแผ่ไมตรีและคิดทำประโยชน์แก่มนุษย์สัตว์ทั่วหน้า
) กรุณา ได้แก่ ความสงสาร คิดช่วยให้พ้นทุกข์ ใฝ่ใจในอันจะปลดเปลื้องบาบัดความทุกข์ยากเดือดร้อนของปวงสัตว์
) มุทิตา ได้แก่ ความยินดี ในเมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุข มีจิตผ่องใสบันเทิง กอปรด้วยอาการแช่มชื่นเบิกบานอยู่เสมอ ต่อสัตว์ทั้งหลายผู้ดำรงในปกติสุข พลอยยินดีด้วยเมื่อเขาได้ดีมีสุข เจริญงอกงามยิ่งขึ้นไป
) อุเปกฺขา ได้แก่ ความวางใจเป็นกลาง อันจะให้ดำรงอยู่ในธรรมตามที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญา คือมีจิตเรียบตรงเที่ยงธรรมดุจตราชั่ง ไม่เอนเอียงด้วยรักและชัง พิจารณาเห็นกรรมที่สัตว์ทั้งหลายกระทำแล้ว อันควรได้รับผลดีหรือชั่ว สมควรแก่เหตุอันตนประกอบ พร้อมที่จะวินิจฉัยและปฏิบัติไปตามธรรม รวมทั้งรู้จักวางเฉยสงบใจมองดู ในเมื่อไม่มีกิจที่ควรทำ เพราะเขารับผิดชอบตนได้ดีแล้ว เขาสมควรรับผิดชอบตนเอง หรือเขาควรได้รับผลอันสมกับความรับผิดชอบของตน จากพรหมวิหาร ๔ ข้างต้น อธิบายได้ดังนี้
. เมตฺตา หมายถึง ความปรารถนาให้ผู้อื่นได้รับความสุข ความสุขเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา ความสุขเกิดขึ้นได้ทั้งกายและใจ ความสุขของคฤหัสถ์ ๔ อันได้แก่ ความสุขเกิดการมีทรัพย์ ความสุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์ ความสุขเกิดจากการไม่เป็นหนี้และความสุขเกิดจากการทำงานที่ปราศจากโทษ เป็นต้น
. กรุณา หมายถึงความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ความทุกข์ คือ สิ่งที่เข้ามาเบียดเบียนให้เกิดความไม่สบายกาย ไม่สบายใจและเกิดขึ้นจากปัจจัยหลายประการด้วยกัน พระพุทธองค์ทรงสรุปไว้ว่าความทุกข์มี ๒ กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้
() ทุกข์ประจำหรือทุกข์โดยสภาวะ เป็นสิ่งที่มีชีวิตจะต้องประสบ อันเกิดจากเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ อันได้แก่ การเกิด ความแก่และความตาย สิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่เกิดมาในโลกจะต้องประสบกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งรวมเรียกว่า กายิกทุกข์
() ทุกข์จรหรือทุกข์ทางใจ อันเป็นความทุกข์ที่เกิดจากสาเหตุที่อยู่นอกตัวเรา เมื่อปรารถนาแล้วไม่สมหวังก็เป็นทุกข์ การประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์การพลัดพรากจากสิ่ง
อันเป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ รวมเรียกว่า เจตสิกทุกข์
. มุทิตา หมายถึง ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี คำว่า "ดี" ในที่นี้ หมายถึง การมีความสุขหรือมีความเจริญก้าวหน้า ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีจึงหมายถึง ความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุขความเจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้น ไม่มีจิตใจอิจฉาริษยา
. อุเปกฺขา หมายถึง การรู้จักวางเฉย หมายถึง การวางใจเป็นกลางเพราะพิจารณาเห็นว่า ใครทำดีย่อมได้ดี ตามกฎแห่งกรรม ใครทำสิ่งใดไว้สิ่งนั้นย่อมตอบสนองคืนบุคคลผู้กระทำเมื่อเราเห็นใครได้รับผลกรรมในทางที่เป็นโทษเราก็ไม่ควรดีใจหรือคิดซ้ำเติมเขาในเรื่องที่เกิดขึ้น เราควรมีความปรารถนาดี คือพยายามช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ในลักษณะที่ถูกต้องตามทานองคลองธรรม
อิทธิบาท ๔ [๒๘]หมายถึง คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ, คุณธรรมที่นาไปสู่วามสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย [๒๙]
) ฉนฺท ได้แก่ ความพอใจ คือ ความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ได้ผลดียิ่งๆ ขึ้นไป
) วิริย ได้แก่ ความเพียร คือ ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระไม่ท้อถอย
) จิตฺต ได้แก่ ความคิด คือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำและสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป
) วิมํสา ได้แก่ ความไตร่ตรอง หรือ ทดลอง คือ หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจตราหาเหตุผลและตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทานั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น
จากอิทธิบาท ๔ ข้างต้น อธิบายได้ดังนี้
. ฉนฺท ความพอใจ หมายถึง ความรู้สึกชอบหรือพอใจรักใคร่ในงานที่ตนทำ หรือในสิ่งที่จะศึกษาเล่าเรียน ดังนั้น เราจึงต้องทาความเข้าใจเกี่ยวกับงานที่จะทำ หรือเรื่องที่เราจะต้องศึกษาก่อนว่า จะทำให้เราได้รับประโยชน์อะไรบ้าง เช่น การตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ทำให้เรามีความรู้ดี ไม่โง่เขลา เป็นที่รักใคร่ของพ่อแม่ ครูอาจารย์ เป็นต้น ฉันทะ จึงเป็นหลักธรรมข้อแรกในการทำงานต่างๆ ซึ่งจะทาให้เกิดหลักธรรมอีก ๓ ข้อตามมา
. วิริย ความขยันหมั่นเพียร เมื่อเรามีความพอใจในงานที่จะทำหรือสิ่งที่เราจะศึกษาแล้ว ก็จะทำให้เกิดความขยันในการจะทำสิ่งนั้น เมื่อครูอาจารย์ให้งานอะไรมา ก็จะทำจนสำเร็จ
. จิตฺต ความเอาใจใส่ หนทางไปสู่ความสำเร็จอีกประการหนึ่ง คือ ความเอาใจใส่ในการทำงาน การศึกษา มีจิตใจจดจ่อต่องานที่ทำหรือสิ่งที่เรียน ซึ่งจะมีมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความพอใจ และมีความขยันหมั่นเพียร
. วิมํสา การพิจารณาไตร่ตรอง คือ การใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรองงานที่ทาว่า ยังมีอะไรบกพร่องที่ต้องแก้ไข หรือควรเพิ่มเติมอะไร ซึ่งจะทำให้งานนั้นดีขึ้น เพราะเมื่อเรามีความรักในงานที่ทำ รวมทั้งทาอย่างพากเพียร เอาใจใส่ ย่อมต้องการให้งานที่เสร็จนั้น ออกมาเป็นที่น่าพอใจ จึงต้องพิจารณางานที่ทำว่า ดีแล้วหรือยัง มีสิ่งใดที่ต้องปรับปรุงแก้ไขอีก ซึ่งวิมังสาจะทำให้งานที่ทำสมบูรณ์และไม่บกพร่อง หรือทำให้งานที่ยังบกพร่องอยู่ มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
.๓ เกณฑ์การตัดสินจริยธรรม
ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและแนวความคิดเรื่องเกณฑ์การตัดสินจริยธรรมจากเอกสารต่างๆ จะได้นำเสนอเรื่องเกณฑ์การตัดสินจริยธรรมดังต่อไปนี้
การตัดสินคุณค่า หรือเกณฑ์การตัดสินคุณค่าทางพุทธจริยธรรม ได้ถือเกณฑ์ตัดสินพฤติกรรมของบุคคลในลักษณะการกระทำ ถูก ผิด ดี ชั่ว อย่างไรโดยถือเอาเจตนาเป็นการตัดสินการกระทำ เพราะการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นให้เดือดร้อนเป็นลักษณะการกระทำที่บ่งบอกถึงมีเจตนาเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ เหมือนพุทธพจน์ว่า ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จด้วยใจ ถ้าคนมีใจชั่ว ก็จะพูดชั่วหรือทำชั่วตามไปด้วยถ้าคนมีใจดีก็จะพูดดีหรือทำดีตามไปด้วย เหมือนล้อหมุนตามรอยเท้าโคที่ลากเกวียนไปหรือเหมือนเงาที่ติดตามตัวเขาไปฉะนั้น [๓๐]
เจตนา หมายถึง ความตั้งใจ ความจงใจ เป็นเจตสิกที่เกิดกับจิตทุกดวงเป็นตัวนาในการคิดปรุงแต่งการกระทำ[๓๑] การกระทำความดีเรียกว่า กุศลกรรม การกระทำความชั่วเรียกว่า อกุศลกรรม จะต้องมีความคิดความตั้งใจเกิดขึ้นภายในจิตใจ ดังพุทธพจน์ว่า เรากล่าวเจตนาว่า เป็นตัวกรรม บุคคลคิดแล้วจึงกระทาด้วย กาย วาจา ใจ [๓๒]
กรรม แปลว่าการกระทำ หมายถึงพฤติกรรมของบุคคลที่แสดงออกในเชิงสัมพันธ์กับบุคคลในสังคมในลักษณะที่ดีหรือชั่ว และพฤติกรรมที่ดีหรือชั่วย่อมมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันมีความสัมพันธ์กับลักษณะของท้องถิ่นภูมิประเทศ ทางสังคมและด้านอื่นๆ โดยตรง กรรมเป็นตัวกำหนดสถานภาพความแตกต่างระหว่างบุคคล ดังมีพุทธพจน์ว่า สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ทั้งหลายให้เลวและดีต่างกัน[๓๓] ถึงแม้ว่ากรรมจะเป็นตัวกำหนดลักษณะของบุคคลให้ดีและเลวอย่างไร แต่พุทธธรรมก็เน้นให้บุคคลในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขไม่ให้มีการเบียดเบียนกัน ให้คำนึงถึงประโยชน์สุขของส่วนรวม กรรมที่แสดงออกทางพฤติกรรมในสังคมนั้นจะต้องอยู่ในกรอบของพุทธธรรม ดังนั้น การแสดงพฤติกรรมจำแนกตามลักษณะหรือตามธรรมที่เป็นมูลเหตุได้เป็น[๓๔] ๒ อย่าง คือ
. อกุศลกรรม กรรมที่เป็นอกุศล การกระทำที่ไม่ดี กรรมชั่ว เป็นการกระทำที่เกิดจากอกุศลมูล(รากเหง้าของอกุศล)
. กุศลกรรม กรรมที่เป็นกุศล การกระทำที่ดี กรรมดี เป็นการกระทำที่เกิดจาก กุศลมูล(รากเหง้าของกุศล)
การแสดงออกของกรรมหรือการกระทาแสดงออกได้ ๓ ทาง[๓๕] คือ
. กายกรรม การกระทำกรรมทางกาย
. วจีกรรม การกระทำกรรมทางวาจา
. มโนกรรม การกระทำกรรมทางใจ ดังนั้นการตัดสินคุณค่า หรือเกณฑ์การตัดสินคุณค่าทางพุทธจริยธรรมให้พิจารณาตามหลักเกณฑ์ดังนี้
. เกณฑ์หลักให้พิจารณาว่า
.๑ พิจารณามูลเหตุว่าเป็นเจตนาที่เกิดจากกุศลมูล[๓๖] คือ อโลภ อโทส อโมห หรือเกิดจากอกุศลมูล[๓๗] คือ โลภ โทส โมห
.๒ พิจารณาตามสภาวะว่าเป็นสภาพที่เกื้อกูลแก่ชีวิต จิตใจหรือไม่ หรือบั่นทอนคุณภาพสมรรถภาพจิต ช่วยให้กุศลธรรมทั้งหลายเจริญงอกงามขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายลดน้อยลงหรือทำให้กุศลธรรมลดน้อยลง อกุศลธรรมทั้งหลายเจริญงอกงามขึ้น ตลอดจนมีผลต่อบุคลิกภาพอย่างไร
. เกณฑ์รองหรือเกณฑ์ร่วมให้พิจารณาปัจจัยทางสังคม ดังนี้
.๑ ใช้มโนธรรม คือ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของตนเองพิจารณาว่า การที่กระทำนั้นตนเองติเตียนตนเองได้หรือไม่ เสียความเคารพตนหรือไม่
.๒ พิจารณาความยอมรับของวิญญูชน หรือนักปราชญ์หรือบัณฑิตชนว่าเป็นสิ่งที่วิญญูชนยอมรับหรือไม่ ชื่นชมสรรเสริญหรือตำหนิติเตียน
.๓ พิจารณาลักษณะและผลของการกระทำต่อตนเองว่าเป็นการเบียดเบียนตนเอง เบียดเบียนผู้อื่น ทำตนเองหรือผู้อื่นให้เดือดร้อนหรือไม่
.๔ พิจารณาว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขหรือเป็นไปเพื่อโทษทุกข์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น
การใช้เกณฑ์ตัดสินการกระทำที่ประกอบด้วยเจตนาเพียงด้านเดียวถือว่ายังไม่ครบองค์ประกอบของกรรมหรือการกระทำ เพราะว่าการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ว่าจะดีหรือชั่วตามหลักของพระพุทธศาสนาจะต้องมีเจตนาเป็นพื้นฐานและคำนึงถึงผลที่จะเกิดแก่ผู้อื่นและสังคมด้วย ทำให้การวินิจฉัยกรรมเป็นไปตามลักษณะถูกต้องตามความเป็นจริง สอดคล้องตามพุทธพจน์ว่า
ยาทิสํ วปเต พีชํ ตาทิส ลภเต ผลํ
กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ [๓๘]
บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น
คนทำดี ย่อมได้ดี คนทำชั่ว ย่อมได้ชั่ว[๓๙]
ดังนั้น สามารถพิจารณาการให้ผลของกรรมในลักษณะ ๔ ระดับ[๔๐] คือ
. ระดับภายในจิตใจ ว่ากรรมทำให้เกิดผลภายในจิตใจ มีการสั่งสอนคุณสมบัติคือ กุศลธรรมและอกุศลธรรม คุณภาพและสมรรถภาพของจิต มีอิทธิพลปรุงแต่งความรู้สึกนึกคิด ความโน้มเอียง ความนิยมชมชอบ และความสุขความทุกข์อย่างไรบ้าง
. ระดับบุคลิกภาพว่า กรรมทำให้เกิดผลในด้านการเสริมสร้างลักษณะนิสัย ปรุงแต่งลักษณะความประพฤติการแสดงออก ท่าที การวางตน ปรับตัว อาการตอบสนอง ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคนอื่นๆ และต่อสถานการณ์สภาพแวดล้อมทั่วๆไปอย่างไรบ้าง การให้ผลระดับนี้ต่อเนื่องมาจากระดับที่ ๑ นั่นเอง
. ระดับวิถีชีวิตของบุคคล ว่ากรรมชักนำความเป็นไปในชีวิตของบุคคล ทำให้เขาได้รับประสบการณ์ที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา ประสบผลตอบสนองจากภายนอก พบความเสื่อม ความเจริญ ความล้มเหลว ความสำเร็จ ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ และความสูญเสียต่างๆที่ตรงข้าม ซึ่งรวมเรียกว่า โลกธรรมทั้งหลาย อย่างไรบ้าง
. ระดับสังคม ว่ากรรมที่บุคคลทั้งหลายกระทำ มีผลต่อความเป็นไปของสังคมอย่างไรบ้าง เช่นทำให้เกิดความเสื่อมความเจริญ ความร่มเย็นเป็นสุข ความทุกข์ยากเดือดร้อน ร่วมกันของมนุษย์ทั้งหลายรวมทั้งผลจากการกระทำต่อสภาพแวดล้อมอื่นๆ แล้วย้อนหลับมาหาตัวมนุษย์เอง
วิทย์ วิศทเวทย์ ได้สรุปเกณฑ์การตัดสินจริยธรรมไว้ ๔ ประการคือ[๔๑]
 . มนุษย์ควรทำตามจารีตประเพณีของสังคม สมาชิกคนใดประพฤติปฏิบัติตามจารีตก็ถือว่าทำดีทำถูกต้อง แต่ไม่ควรนำเกณฑ์ของสังคมหนึ่งไปตัดสินการกระทำของคนที่อยู่ในอีกสังคมหนึ่ง เพราะจารีตประเพณีของสังคมใดก็เหมาะสาหรับสังคมนั้น
. มนุษย์ควรทำตามมโนสำนึกหรือจิตสานึกที่ดี มนุษย์ทุกคนต่างมีอินทรีย์พิเศษหรือมโนธรรมทางศีลธรรม อันเป็นความสำนึกในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งเป็นเสียงกายในจิตใจ ที่ทำให้เราตัดสินได้ว่า อะไรถูก อะไรผิด มโนธรรมนี้จะฝังอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคนตั้งแต่เกิด แต่มีอยู่ในลักษณะแฝง เมื่อมโนธรรมได้รับการพัฒนาถึงที่สุดแล้ว ทุกคนจะเห็นความถูกต้องดีงาม
. มนุษย์ควรทำประโยชน์ให้แก่มหาชน สิ่งใดก็ตามที่บุคคลประพฤติปฏิบัติแล้วเป็นประโยชน์แก่คนทั่วไป ให้ความสุขมากกว่าความทุกข์ สิ่งนั้นก็เป็นการกระทำที่ดี
. มนุษย์ควรทำตามหน้าที่ เป็นการกระทำที่เกิดจากจิตสำนึกในหน้าที่ การกระทำที่เกิดจากหน้าที่ เป็นการกระทำที่เกิดจากเหตุผล การกระทำที่ตั้งอยู่บนเหตุผล เป็นการกระทำที่เกิดจากกฎศีลธรรม การกระทำตามหน้าที่จึงเป็นการกระทำที่ปราศจากเงื่อนไขใด ๆ
ดังนั้น กล่าวโดยสรุปได้ว่า การตัดสินคุณค่าหรือเกณฑ์การตัดสินทางพุทธจริยธรรมจะพิจารณาจากเจตนาเป็นลำดับแรกเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด ในพฤติกรรมการกระทำ ที่เป็นกุศลกรรมและอกุศลกรรม เป็นการสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมหรือเป็นการเบียดเบียนผู้อื่น และพิจารณาจากผลของการกระทำนั้น นอกจากนี้ต้องพิจารณาปัจจัยทางสังคมอื่นๆ ในเรื่องมโนธรรมที่เป็นจิตสำนึก ในการหยั่งรู้ถึงพฤติกรรมที่กระทำว่าดีหรือไม่ดี เป็นคุณประโยชน์หรือเป็นโทษ การกระทำกรรมย่อมมีผลกระทบโดยตรงในคุณค่าของศีลธรรม จริยธรรมและสังคม ในทางพระพุทธศาสนาคำนึงถึงการฝึกฝนอบรมบุคคลให้มีคุณธรรมพื้นฐานของการเป็นมนุษย์ที่ดี คือให้มีศีลเป็นลำดับแรกแล้วพัฒนาให้เกิด สมาธิ และปัญญา เป็นองค์รวมในการพัฒนามนุษย์ให้สมบูรณ์สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสันติสุข

บทที่ ๓ สเต็มเซลล์ (Stem Cell)
๓.๑ สเต็มเซลล์ (Stem Cell) คืออะไร [๔๒]
สเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือที่เรียกว่าเซลล์ต้นกำเนิด เป็นเซลล์อ่อนที่พร้อมจะเจริญ-เติบโต แบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ และเปลี่ยนแปลงเพื่อไปทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง เซลล์แต่ละเซลล์ในร่างกายของมนุษย์จะทำหน้าที่จำเพาะอย่างใดอย่างหนึ่งโดยไม่ย้อนกลับมา ซึ่งเซลล์ที่พัฒนาไปจนสุดทางจนเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง ตัวอย่างเช่น เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ หรือเซลล์สมอง เซลล์เหล่านี้เมื่อตายไปแล้ว จะไม่มีเซลล์ใหม่มาทดแทน ในขณะเดียวกันร่างกายของคนเราก็ยังมีเซลล์อีกกลุ่มหนึ่งที่สามารถเติบโตได้อีก โดยสเต็มเซลล์ พวกนี้สามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงได้
            สเต็มเซลล์   มีคุณสมบัติเด่นที่เป็นปัจจัยให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกสนใจเซลล์ชนิดนี้กันมาก เนื่องจากเป็นเซลล์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง แต่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงได้ และสเต็มเซลล์เป็นเซลล์ที่มีความสามารถแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า
ลักษณะของสเต็มเซลล์  ในร่างกายคนเรามีความพิเศษหลายประการ ในหลักการทั่วไปถือว่าสเต็มเซลล์  แตกต่างจากเซลล์ชนิดอื่นๆ ในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นสเต็มเซลล์  ที่มาจากแหล่งใด อาจจะเป็นสเต็มเซลล์จากตัวอ่อน สเต็มเซลล์จากร่างกาย หรือสเต็มเซลล์ที่ได้มาจากการสร้างเซลล์ให้เข้าคู่กับสารพันธุกรรมของคนไข้ได้ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการปฏิสนธิ
๓.๒ ประเภทของ Stem Cell
สเต็มเซลล์จัดตามแหล่งที่ได้มาได้ ๒ ประเภท คือ [๔๓]
. สเต็มเซลล์จากตัวอ่อนมนุษย์ (Embryonic Stem Cell) คือสเต็มเซลล์ที่เก็บส่วนของ inner cell mass จากตัวอ่อนของมนุษย์หรือสัตว์ที่ยังอยู่ในครรภ์ในระยะ blastocyst
. สเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อที่โตเต็มวัย (Adult Stem Cell) คือสเต็มเซลล์ที่เก็บจากเนื้อเยื่อที่โตเต็มวัย เช่นจาก ไขกระดูก เลือด ผิวหนัง ฟันน้ำนม เป็นต้น
สเต็มเซลล์พบได้ในสายสะดือ เลือด และไขกระดูก เป็นที่ทราบในทางการแพทย์ว่ามีความสำคัญต่อการสร้างระบบเลือด รวมถึงระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ซึ่งในผู้ใหญ่จะเป็น      สเต็มเซลล์จากไขกระดูกที่มีหน้าที่สร้าง เม็ดเลือดชนิดต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงเซลล์ที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน
๓.๓ ประโยชน์ของ สเต็มเซลล์ (เซลล์ต้นกำเนิด)
สเต็มเซลล์ สามารถนำไปใช้รักษาโรคได้หลายชนิด เช่น
โรคมะเร็ง มะเร็งรังไข่ มะเร็งปอด มะเร็งลูกอันฑะ มะเร็งที่ไต เนื้องอกในสมอง Leukemia (โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว) Acute Lymphocytic Leukemia Acute Myelocytic Leukemia Chronic Myelocytic Leukemia Hodgkin disease Multiple Myeloma Neuroblastoma Non-Hodgkin Lymphoma
โรคระบบเลือดทางกรรมพันธุ์ผิดปกติ Thalassemia Fanconi anemia Sickle cell anemia Blackfan - Diamond anemia Congenital cytopenia Evans syndrome Kostmann disease Aplasic anemia Amegakaryocytic thrombocytopenia
๓.๔ ลักษณะพิเศษของ Stem Cell
สเต็มเซลล์  ทุกชนิดจะมีลักษณะพิเศษที่สำคัญ ๓ ประการ
.         สเต็มเซลล์  สามารถแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ได้เป็นเวลานาน
๒.         สเต็มเซลล์  เป็นเซลล์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง
๓.         สเต็มเซลล์  มีความสามารถในการเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงได้
๓.๕ มนุษย์รู้จัก Stem Cell เมื่อไร ?
            ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๐๓๒๕๑๓ ซึ่งถือว่าเป็นยุคแรก ๆ ที่นักวิทยาศาสตร์เริ่มทำการศึกษาวิจัยสเต็มเซลล์จากร่างกายโดยใช้เนื้อเยื่อที่โตเต็มวัย และยังได้นำไปทดลองใช้รักษาผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องชนิดปฐมภูมิ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ เป็นครั้งแรก จากนั้นมานักวิทยาศาสตร์พยายามทำความเข้าใจ และศึกษาวิจัยเพื่ออธิบายสมบัติพื้นฐานที่สำคัญของสเต็มเซลล์   ที่ทำให้มันเป็นเซลล์ที่สามารถแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ได้ตลอดเวลาครั้งแล้วครั้งเล่า และสามารถแบ่งตัวได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งศึกษาปัจจัยต่างๆ ที่ควบคุมการแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ของสเต็มเซลล์ ซึ่งคำตอบที่ชัดเจนเกิดขึ้นเมื่อนักวิทยาศาสตร์เข้าใจขบวนการแบ่งตัวของเซลล์ ทั้งในเซลล์ตัวอ่อนหรือที่เรียกว่าเอ็มบริโอ และการแบ่งตัวที่ผิดปกติของเซลล์มะเร็ง ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เริ่มเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในห้องปฏิบัติการด้วยเทคนิกที่ได้พัฒนาขึ้นมาตามลำดับ
เมื่อในร่างกายมนุษย์มีสเต็มเซลล์  ที่พร้อมทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งแต่ยังมีน้อยมาก จึงจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนสเต็มเซลล์  เหล่านั้นเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ โดยเอาเซลล์อ่อนที่ถูกคัดเลือกพร้อมทั้งเพิ่มจำนวนแล้วฉีดกลับเข้าไปยังอวัยวะส่วนที่ต้องการรักษา นักวิทยาศาสตร์เล็งเห็นความสำคัญของการนำสเต็มเซลล์มาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ เพื่อรักษาอาการป่วยอันเนื่องมาจากเซลล์ เนื้อเยื่อ หรืออวัยวะเสียหายหรือเสื่อมสภาพไป โดยหวังให้สเต็มเซลล์พัฒนาไปเป็นอวัยวะที่ต้องการได้
การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสเต็มเซลล์  แพร่หลายไปทั่วในหลายหน่วยงาน เป็นเวลากว่า ๒๐ ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์พยายามแยกสเต็มเซลล์จากเอ็มบริโอหรือตัวอ่อนของหนู เพื่อนำมาเลี้ยงในห้องทดลองครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งนักวิจัยสามารถแยกสเต็มเซลล์ออกมาได้สำเร็จ และสามารถแสดงให้เห็นว่า สเต็มเซลล์ของมนุษย์ที่แยกมาได้ และเลี้ยงในห้องปฏิบัติการสามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ชนิดอื่นได้จริง ในปี พ.ศ. ๒๕๔๑ นักวิทยาศาสตร์สามารถเพาะสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนมนุษย์และเซลล์สืบพันธุ์ และสามารถสร้างสายพันธุ์ของเซลล์ขึ้นมาได้สำเร็จ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ สเต็มเซลล์ตัวอ่อนเหล่านี้ถูกนำไปเพาะเป็นเซลล์เม็ดเลือด นับเป็นความก้าวหน้าของงานวิจัยเกี่ยวกับสเต็มเซลล์ครั้งสำคัญ
๓.๖ สเต็มเซลล์แบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าได้อย่างไร [๔๔]
๓.๖.๑ การแบ่งตัวของ Stem Cell
สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิด เป็นเซลล์ที่มีความสามารถแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า การที่สเต็มเซลล์แบ่งตัวสร้างเซลล์ใหม่ที่เหมือนเดิมทุกประการได้เป็นระยะเวลาที่นานมาก ถือเป็นลักษณะพิเศษซึ่งแตกต่างจากเซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์เม็ดเลือด เซลล์ประสาท เซลล์ที่ทำหน้าที่จำเพาะเหล่านี้ไม่สามารถแบ่งตัวขึ้นมาใหม่ได้ ในขณะที่สเต็มเซลล์แบ่งตัวขึ้นมาใหม่ได้ตลอดเวลา กระบวนการนี้เรียกว่า proliferation สเต็มเซลล์ที่แบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ในหลอดทดลองในห้องปฏิบัติการ เป็นเวลาหลายเดือน จะก่อให้เกิดเซลล์นับเป็นล้านๆ เซลล์ และเซลล์ที่แบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ก็ยังคงเป็นเซลล์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงเหมือนกับเซลล์แม่
๓.๖.๒ การพัฒนาของเซลล์ตัวอ่อน
เมื่อสเปิร์มเข้าปฏิสนธิกับไข่ และต่อมาก็พัฒนาไปเป็นตัวอ่อน หรือที่เรียกว่า เอ็มบริโอ (embryo) ช่วงเป็นตัวอ่อนเซลล์จะเริ่มแบ่งตัวเพิ่มจำนวนจากหนึ่งเป็นสอง สองเป็นสี่ สี่เป็นแปด และแบ่งต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งได้กลุ่มเซลล์ตัวอ่อนระยะ ๓ - ๕ วัน ที่มีรวมกันประมาณ ๑๕๐ เซลล์ เรียกว่า ระยะบลาสโตซิสต์ (blastocyst) ภายในเซลล์บลาสโตซิสต์นี้มีกลุ่มเซลล์ที่เรียกว่า มวลเซลล์ชั้นใน หรือกลุ่มเซลล์ที่อยู่ชั้นใน ซึ่งมีจำนวนเซลล์ประมาณ ๓๐ เซลล์ ซึ่งมวลเซลล์นี้เองที่นักวิทยาศาสตร์ถือว่าเป็นสเต็มเซลล์ ซึ่งมีความสามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่จำเพาะ โดยเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ได้แทบทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นเซลล์กระดูก เซลล์เม็ดเลือด เซลล์สมอง เซลล์ตับ รวมแล้วกว่า ๒๒๐ ชนิด ซึ่งพัฒนาต่อไปเป็นเนื้อเยื่อ และอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย และการที่สเต็มเซลล์  ถือกำเนิดมาจากช่วงการพัฒนาไปเป็นตัวอ่อนจึงเรียกชื่อเต็มๆ ว่าสเต็มเซลล์จากตัวอ่อน
๓.๖.๓ การพัฒนาของเซลล์ผู้ใหญ่ และเหตุผลที่เลือกใช้เซลล์ตัวอ่อน
แหล่งของสเต็มเซลล์  อีกแหล่งหนึ่งได้มาจากเนื้อเยื่อและอวัยวะในร่างกายมนุษย์หลายชนิด สเต็มเซลล์ในระบบเลือดเป็นวัตถุดิบในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง แม้กระทั่งเกล็ดเลือด เดิมนักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่า สเต็มเซลล์จากร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะ หรือเนื้อเยื่อใดก็ตาม จะไม่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ชนิดอื่นในอวัยวะ หรือเนื้อเยื่อต่างชนิดได้ เช่น สเต็มเซลล์ในระบบเลือดมีศักยภาพเปลี่ยนไปเป็นเซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด เท่านั้น ไม่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ประสาทในสมองได้ สเต็มเซลล์ในตับก็จะสร้างเซลล์ตับ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม งานวิจัยในระยะ ๒-๓ ปีที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นว่า สเต็มเซลล์ในเนื้อเยื่อชนิดหนึ่งสามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ในเนื้อเยื่ออีกชนิดหนึ่งได้ เช่น เซลล์ในระบบเลือดเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ประสาทหรือเซลล์ตับ เซลล์ในไขกระดูกสามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจได้
สเต็มเซลล์ไม่เหมือนเซลล์สมอง เซลล์เม็ดเลือด หรือเซลล์ประสาท ตรงที่สามารถสำเนาเซลล์เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างไม่จำกัด ซึ่งเซลล์อื่นๆ จะไม่มีคุณสมบัตินี้ เมื่อเซลล์สมองถูกทำลายไปเนื่องจากอุบัติเหตุ ก็ไม่สามารถสร้างขึ้นมาทดแทนส่วนที่เสียไปได้  สเต็มเซลล์ ที่ถูกแยกไปเลี้ยงในห้องปฏิบัติการระยะหนึ่ง ซึ่งมักจะเป็นเวลาหลายเดือนโดยวิธีที่เหมาะสมจะมีศักยภาพที่จะสร้างเซลล์ได้นับล้านเซลล์ ด้วยคุณสมบัติข้อนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์พยายามที่จะศึกษาวิธีเลี้ยงสเต็มเซลล์ที่เหมาะสมในห้องปฏิบัติการ เพื่อให้เซลล์สามารถเจริญได้อย่างไม่จำกัด ซึ่งหมายถึง ปริมาณของเซลล์ที่มากพอที่จะใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้
นักวิทยาศาสตร์สามารถหาแหล่งสเต็มเซลล์  ได้จากแหล่งแรกคือ ร่างกายของเราเอง เช่น จากระบบเลือด ระบบประสาท แหล่งที่สองเป็นสเต็มเซลล์ที่มาจากการแท้ง และแหล่งที่สาม เป็น สเต็มเซลล์ที่มาจากเอ็มบริโอของมนุษย์ซึ่งมีอายุไม่กี่วัน ซึ่งเอ็มบริโอนั้นอาจจะมาจากการปฏิสนธิ คือ ถ้าไข่ปฏิสนธิกับเซลล์อสุจิ ไม่ว่าจะเป็นในร่างกายหรือนอกร่างกาย เมื่อนำไปย้ายฝากก็จะได้เด็กหลอดแก้ว หรืออาจมาจากการโคลนนิ่งก็ได้ ซึ่งในการโคลนนิ่งนั้น นักวิทยาศาสตร์จะนำนิวเคลียสของไข่ออก จากนั้นเอาเซลล์ร่างกายใส่เข้าไปเหมือนกับทฤษฎีการโคลนแกะดอลลี่ แทนที่จะเอาไปฝากในท้องของตัวแม่และรอจนได้ลูกโคลน แต่นักวิทยาศาสตร์จะเอาเอ็มบริโอในระยะบลาสโตซิส มาพัฒนาเป็นสเต็มเซลล์ในห้องปฏิบัติการแทน
ในห้องปฏิบัติการนั้น หากนักวิทยาศาสตร์อยากได้สเต็มเซลล์มาก ๆ แต่ใช้สเต็มเซลล์จากร่างกาย ผลที่ได้ก็คือ เซลล์จะพัฒนาช้า แบ่งเซลล์ช้า อีกทั้งการพัฒนาของเซลล์ไปเป็นเนื้อเยื่ออื่นยังมีข้อจำกัด ไม่ได้พัฒนาเป็นเซลล์อื่นได้ทุกอย่าง ตรงข้ามกับเซลล์ของเอ็มบริโอ ซึ่งแบ่งตัวได้เร็ว จากเอ็มบริโอเพียงหนึ่งเซลล์ สามารถแบ่งตัวเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ และพัฒนาไปเป็นเซลล์ของร่างกายได้หลายชนิด ไม่ว่าหัวใจ กระดูก ตับ เซลล์ทุกอย่างพัฒนาได้หมด อย่างไรก็ตาม สเต็มเซลล์จากร่างกายมีข้อดีตรงที่ไม่มีข้อจำกัดทางชีวจริยธรรมเหมือนสเต็มเซลล์จากตัวอ่อน
ก่อนที่นักวิทยาศาสตร์จะสามารถนำสเต็มเซลล์ไปใช้ประโยชน์ได้นั้น นักวิทยาศาสตร์ต้องทำความเข้าใจคุณสมบัติต่างๆ ของสเต็มเซลล์ และหาทางชักนำให้สเต็มเซลล์พัฒนาไปเป็นเซลล์ที่มีหน้าที่จำเพาะ และเป็นอวัยวะที่ต้องการ ซึ่งจากการศึกษาวิจัยจากหลายๆ หน่วยงาน ทำให้นักวิทยาศาสตร์พบว่า สามารถกระตุ้นให้เกิดการสร้างเซลล์จำเพาะขึ้นมาในห้องปฏิบัติการได้ อย่างไรก็ตาม การจะนำสเต็มเซลล์มาใช้ก็ต้องศึกษาให้รอบคอบ เพราะจากการทดลองพบว่า เมื่อฉีดสเต็มเซลล์เข้าไปในหนูแล้ว พบผลเสียประการหนึ่งคือ มีเนื้องอกเกิดขึ้นด้วย ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงต้องศึกษาผลตรงนี้อย่างรอบคอบ
จะเห็นได้ว่าการศึกษาวิจัยเพื่อให้ได้มาซึงความรู้ที่ถูกต้องจึงมีความจำเป็นอย่างมาก ซึ่งหากต่อยอดไปเรื่อย ๆ และมีความรู้มากพอ ความหวังที่จะนำสเต็มเซลล์ไปทดแทนเซลล์หรืออวัยวะบางอย่างที่เสียหาย หรือเสื่อมสภาพไปของมนุษย์เห็นท่าจะเป็นจริงขึ้นมาสักวัน และบางทีอาจถึงขั้นกลายเป็น แนวทางชะลอความแก่ของมนุษย์ก็ได้
๓.๗ การเพาะเลี้ยง Stem Cell[๔๕]
การเพาะเลี้ยงเซลล์ในห้องปฏิบัติการ เรียกว่า cell culture นักวิทยาศาสตร์สามารถแยก สเต็มเซลล์จากตัวอ่อน โดยการนำกลุ่มมวลเซลล์ชั้นใน หรือที่เรียกว่า inner cell mass จาก บลาสโตซิสต์ มาใส่ในจานเพาะเลี้ยงเซลล์ ซึ่งเป็นจานพลาสติกที่ใช้ในห้องปฏิบัติการ ภายในประกอบด้วยอาหารสำหรับเพาะเลี้ยงเซลล์ เรียกว่า culture medium จากนั้นสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนจะแบ่งตัวไปทั่วส่วนผิวของจานเพาะเลี้ยง ส่วนผิวด้านในจะเคลือบด้วยเซลล์ผิวหนังจากตัวอ่อนของหนู ซึ่งไม่แบ่งตัวอีกแล้ว เหตุที่ทำเช่นนี้เพื่อให้มวลเซลล์ชั้นในมีพื้นผิวสำหรับเกาะยึดได้มากพอ และเซลล์ผิวหนังจากตัวอ่อนของหนูยังทำหน้าที่เป็นเซลล์พี่เลี้ยงปล่อยสารอาหารออกมาอีกด้วย
เมื่อไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาเทคนิคการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนโดยไม่ต้องใช้เซลล์ผิวหนังจากตัวอ่อนของหนูมาเป็นเซลล์พี่เลี้ยง ถือเป็นพัฒนาการที่สำคัญ เนื่องจากเซลล์ผิวหนังจากตัวอ่อนของหนูอาจมีเชื้อไวรัสหรือสารโมเลกุลใหญ่บางชนิดติดมาด้วย
เซลล์จากมวลเซลล์ด้านในที่อยู่ในจานเพาะเลี้ยงใช้เวลาหลายวัน ก่อนที่จะเจริญเติบโตจนเต็มจานเพาะเลี้ยง จากนั้นส่วนหนึ่งจะถูกนำไปไว้ในจานเพาะเลี้ยงอันใหม่ การย้ายไปใส่ในจานเพาะเลี้ยงอันใหม่ เรียกว่า subculture ซึ่งจะทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ หลายครั้งหลายหน เป็นเวลานานหลายเดือน แต่ละครั้งรอบที่ทำการ subculture จะเรียกว่า passage โดยเฉลี่ยภายในเวลาอย่างน้อย ๖ เดือน จากที่เริ่มต้นเพียง ๓๐ เซลล์ของกลุ่มมวลเซลล์ชั้นใน จะกลายเป็นสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนนับล้านเซลล์ ต้องทำให้เกิดขึ้นโดยเซลล์ไม่มีดิฟเฟอเรนชิเอชั่นเลย และต้องเป็นสเต็มเซลล์ที่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะได้หลายชนิด เราเรียกผลผลิตสุดท้ายจากห้อง-ปฏิบัติการนี้ว่า embryonic stem cell line เมื่อผลิตสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนที่เป็นต้นแบบได้ ก็จะนำไปแช่แข็ง และพร้อมที่จะนำไปใช้ในงานศึกษาวิจัยต่อไป
การเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนที่เป็นต้นแบบ และ subculture เป็นเวลาหลายเดือน ช่วยให้มั่นใจว่าสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนเหล่านั้นยังคงคุณสมบัติในการแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า ระหว่างนั้นการส่องกล้องจุลทรรศน์เพื่อตรวจรูปร่างลักษณะของเซลล์ ยังช่วยยืนยันยังเป็นสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนที่ยังไม่ได้ดิฟเฟอเรนชิเอท และช่วยให้เห็นลักษณะทางกายภาพของเซลล์เหล่านั้นอย่างชัดเจน รวมทั้งตรวจสอบความสมบูรณ์ของเซลล์ได้อีกด้วย
เทคนิกการตรวจโปรตีนที่ผิวเซลล์ ช่วยยืนยันความเป็นสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนที่ยังไม่มีดิฟเฟอเรนชิเอชั่น ทั้งนี้มีเทคนิกพิเศษหลายอย่างที่นำมาใช้ในการทดสอบทางห้องปฏิบัติการได้ โปรตีนที่ผิวเซลล์บางชนิดมีความจำเพาะเจาะจงสำหรับสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนที่ยังไม่มีดิฟเฟอเรนชิเอชั่น ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายคือ การตรวจโปรตีนที่ชื่อ Oct-4 ซึ่งพบในสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนที่ยังไม่มีดิฟเฟอเรนชิเอชั่น โปรตีน Oct-4 จัดเป็น transcription factor ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของยีน หรือเรียกว่าเป็นสวิชต์เปิด-ปิดยีน โปรตีนดังกล่าวถือเป็นส่วนสำคัญของขบวนการดิฟเฟอเรนชิเอชั่น และยังมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเป็นตัวอ่อนหรือเอ็มบริโอด้วยเช่นกัน
การตรวจโครโมโซม ช่วยวินิจฉัยความเสียหายของโครโมโซมที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างทาง ซึ่งจำเป็นต้องตรวจดูว่ามีเกิดขึ้นหรือไม่ และต้องตรวจนับจำนวนโครโมโซมให้อยู่ในสภาพที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตามข้อจำกัดของการตรวจโครโมโซมคือ ไม่สามารถตรวจพบมิวเตชั่นที่เกิดขึ้นได้ การตรวจโครโมโซมทำได้ไม่ยาก และถือเป็นการตรวจพื้นฐานที่สำคัญสำหรับกระบวนการเพาะเลี้ยง สเต็มเซลล์จากตัวอ่อนวิธีหนึ่ง
นอกจากนี้ การตรวจความสามารถของสเต็มเซลล์ในการเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง ทำได้สามวิธี
วิธีแรก     :   เป็นการปล่อยให้เซลล์เกิดดิฟเฟอเรนชิเอชั่นในจานเพาะเลี้ยง 
วิธีที่สอง  :   เป็นการกระตุ้นให้เซลล์เปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงด้วยวิธีการและเทคนิกต่างๆ 
วิธีที่สาม  :   เป็นการฉีดเซลล์เข้าไปในหนูทดลองที่ถูกกดภูมิต้านทานไว้ก่อนหน้าแล้ว 
จะพบเนื้องอกชนิดเทอราโตมาในหนูดทดลอง teratoma เป็นส่วนผสมของเซลล์ที่ดิฟเฟอเรนชิเอทในรูปแบบต่างๆ กลายเป็นเนื้อเยื่อชนิดต่างๆ กัน การเกิดเทอราโตมาในหนูทดลองจึงเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีว่าเซลล์นั้นสามารถดิฟเฟอเรนชิเอทไปเป็นเซลล์ได้หลายชนิด

บทที่ ๔ ชีวจริยธรรมของการวิจัยด้านเซลล์ต้นกำเนิด [๔๖]

๔.๑ ประเด็นถกเถียงเรื่อง สเต็มเซลล์ กับ จริยธรรม
ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมในการวิจัยด้านเซลล์ต้นกำเนิดหรือสเต็มเซลล์ ถ้าจะสรุปเฉพาะประเด็นสำคัญก็พอจะกล่าวได้ว่ามีอยู่สองเรื่องใหญ่ ๆ คือ
๑.     ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการให้ข้อมูลและเงื่อนไขเพื่อปกป้องผลกระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง (interest, incentive, information)
๒.     ปัญหาการพิจารณาสถานภาพในความมีชีวิตหรือความเป็นมนุษย์ของตัวอ่อน (moral standing of the embryo)
: ประเด็นที่ ๑
หากจะตั้งคำถามว่า ใครได้ ใครเสียประโยชน์ และใครควรถูกคุ้มครอง ?” ก็จะมีประเด็นให้พิจารณาต่อไปว่า ปัญหาการรักษาผลประโยชน์ของผู้เกี่ยวข้องนั้น มุ่งพิจารณากรณีที่ผู้วิจัยได้รับบริจาคตัวอ่อนมาจากผู้ป่วยที่ตั้งใจมารักษาการมีบุตรยาก ซึ่งควรมีเงื่อนไขในทางจริยธรรมกำกับในเรื่องนี้ เช่น (ร่าง) แนวปฏิบัติ ฯ ของไทยที่จัดทำโดยมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติระบุว่า ตัวอ่อนที่ใช้ในการวิจัยเพื่อเป็นแหล่งที่มาของสเต็มเซลล์จะต้องเป็นตัวอ่อนที่เกินจากความต้องการที่ใช้ในการทำให้เกิดบุตร โดยจะต้องไม่มีการชี้ชวน หรือจ่ายเงินใด ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งตัวอ่อนนั้น อีกทั้งจะต้องปราศจากการชี้นำของบุคคลใด ๆ ที่จะเป็นผู้ได้รับเซลล์นั้นในฐานะคนไข้หรือผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ที่ได้รับจากตัวอ่อน
ส่วนทางด้านผู้วิจัย จะต้องจัดทำข้อตกลงในการสร้างตัวอ่อนขึ้นมาเพื่อรักษาการมีบุตรยาก และข้อตกลงในการบริจาคตัวอ่อนที่เหลือจากความต้องการสำหรับใช้ในงานวิจัยที่ต้องการ สเต็มเซลล์ แยกกันคนละฉบับ รวมทั้งจะต้องไม่เปิดเผยข้อมูลที่จะทำให้บ่งชี้ได้ว่าผู้ที่บริจาคไข่หรือตัวอ่อนเป็นใคร
ในกรณีที่การวิจัยเสต็มเซลล์นั้นอาจมีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ คำยินยอมที่ให้ผู้บริจาคลงชื่อ จะต้องระบุว่าผู้บริจาคจะไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินตอบแทนหรือผลประโยชน์อันจะเกิดขึ้นจากการพัฒนาสเต็มเซลล์ดังกล่าวในทางการค้า
การจัดการกับปัญหาจริยธรรมในข้อแรกนี้ ดูเหมือนว่ามีความคล้ายคลึงกับการจัดการเกี่ยวกับจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์และนักวิจัย ที่มีจัดประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงกรณีผลประโยชน์ทับซ้อน การแสวงประโยชน์ด้วยการชี้นำ และการเสียเปรียบเพราะขาดโอกาสรับรู้ข้อมูลที่เพียงพอ
: ประเด็นที่ ๒
หากมีการตั้งคำถามว่า  ชีวิตมนุษย์เริ่มต้นเมื่อไหร่?” ก็จะมีประเด็นให้พิจารณาถึงปัญหาสถานภาพในความมีชีวิตหรือความเป็นมนุษย์ของตัวอ่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งและละเอียดอ่อน ที่แม้ว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบันจะให้ข้อมูลที่สามารถนำมาเป็นเกณฑ์ได้ในระดับหนึ่ง แต่แม้ในระดับสากลก็มิได้มีข้อสรุปที่ลงตัว คงเป็นเรื่องที่แต่ละประเทศไปจัดการตั้งกฎหมาย กฎเกณฑ์ หรือแนวปฏิบัติกันเองต่าง ๆ กันไป
ด้วยความรู้ปัจจุบัน เราทราบว่ากระบวนการพัฒนาไปเป็นตัวอ่อน (Development) เริ่มขึ้นตั้งแต่ เมื่อเซลล์สืบพันธุ์ (ไข่และสเปอร์ม) ผสมกัน นำเอาสารพันธุกรรมจากพ่อและแม่อย่างละครึ่งมารวมกันเป็นเซลล์ที่มีโครโมโซมอยู่ ๒๓ คู่ นี่คือไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิแล้ว (fertilized egg หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า zygote) จากนั้นเป็นต้นไปเซลล์นี้จะแบ่งตัวไปเรื่อย ๆ เป็นเวลาประมาณสองสัปดาห์ นักชีววิทยาการสืบพันธุ์บางคนเสนอให้ใช้คำว่า pre-embryo สำหรับเรียกตัวอ่อนในระยะนี้มากกว่าใช้คำว่า embryo ด้วยเหตุผลในทางปฏิบัติมากกว่าเหตุผลทางวิทยาศาสตร์
ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไรก็ตาม ในระยะแรกนี้เซลล์จะแบ่งตัวเป็นสอง สี่ แปดเซลล์ หากเราแยกเซลล์ที่แบ่งตัวอยู่นี้ออกจากกัน แต่ละเซลล์ก็จะยังสามารถพัฒนาไปเป็นตัวอ่อนได้ด้วยตัวของมันเอง (นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดครรภ์แฝด)
แต่เมื่อถึงระยะ ๑๖ เซลล์ จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มเซลล์เล็ก ๆ นี้ จากที่เคยเหมือนกันทุก ๆ เซลล์ก็จะเริ่มมีบางเซลล์ที่พัฒนาตัวเองแตกต่างออกไป (Differentiate) พร้อมกันนี้ ความสามารถของแต่ละเซลล์ที่จะพัฒนาไปเป็นตัวอ่อนได้ด้วยตัวเองก็จะลดลง บางเซลล์เริ่มปรากฏหน้าที่เฉพาะของเซลล์เอง เช่น เซลล์ที่อยู่ภายนอกจะเริ่มรับรู้ว่าตนเองอยู่ ด้านนอกและเตรียมตัวพัฒนาไปเป็นรกและเนื้อเยื่ออื่น ๆ ที่ห่อหุ้มและปกป้องตัวอ่อนที่จะเติบโตต่อไปภายใน
เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่สอง กลุ่มเซลล์ทั้งหมดนี้จะหลุดออกมาจากเปลือกของเซลล์ไข่ และฝังตัวติดกับผนังมดลูกของมารดา ร่างกายของมารดาจะรับรู้การมีอยู่ของตัวอ่อนเป็นครั้งแรกและเริ่มการตั้งครรภ์เพื่อหล่อเลี้ยงตัวอ่อน แต่กลุ่มเซลล์ที่อยู่ ข้างในตัวอ่อนนั้น แต่ละเซลล์ยังมีความสามารถที่จะกลายไปเป็นอวัยวะทุก ๆ อย่างในร่างกายได้ หรือแม้กระทั่งแตกตัวออกกลายเป็นตัวอ่อนหลายตัวเกิดเป็นครรภ์แฝดก็เป็นไปได้ ในระยะนี้เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าเซลล์ที่อยู่ข้างในนี้ เซลล์ไหนจะกลายเป็นส่วนของร่างกายมนุษย์ และเซลล์ไหนจะกลายเป็นรก (ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของร่างกายมนุษย์) แต่เมื่อถึงวันที่สิบสาม ระยะเวลาช่วงที่นักปฏิบัติบางคนเรียกว่าระยะ pre-embryo ก็จะหมดลง
นับจากวันที่สิบสี่หรือวันที่สิบห้าเป็นต้นไป กลุ่มเซลล์ส่วนน้อยกลุ่มหนึ่งที่อยู่ภายในตัวอ่อนจะเริ่มพัฒนาไปเป็น fetus ที่จะกลายเป็นมนุษย์ ผู้ศึกษาวิจัยจะเริ่มมองเห็นความแตกต่างของเซลล์แต่ละเซลล์ และพบว่าเซลล์กลุ่มหนึ่งพัฒนาขึ้นเป็นโครงสร้างที่เรียกว่า primitive streak ซึ่งเป็นระยะแรกของเส้นประสาทและกระดูกสันหลัง นี่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของพัฒนาการของตัวอ่อน เพราะว่าจากวันนี้เป็นต้นไปจะไม่มีการแยกตัวออกเป็นแฝดอีกต่อไป ตัวอ่อนอายุสิบห้าวันหนึ่งตัว จะกลายเป็นมนุษย์หนึ่งคน (ถ้าไม่แท้งเสียก่อน) ไม่มากไปกว่านั้น
จากจุดนี้ไปตัวอ่อนจะพัฒนาไปอย่างรวดเร็วในการสร้างเนื้อเยื่อต่าง ๆ เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ ๖ ตัวอ่อน embryo ก็จะกลายเป็น fetus เราจะเริ่มเห็นสิ่งที่คล้ายแขน ขา และอวัยวะอื่น ๆ ของมนุษย์
๔.๒ ปัญหาด้านจริยธรรม
ปัญหาจริยธรรมที่เกิดขึ้นเนื่องจากการวิจัยด้านสเต็มเซลล์นั้น เป็นเพราะในกรณีที่นักวิจัยต้องการสกัดเซลล์จากตัวอ่อนมนุษย์มักจะใช้ตัวอ่อนที่มีอายุ ๕-๗ วันหลังปฏิสนธิ (เรียกว่า blastocyst) ซึ่งมีกลุ่มมวลเซลล์ภายใน (inner cell mass) ที่เหมาะจะเป็นแหล่งของสเต็มเซลล์ที่นักวิจัยต้องการ และผลของการสกัดเซลล์นี้ออกมาคือ ตัวอ่อนนั้นถูกทำลายมิให้เจริญเติบโตต่อไปได้นั่นเอง
จากความรู้ที่กล่าวมาข้างต้น ข้อกำหนดของหลายประเทศจึงมักจะมีแนวทางให้ปฏิบัติกับตัวอ่อนอย่างระมัดระวัง (และให้ความเคารพระดับหนึ่ง) โดยห้ามมิให้ใช้เซลล์จากตัวอ่อนภายหลังระยะ ๑๔ วันหลังปฏิสนธิ
การกำหนดระยะเวลาหลังปฏิสนธิที่จะนำตัวอ่อนมาใช้ได้หรือไม่ได้นี้ แม้ว่าจะอ้างอิงอยู่บนฐานของความรู้ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับพัฒนาการของตัวอ่อนมนุษย์ในครรภ์ดังที่กล่าวมาแล้ว (โดยอาศัยเกณฑ์ที่ว่าในวันที่ ๑๔ ตัวอ่อนต้องยังไม่มีพัฒนาการของสิ่งที่ใกล้เคียงกับระบบประสาทหรือความรับรู้ใด ๆ) แต่ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่มากว่า ตัวอ่อนเริ่มเป็นมนุษย์เมื่อใด
คำตอบชัด ๆ ในเรื่องนี้คงจะไม่สามารถอิงอยู่กับความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว มิใช่ว่าข้อมูลวิทยาศาสตร์ไม่ชัดเจนเพียงพอ หากแต่เป็นเพราะมนุษย์เองมีความเห็นเกี่ยวกับการตีความหมายของคำว่า ชีวิตแตกต่างกันไป ทำให้ปัญหาเรื่องนี้ถูกนำไปพิจารณาในระดับปรัชญาและความเชื่อทางศาสนา ในเมื่อความเห็นในเรื่อง ชีวิตยังต่างกันบนพื้นฐานความเชื่อ ความศรัทธา และการตัดสินใจทางการเมืองของแต่ละประเทศ การปฏิบัติต่อตัวอ่อนด้วยความเคารพจึงมีความเข้มงวดไม่เท่ากัน ดังตัวอย่างที่จะนำเสนอต่อไปนี้
๔.๓ แนวทางของแต่ละประเทศ
: องค์การ UNESCO
องค์การ UNESCO ได้จัดตั้งคณะกรรมการจริยธรรมชีวการแพทย์ (International Bioethics Committee – IBC) ขึ้นเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๙๔ ให้มีหน้าที่พิจารณาประเด็นและแง่มุมทางจริยธรรมของการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี รวมถึงการใช้ประโยชน์ด้านชีววิทยาการแพทย์ เพื่อเป็นแนวทางร่วมกันระหว่างประเทศต่าง ๆ ให้การพิจารณาและหาข้อสรุป ซึ่ง IBC ก็ได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อหาข้อสรุปทางด้านจริยธรรมที่พึงกระทำเกี่ยวกับการวิจัยในด้านต่าง ๆ รวมทั้งด้านสเต็มเซลล์ด้วย
คณะทำงานด้านสเต็มเซลล์ของ IBC ซึ่งมี Alexander McCall Smith อาจารย์ทางกฎหมายจากส-ก็อตแลนด์ และ Michel Ravel นักพันธุศาสตร์จากอิสราเอลร่วมเป็นเลขานุการ ได้พิจารณาประเด็นที่เกี่ยวกับการใช้ตัวอ่อนมนุษย์เป็นแหล่งของสเต็มเซลล์ สำหรับการศึกษาวิจัย (รวมทั้งการใช้ประโยชน์ต่อไปเมื่อการวิจัยได้รับผลสำเร็จ) รายงานของคณะทำงานชุดนี้มีข้อเสนอหลายประการ แต่สุดท้ายก็มิได้ระบุว่า คณะทำงานเห็นว่าการวิจัยโดยใช้สเต็มเซลล์จากตัวอ่อนเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ในทางจริยธรรมหรือไม่ ใจความสำคัญของรายงานมีว่า การวิจัยสเต็มเซลล์ที่มาจากตัวอ่อนเพื่อประโยชน์ในการรักษาโรคเป็นสิ่งที่สมควรกระทำ แต่การดำเนินการของแต่ละประเทศให้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของสังคมในประเทศนั้น ๆ และแต่ละประเทศควรถกเถียงกันอย่างกว้างขวางและเปิดเผยในประเด็นนี้ ที่สำคัญควรจะระบุให้ชัดเจนถึงฐานะของตัวอ่อน (moral standing of the embryo) ในบริบทของแต่ละประเทศ โดยรัฐจำเป็นต้องออกกฎเกณฑ์และมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด
: อังกฤษ ผู้นำของการวิจัยวิทยาศาสตร์ด้านตัวอ่อนและการเจริญพันธุ์
เป็นที่ทราบกันดีว่าอังกฤษเป็นประเทศที่อยู่ในระดับแนวหน้าของการวิจัยเกี่ยวกับตัวอ่อนและเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ เห็นได้จากการที่ประเทศอังกฤษให้กำเนิดเด็กหลอดแก้ว (เกิดด้วยกระบวนการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย หรือ in vitro fertilisation – IVF) รายแรกของโลกที่ชื่อหลุยส์ บราวน์ เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๗๘
จากนั้นเรื่องของเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ และความเหมาะสมของการวิจัยเกี่ยวกับตัวอ่อนก็เป็นที่ถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคม จนกระทั่งในปี ค.ศ. ๑๙๘๒ รัฐบาลก็ได้มอบหมายให้คณะกรรมการชุดหนึ่งที่มีชื่อว่า The Warnock Committee ศึกษาโดยรวบรวมข้อมูลและความคิดเห็นของประชาชน สรุปและจัดทำข้อเสนอแนะเป็นรายงานต่อรัฐบาลที่ชื่อว่า The Warnock Report (๑๙๘๔) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการที่นำไปสู่การออกกฎหมาย Human Fertilisation and Embryology Act ในปี ค.ศ. ๑๙๙๐
กฎหมายฉบับนี้มอบอำนาจแก่หน่วยงานอิสระที่ชื่อว่า Human Fertilisation and Embryology Authority (HFEA) ตั้งขึ้นในปี ค.ศ. ๑๙๙๑ ให้เป็นองค์กรระดับชาติที่ควบคุมดูแล และออกใบอนุญาตแก่ผู้ที่ปฏิบัติงานด้านตัวอ่อนมนุษย์และการเจริญพันธุ์ ภายใต้บทบังคับของกฎหมายฉบับนี้นักวิจัยอังกฤษสามารถใช้ตัวอ่อนที่มีอายุไม่เกิน ๑๔ วันในการวิจัย (ด้านสเต็มเซลล์ ฯลฯ) หรือแม้แต่สร้างตัวอ่อนขึ้นเพื่อการวิจัยก็ได้ แม้ว่าต่อมาในปี ค.ศ. ๒๐๐๑ อังกฤษได้ออกกฎหมายเพิ่มเติมอีกฉบับหนึ่งชื่อว่า Human Reproductive Cloning Act ทำให้การโคลนมนุษย์เพื่อเจริญพันธุ์เป็นสิ่งผิดกฎหมายและมีบทลงโทษทางอาญาที่ชัดเจนก็ตาม แต่ก็มิได้ห้ามการโคลนมนุษย์เพื่อ (สร้างสเต็มเซลล์สำหรับ) บำบัดรักษา ทำให้นักวิจัยอังกฤษมีอิสระค่อนข้างมาก
อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกันการที่มีหน่วยงานเฉพาะทางที่มีอำนาจควบคุมดูแลตามกฎหมายเช่นนี้ เปิดโอกาสให้มีการระงับการวิจัยในอนาคต (เมื่อมีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ๆ) ที่อาจเข้าข่ายผิดจริยธรรมได้โดยทันทีด้วยการเพิกถอนใบอนุญาต ไม่ต้องรอให้มีการออกกฎหมายหรือกฎระเบียบใหม่ จึงถือได้ว่าเป็นระบบที่ทั้งเข้มงวดและยืดหยุ่นในเวลาเดียวกัน


: สหรัฐอเมริกา ประกาศนโยบายไม่สนับสนุนการวิจัยที่ใช้ตัวอ่อน
            ในยุคของประธานาธิบดีคลินตัน ได้มีการร่างแนวปฏิบัติ (guidelines) เพื่อพิจารณาให้ทุนวิจัยด้านสเต็มเซลล์จากรัฐบาลกลางโดยผ่านทาง National Institutes of Health (NIH) แนวปฏิบัติที่ร่างไว้นี้มีหลักการที่มีพื้นฐานทางจริยธรรมอยู่ว่า ตัวอ่อนที่ใช้ในการวิจัยจะต้องได้มาโดยเหลือใช้จากการสร้างตัวอ่อนขึ้นมาเพื่อการเจริญพันธุ์ โดยเจ้าของตัวอ่อนต้องเป็นสามีภรรยากัน ได้รับการแจ้งให้ทราบจุดประสงค์ของการนำตัวอ่อนไปใช้และให้ฉันทานุมัติโดยไม่มีสิ่งจูงใจทางการเงินใด ๆ
            แต่ทว่าเมื่อถึงยุคของประธานาธิบดีบุช ไม่ทันที่จะนำแนวปฏิบัติที่ร่างเอาไว้มาใช้ในการพิจารณาให้ทุนนโยบายการให้ทุนสนับสนุนการวิจัยของรัฐบาลก็เปลี่ยนไป โดยมีการประกาศว่า ตั้งแต่วันที่ ๙ สิงหาคม ค.ศ. ๒๐๐๑ ห้ามมิให้ใช้งบประมาณของรัฐบาลในการสนับสนุนการวิจัยสเต็มเซลล์ที่มีการทำลายตัวอ่อน
            นโยบายนี้มีผลทำให้แนวปฏิบัติเดิมที่ร่างไว้ต้องถูกยกเลิกไป และนักวิจัยในสหรัฐที่ขอรับทุนวิจัยจากรัฐบาล จะต้องใช้สเต็มเซลล์ไลน์ที่มีการพัฒนาขึ้นไว้แล้วก่อนวันที่ ๙ สิงหาคม ค.ศ. ๒๐๐๑ เท่านั้นเป็นวัสดุสำหรับการวิจัย ห้ามสร้างตัวอ่อนขึ้นใหม่ และห้ามสนับสนุนแม้กระทั่งการนำตัวอ่อนเหลือใช้จากการทำ IVF ที่มีอยู่เป็นจำนวนนับแสนมาใช้ในการวิจัยสเต็มเซลล์ กล่าวได้ว่าเป็นนโยบายที่อยู่บนหลักการความเชื่อในทางจริยธรรมที่เข้มงวดที่สุดอันหนึ่ง  แม้ว่าจนถึงปัจจุบันนี้จะถูกคัดค้านอย่างรุนแรงจากผู้เกี่ยวข้องซึ่งได้แก่นักวิจัย
            ในขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐยังคงให้อิสระ ในการทำวิจัยกับตัวอ่อนในภาคเอกชน และไม่มีกฎหมายใด ๆ ที่ห้ามในเรื่องนี้ จึงเกิดสถานการณ์ที่แปลกประหลาดว่า ขณะที่ด้านหนึ่งปิดกั้นการวิจัยในภาครัฐ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ปล่อยงานวิจัยที่อยู่ในมือบริษัทให้ดำเนินต่อไป ทำให้กลุ่มศาสนา ฯลฯ ที่สนับสนุนการออกกฎหมายห้ามวิจัยตัวอ่อนโดยเด็ดขาด หันมาต่อต้านนโยบายนี้เช่นกัน ว่าเป็นการดำเนินนโยบายสองมาตรฐาน
: ญี่ปุ่น
รัฐสภาของญี่ปุ่น ได้ผ่านกฎหมายที่ห้ามการใช้เทคโนโลยีโคลนนิ่งมนุษย์เพื่อเจริญพันธุ์ (Law Concerning Regulation Relating to Human Cloning Techniques an Other Similar Techniques, ๒๐๐๐) แต่ในการสกัดสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนเหลือใช้จากการทำ IVF เพื่อช่วยเจริญพันธุ์และได้รับบริจาคมาเพื่อทำการวิจัยนั้น ให้ใช้แนวปฏิบัติ (Guidelines for Derivation and Utilization of Human Embryonic Stem Cells, ๒๐๐๑) กำหนดเงื่อนไขในการใช้ตัวอ่อนไว้ระดับหนึ่งแต่ไม่มีผลบังคับทางกฎหมาย ล่าสุดในเดือนมิถุนายน ๒๐๐๔ สภานโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีซึ่งเป็นหน่วยงานกำหนดนโยบาย ได้เสนอแนวทางอนุญาตให้นักวิจัยสร้างตัวอ่อนขึ้นด้วยการโคลนได้เพื่อใช้ในการวิจัย แต่ยังไม่ถึงขั้นยินยอมให้นำโคลนนี้ไปสกัดสเต็มเซลล์ไลน์ เนื่องจากต้องการใช้ความรอบคอบในเรื่องความปลอดภัยของการใช้เซลล์โคลนเพื่อจุดประสงค์ดังกล่าว
: ออสเตรเลีย
ด้านออสเตรเลียได้ออกกฎหมาย Research Involving Human Embryos Act ๒๐๐๒ มีแนวทางคล้ายกับของญี่ปุ่น นั่นคือ ให้ใช้เฉพาะตัวอ่อนที่เหลือจากการบำบัดรักษาเพื่อช่วยการเจริญพันธุ์เท่านั้นในการวิจัย
เพื่อให้ง่ายแก่การเปรียบเทียบ ผู้เขียนจึงได้รวบรวมข้อมูลสถานภาพของนโยบายและการควบคุมการวิจัยตัวอ่อนมนุษย์ในหลายประเทศ เรียงตามลำดับความเข้มงวด ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าในระดับนานาประเทศมีความแตกต่างของระดับการควบคุม การยินยอมหรือสนับสนุนให้มีการวิจัยได้ต่าง ๆ กัน ตั้งแต่กลุ่มที่มีระดับการควบคุมที่เข้มงวด ไปจนถึงกลุ่มที่ผ่อนผันและเอื้ออำนวยต่อการวิจัยมาก

เปรียบเทียบแนวทางของประเทศต่าง ๆ ในการควบคุมการวิจัยเซลล์ต้นกำเนิด
แหล่งข้อมูล: Walter’s data (๒๐๐๒), modified and updated up to June ๒๐๐๔.
 
 










: แนวปฏิบัติสำหรับประเทศไทย
แนวปฏิบัติสำหรับการวิจัยด้านสเต็มเซลล์ในมนุษย์ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาในประเทศไทยในปี ค.ศ. ๒๐๐๓ นั้น เกิดขึ้นภายใต้โครงการชีวจริยธรรมกับการวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ โดยมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ร่วมกับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ได้เชิญชวนนักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ นักกฎหมาย และนักสังคมศาสตร์ จากสถาบันต่าง ๆ ร่วมกันจัดทำ (ร่าง) แนวปฏิบัติและประเด็นพิจารณาทางชีวจริยธรรมด้านการทำวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ แบ่งออกเป็น ๓ ด้าน และหนึ่งในนั้นก็คือ แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการวิจัยด้านสเต็มเซลล์ในมนุษย์
ในการจัดทำแนวปฏิบัติ โครงการฯ ได้ใช้กลไกคณะทำงานเป็นผู้ร่างแนวปฏิบัติฯ และมีคณะกรรมการที่ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขาเป็นผู้ตรวจสอบ นอกจากนี้ยังได้จัดเวทีสาธารณะขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม ๒๐๐๔ เพื่อให้เกิดกระบวนการร่วมพิจารณาและรับฟังข้อเสนอแนะต่อ (ร่าง) แนวปฏิบัติดังกล่าว จนได้นำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขให้มีความครอบคลุมและถี่ถ้วนต่อประเด็นสำคัญด้านจริยธรรมถึงระดับที่เป็นที่ยอมรับของบุคคลต่าง ๆ ในวงกว้างในสังคมไทย และให้สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้
(ร่าง) แนวปฏิบัติด้านสเต็มเซลล์ นี้ มีลักษณะเป็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นเงื่อนไขในการให้ทุนสนับสนุนการวิจัย (guidelines) ในลักษณะเดียวกับแนวปฏิบัติเดิมของ NIH ของสหรัฐที่จัดทำขึ้นในสมัยรัฐบาลคลินตัน มิใช่เป็น code of conduct    (ร่าง)ฯ ฉบับนี้ได้ให้แนวทางในการจัดการกับปัญหาหลักทั้งสองประเด็นที่กล่าวถึงในตอนต้นของบทความนี้ โดย
๑.      กำหนดเงื่อนไขที่ผู้ให้ทุนวิจัยจะนำไปพิจารณาในการอนุมัติให้ทุนวิจัย
๒. กำหนดประเด็นที่ควรมีระบุในแบบรับรองคำยินยอมของผู้บริจาคตัวอ่อนหรือไข่เพื่อการวิจัย
๓. ระบุอย่างชัดเจนถึงชนิดของงานวิจัยที่ใช้สเต็มเซลล์ที่ไม่ควรได้รับทุนสนับสนุนการวิจัย ซึ่งส่วนใหญ่มุ่งควบคุมงานวิจัยที่ใช้กระบวนการเปลี่ยนถ่ายนิวเคลียสระหว่างมนุษย์และสัตว์
ทั้งหมดนี้ เป็นการกำหนดและระบุโดยอยู่บนหลักการทางจริยธรรม ที่เป็นที่ยอมรับโดยกว้าง ๆ ในสังคมไทยโดยเงื่อนไขและประเด็นในข้อ ๑. และ ๒. เป็นไปตามที่ระบุไว้แล้วในหน้าแรกของเอกสารฉบับนี้
ข้อที่น่าสังเกตคือ ในเนื้อหาสาระของ (ร่าง) แนวปฏิบัติฯ มิได้ระบุถึงการห้ามกระทำการวิจัยโดยใช้ตัวอ่อนที่สร้างขึ้นเพื่อการวิจัย หากเป็นการวิจัยที่ได้ตัวอ่อนมาโดยชอบตามหลักจริยธรรมที่กำหนดไว้ ดังนั้นในแง่หนึ่งอาจกล่าวได้ว่ามีระดับการควบคุมใกล้เคียงกับแนวทางของประเทศอังกฤษ ทว่าขณะนี้ยังมิได้มีกระบวนการที่ชัดเจนที่จะพัฒนาไปจนถึงขั้นออกเป็นกฎหมาย และยังไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการควบคุมดูแลดังเช่นกรณีของอังกฤษ และยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐบาลดังเช่นสหรัฐอเมริกา (จะมีก็แต่การประกาศจุดยืนของแพทยสภาที่ห้ามการวิจัยที่จะเป็นการโคลนมนุษย์) ผู้เขียนเห็นว่าในประเด็นสถานภาพของตัวอ่อนยังไม่มีการถกเถียงเรื่องนี้ในสังคมไทยอย่างเพียงพอที่จะนำมาเป็นข้อสรุปเอกฉันท์หรือเป็นบรรทัดฐานที่ดีได้
(ร่าง) แนวปฏิบัตินี้มุ่งให้หน่วยงานให้ทุนวิจัยและพัฒนาในประเทศได้ทดลองนำไปใช้ และปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมแก่สถานการณ์ทางสังคมและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่อไป เพื่อให้งานวิจัยที่อาจมีคุณูปการต่อประเทศและสังคมโลกได้ดำเนินไปโดยอยู่ในขอบเขตของหลักเกณฑ์ทางจริยธรรมที่ผ่านการกลั่นกรองมาระดับหนึ่ง
รวมทั้งอาจเป็นชนวนให้มีการเปิดอภิปรายในข้อถกเถียงสำคัญที่เป็นจุดเริ่มต้นของมนุษย์ทุกคนที่ว่า ชีวิตมนุษย์เริ่มต้นเมื่อไหร่?”

๔.๔ ทัศนะในแต่ละศาสนา
๔.๔.๑ ศาสนาอิสลาม [๔๗]
วิทยาศาสตร์การแพทย์ในปัจจุบัน มีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และความก้าวหน้าบาง อย่างส่งผลกระทบต่อแนวคิดด้านศาสนาและจริยธรรม เช่น การเริ่มต้นและการสิ้นสุดของชีวิต การใช้ประโยชน์และการทำลายตัวอ่อนที่ผสมแล้ว (stem cell) การทำซ้ำหรือโคลนนิ่ง (cloning) เป็นต้น ประเด็นเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในยุคของนักวิชาการชั้นนำทางศาสนา จึงตกเป็นหน้าที่ของนักวิชาการนิติศาสตร์อิสลามยุคปัจจุบัน และแพทย์มุสลิมที่จะต้องศึกษาทำความเข้าใจ  และตอบประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ให้ได้ โดยอาศัยการวิเคราะห์จากคัมภีร์อัลกุรอาน และจากจริยวัตรของศาสดา (ซุนนะห์) เป็นหลัก และโดยธรรมชาติของการวิเคราะห์นั้น ย่อมเกิดความเห็นหลากหลายในประเด็นเดียวกัน ดังนั้น จึงต้องยึดถือทัศนะของนักวิชาการส่วนใหญ่ในการนำไปปฏิบัติ
: ประเด็นเรื่องการเริ่มต้นของชีวิต
การเริ่มต้นชีวิต จากบทวิเคราะห์ของ ดร.อับดุลเลาะห์ บาสะลามะห์ (อาจารย์แผนกนรีเวช จากมหาวิทยาลัยแพทย์ เจดดาห์ ซาอุดิอาระเบีย) และจากข้อสรุปผลการประชุมสัมมนาในหัวข้อ  เรื่อง ชีวิตมนุษย์เริ่มต้นและสิ้นสุดตามทัศนะอิสลาม  ซึ่งเป็นการประชุมร่วมกันของแพทย์มุสลิม   นักนิติศาสตร์อิสลาม และนักวิชาการด้านศาสนาอิสลาม ที่โรงแรมฮิลตัน ประเทศคูเวต ระหว่างวันที่  ๑๕-๑๗ มกราคม ค.ศ. ๑๙๘๕  พอจะประมวลเรื่องการเริ่มต้นของชีวิตได้ดังนี้ :-
ชีวิตมีอยู่แล้วในสเปิร์มของชาย และไข่ของหญิง  แต่เป็นชีวิตที่ยังไม่มีศักดิ์ศรี และไม่ห้ามทำลาย การเริ่มต้นของชีวิตที่มีศักดิ์ศรีและห้ามทำลายนั้น นักนิติศาสตร์อิสลามมีความเห็นต่างกัน     เป็น  ๓  ทัศนะ ดังนี้
ทัศนะที่หนึ่ง : ชีวิตเริ่มต้นเมื่อมีปฏิสนธิในครรภ์  ซึ่งภาษาอาหรับเรียกว่า นุตฟะห์
ทัศนะที่สอง : ชีวิตเริ่มต้นเมื่อวิญญาณถูกใส่เข้าในร่าง คือเมื่อตั้งครรภ์ได้  ๑๒๐ วัน
ทัศนะที่สาม : ชีวิตเริ่มต้นเมื่อทารกเริ่มเคลื่อนไหวขณะอยู่ในครรภ์คือเมื่อตั้งครรภ์ได้ ๔ วัน
เมื่อติดตามขั้นตอนของการเกิดชีวิตมนุษย์ ภายในมดลูกเราพบว่า ผ่านขั้นตอนต่าง ๆมากมาย คัมภีร์อัลกุรอานได้บรรยายขั้นตอนต่าง ๆ เหล่านี้ไว้อย่างละเอียด
"แท้จริงเราได้สร้างมนุษย์ขึ้นมาจากธาตุดิน หลังจากนั้น เราได้สร้างเขาขึ้นมาจากการปฏิสนธิในที่พำนักอันมั่นคง หลังจากนั้นเราได้สร้างจากการปฏิสนธินั้น เป็นก้อนเลือด เราได้สร้างก้อนเลือดเป็นก้อนเนื้อ เราได้สร้างก้อนเนื้อเป็นกระดูก เราได้ห่อหุ้มกระดูกด้วยเนื้อ  หลังจากนั้น      เราได้สร้างเขาเป็นรูปร่างอีกอย่างหนึ่ง   อัลเลาะห์ทรงจำเริญ  พระองค์เป็นผู้สร้างที่งดงามที่สุด “  
แท้จริงเรา (อัลเลาะห์) ได้สร้างมนุษย์ ขึ้นมาจากน้ำเชื้อที่ผสมกัน (อัลอินซาน ๒คือน้ำเชื้อที่ผสมกันระหว่างเชื้อสเปิร์มของชายและไข่ของเพศหญิง
เรา ได้สร้างมนุษย์ขึ้นมาจากน้ำเชื้อ แล้วเขาก็เป็นปรปักษ์อย่างชัดเจน (อันนะห์ลิ ๔หมายถึง  มนุษย์นั้นเกิดจากน้ำเชื้อ.
พระองค์สร้างมนุษย์ขึ้นมาจากก้อนเลือด (อัลอะลัก ๒) หมายถึง ขั้นตอนของก้อนเลือดก่อนถึงขั้นตอนของมนุษย์


: การใช้ประโยชน์จากตัวอ่อน และการทำลายตัวอ่อนที่ผสมแล้ว (stem cells)    
            ในทัศนะของศาสนาอิสลาม ไม่ยินยอมให้ใช้ตัวอ่อนเป็นแหล่งปลูกถ่ายอวัยวะให้แก่บุคคลอื่น  แต่มีข้อยกเว้นในหลายกรณี  ที่จำต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์โดยครบถ้วนคือ :
ก.   ไม่ยินยอมให้ทำแท้งเพื่อนำตัวอ่อนมาใช้ปลูกถ่ายอวัยวะให้ผู้อื่น  แต่การแท้งนั้นจะต้องเป็นการแท้งตามธรรมชาติ ไม่ใช่เจตนาทำให้แท้ง และเป็นการแท้งที่มีเหตุผลที่ศาสนายอมรับได้ และจะต้องไม่ใช้วิธีการผ่าตัดเพื่อเอาตัวอ่อนออกมา  นอกจากในกรณีเพื่อช่วยชีวิตแม่.
ข.   ถ้าหากตัวอ่อนสามารถที่จะมีชีวิตอยู่ได้ต่อไป ก็จำเป็นต้องให้การรักษาพยาบาล เพื่อให้ชีวิตของตัวอ่อนนั้นคงอยู่ และจำเป็นต้องป้องกันรักษาชีวิตไว้ จะนำตัวอ่อนไปใช้ประโยชน์ในการปลูกถ่ายอวัยวะไม่ได้  แม้เมื่อตัวอ่อนไม่อาจมีชีวิตต่อไปได้  ก็ยังไม่ยินยอมให้นำมาใช้ประโยชน์  เว้นแต่ตัวอ่อนนั้นจะเสียชีวิตแล้ว โดยมีเงื่อนไข ว่า
๑.  ไม่ยินยอมให้นำวิธีการปลูกถ่ายอวัยวะไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยเด็ดขาด
๒.  ต้องมีคณะกรรมการเฉพาะกิจที่เชื่อถือได้เป็นผู้ดูแลและควบคุมการปลูกถ่ายอวัยวะ.
๓.  ไม่ยินยอมให้ใช้เซลล์ที่นำมาจากตัวอ่อนของมนุษย์  เพื่อการโคลนนิ่งเพราะอาจทำให้ตัวอ่อนเสียชีวิตได้.
๔.  การใช้ยีนในการบำบัดรักษา  หรือป้องกันโรค  หรือแก้ไขข้อบกพร่อง  หรือตำหนิ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางรูปร่างตามธรรมชาติ ถือว่าเป็นสิ่งที่อนุญาตให้ทำได้  แต่ถ้าหากนำยีนมาเพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพ  หรือรูปร่าง  สีผิว  สูง  เตี้ย ก็เป็นสิ่งต้องห้าม
๕.  ไม่อนุญาตให้บำบัดรักษายีนที่อยู่ในเซลล์ เพราะไม่อาจรู้ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นได้ และเพราะอาจเกิดผลลัพธ์ที่ร้ายแรงขึ้น อีกทั้งยังมีผลกระทบทางด้านจริยธรรม  แต่เมื่อวิทยาการก้าวหน้าจนสามารถก้าวไปถึงขั้นที่ป้องกันไม่ให้เกิดผลเสียหาย และผล กระทบที่เป็นลบที่จะเกิดกับมนุษย์และลูกหลานในยุคหลังได้ ก็ย่อมไม่อาจห้ามการบำบัดรักษาด้วยยีนนี้ ได้ตลอดไปตามหลักศาสนา การห้ามจะพิจารณาจากภัยอันตรายที่เกิดขึ้นจริง  ส่วนการอนุญาตก็จะพิจารณาจากผลประโยชน์ และการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น
: การทำลายตัวอ่อน
            ในเรื่องนี้ ศาสนาอิสลาม มีคำตอบให้ดังนี้
๑.  ไม่มีข้อห้ามในเรื่องการทำลายตัวอ่อนที่ยังอยู่ในหลอดแก้ว
๒.  การนำตัวอ่อนมาจากมารดาที่ตั้งครรภ์ โดยวิธีทำแท้งตัวอ่อนเหล่านั้น ถึงแม้จะนำมาใช้ในการค้นคว้าทางวิชาการก็ตาม  ถือว่าเป็นสิ่งที่ศาสนาไม่อนุญาตให้กระทำ
๓.  การนำตัวอ่อนที่ได้มาจากธนาคารน้ำเชื้อ  ซึ่งมีอยู่มากมายมาทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ นั้นยังคงเป็นสิ่งที่นักวิชาการด้านศาสนาต้องศึกษาอย่างละเอียด เพื่อหาข้อกำหนดอย่างเหมาะสมว่าเป็นสิ่งที่ศาสนาอนุญาตให้กระทำได้หรือไม่ ในเมื่อตัวอ่อนเหล่านั้นต้องถูกกำจัดอยู่แล้ว
๔.  ตัวอ่อนที่แท้งโดยธรรมชาติ หรือถูกทำแท้งเพราะมีความจำเป็นเพื่อช่วยชีวิตมารดา ทารกจะต้องได้รับการรักษาพยาบาลทุกวิถีทางเพื่อให้รอดชีวิต ในกรณีที่ทารกเสียชีวิตและได้รับการยืนยันทางการแพทย์ ทางวิทยาศาสตร์และทางศาสนา  ยินยอมให้นำอวัยวะบางอย่าง และเนื้อเยื่อของ ตัวอ่อนนั้นไปปลูกถ่ายให้แก่ผู้อื่นได้  ตามเงื่อนไขทางจริยธรรมที่เกี่ยวกับการผ่าตัดและการปลูกถ่าย
            พร้อมๆ กับความก้าวหน้าทางการแพทย์ ได้เกิดวิชาการทางด้านพันธุวิศวกรรมขึ้น  โดยมีความสามารถในการบำบัดรักษาด้วยยีน (gene) การบำบัดรักษาประเภทนี้จะมีข้อกำหนดทางศาสนา อย่างไร และมีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะเข้าไปแทรกแซงการใช้ยีนเพื่อการรักษาหรือเปลี่ยนแปลงลูกหลานที่จะเกิดขึ้นมาใหม่
๔.๔.๒ ศาสนาคริสต์
            ในทัศนะของคริสต์ศาสนา [๔๘] นั้น มีความชัดเจนว่า ชีวิตเริ่มต้นเมื่อมีปฏิสนธิ และห้ามแทรกแซงกิจกรรมระหว่างบิดามารดาโดยสิ้นเชิง แม้กระทั่งการปฏิสนธิในหลอดแก้ว ก็กระทำมิได้ (แต่) ทางคาทอลิก จะอ่อนโอนให้ข้อเดียวคือ อำนวยความสะดวกให้เกิดการปฏิสนธิในร่างกายมารดาได้ แต่ต้องอยู่ในร่างกายมารดา มิใช่กระทำข้างนอกแล้วนำกลับเข้าไปฝังตัว
            เมื่อไม่นานมานี้ทางสำนักวาติกันก็ได้เพิ่มบาปขึ้นใหม่อีก ๗ ข้อ ประกอบไปด้วย [๔๙]
๑. การละเมิดชีวศีลธรรม เช่น การคุมกำเนิด ('Bioethical' violations such as birth control)
๒. การทดลองที่เหลื่อมล้ำมนุษย์ธรรม เช่น การวิจัยเสต็มเซลล์ ('Morally dubious' experiments such as stem cell research)
๓. ติดยาเสพติด (Drug abuse)
๔. การสร้างมลพิษ (Polluting the environment)
๕. การเพิ่มความแตกต่างชนชั้นระหว่างคนรวย และคนจน (Contributing to widening divide between rich and poor)
๖.         ความฟุ่มเฟือย (Excessive wealth)
๗. การสร้างความขาดแคลน (Creating poverty)
สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกส์ [๕๐] ทรงวิงวอนให้นักวิทยาศาสตร์ยุติการใช้ตัวอ่อนมนุษย์ในการวิจัยเกี่ยวกับเซลล์ต้นแบบ หรือ สเต็มเซลล์ เนื่องจากการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีและความสง่างามของชีวิตมวลมนุษยชาติ โดยสำนักวาติกันยืนยันสนับสนุนการวิจัยเกี่ยวกับเซลล์ต้นแบบ ตราบใดที่ไม่มีการใช้หรือการวิจัยใด ๆ ที่เป็นอันตรายกับตัวอ่อนมนุษย์
๔.๔.๓ พระพุทธศาสนา
            ในวินัยของพระสงฆ์ มีข้อห้ามสำคัญอยู่ ๔ ข้อ ที่ภิกษุรูปใดล่วงละเมิดเข้าจะมีโทษร้ายแรงถึงขั้นขาดจากความเป็นภิกษุ ข้อห้ามทั้ง ๔ คือ [๕๑]
๑.  ห้ามร่วมประเวณี
๒.  ห้ามลักทรัพย์ราคาตั้งแต่ ๕ มาสกขึ้นไป
๓.  ห้ามฆ่ามนุษย์
๔.  ห้ามอวดคุณวิเศษ เช่น ฌาน สมาบัติ เป็นต้น ที่ไม่มีในตน
ที่เราสนใจคือ ข้อที่ ๓ การฆ่าคนในพระพุทธศาสนาถือว่า เป็นบาปหนัก ด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์จึงทรงจัดไว้ในข้อห้ามที่สำคัญสุดยอด มีเรื่องเล่าในพระวินัยปิฎกว่า [๕๒] หลังจากที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติวินัยข้อนี้แล้ว มีภิกษุรูปหนึ่งรับทำแท้งให้กับสตรีนางหนึ่ง เพราะเข้าใจว่า ทารกในครรภ์ไม่ใช่คน ภายหลังท่านเกิดความสงสัยจึงนำความเข้ากราบทูล พระองค์ทรงวินิจฉัยว่าภิกษุรูปนั้นต้องอาบัติปาราชิก เพราะทารกในครรภ์มีสถานภาพเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์แล้ว
การที่ภิกษุรูปนั้นรับอาสาทำแท้งให้สตรี เธออาจเข้าใจว่า ทารกในครรภ์คงเป็นเพียงก้อนเนื้อก้อนหนึ่งเท่านั้น ยังมิใช่มนุษย์โดยสมบูรณ์

: ความเป็นมนุษย์เริ่มต้นขึ้นเมื่อใด
            ปัญหาว่า [๕๓] เมื่อใดเราจึงจะเรียกอินทรียภาพ (organism) อันใดอันหนึ่งว่าเป็นมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ปัญหานี้พุทธศาสนาตอบเอาไว้อย่างชัดเจน ขอให้เราพิจารณาพระพุทธวจนะในพระสูตรต่อไปนี้ [๕๔]
            ภิกษุทั้งหลาย เพราะปัจจัย ๓ ประการประชุมพร้อมกัน การถือกำเนิดในครรภ์จึงมีได้ (คือ)
๑.  ในสัตว์โลกนี้ มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน แต่มารดายังไม่มีระดู และคันธัพพะยังไม่ปรากฏ    การถือกำเนิดในครรภ์ก็ยังมีไม่ได้
๒.  ในสัตว์โลกนี้ มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน มารดามีระดู แต่คันธัพพะยังไม่ปรากฏ การถือกำเนิดในครรภ์ก็ยังมีไม่ได้
๓.  แต่เมื่อใด มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน มารดามีระดู และคันธัพพะก็ปรากฏ เมื่อนั้น เพราะปัจจัย ๓ ประการประชุมพร้อมกันอย่างนี้ การถือกำเนิดในครรภ์จึงมีได้
            ตามพุทธมตินี้ [๕๕] การตั้งครรภ์จะเกิดมีได้ต้องอาศัยองค์ประกอบสามประการคือ บิดามารดามีความสัมพันธ์ทางเพศ มารดาอยู่ในวัยที่จะให้กำเนิดทารกได้ (มีการตกไข่) และมีสิ่งที่พุทธศาสนาเรียกว่าคันธัพพะเข้าไปยู่ในไข่ของมารดาที่ได้รับเชื้อจากบิดาแล้ว องค์ประกอบทั้งสามนี้ต้องประจวบพร้อมในเวลาเดียวกัน กล่าวคือ ขณะที่มารดาบิดามีเพศสัมพันธ์กันนั้น อสุจิกับไข่ได้ผสมกัน ช่วงเวลาที่สองสิ่งนี้ประจวบกันเข้าก็มีคันธัพพะเข้ามาผสมอีกทางหนึ่ง ครบอย่างนี้ การตั้งครรภ์จึงเกิดมีได้
            สิ่งที่เรียก คันธัพพะ นี้ พระอรรถกถาจารย์ [๕๖]อธิบายไว้ว่า ได้แก่สัตว์ที่มาปรากฏในครรภ์ สัตว์ดังกล่าวนี้ [๕๗]หมายเอาปฏิสนธิวิญญาณ (จิต) ที่สืบเนื่องมาจากจุติวิญญาณ (จิต) ของสัตว์ที่ถึงแก่กรรม
การตีความของพระอรรถกถาจารย์นี้ สอดคล้องกับพระพุทธวจนะที่ตรัสเอาไว้ว่า [๕๘]
พระผู้มีพระภาค : อานนท์ ข้อที่เรากล่าวเช่นนี้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมีเธอพึงทราบเหตุผลที่วิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี ดังต่อไปนี้ ก็ถ้าวิญญาณจักไม่หยั่งลงในท้องมารดา นามรูปจะก่อตัวขึ้นในท้องมารดาได้หรือ
อานนท์ :  ไม่ได้เลย พระพุทธเจ้าข้า
ภ.: ก็ถ้าวิญญาณหยั่งลงในท้องมารดาแล้วล่วงเลยไปนามรูปจักบังเกิดขึ้นเพื่อความเป็นอย่างนี้ได้หรือ
อา.: ไม่ได้เลย พระพุทธเจ้าข้า
ภ.: ก็ถ้าวิญญาณเด็กชายหรือเด็กหญิงผู้เยาว์วัยจักขาดความสืบต่อ นามรูปจักเจริญงอกงามไพบูลย์ได้หรือ
อา.: ไม่ได้เลย พระพุทธเจ้าข้า
ภ.: อานนท์ เพราะเหตุนั้น เหตุ ต้นเหตุ เหตุเกิดและปัจจัยแห่งนามรูป ก็คือวิญญาณนั่นเอง
            เป็นที่ชัดเจนว่า ชีวิตมนุษย์เริ่มต้นตั้งแต่มีการปฏิสนธิในครรภ์ ถ้าเหตุปัจจัยทั้ง ๓ ประการครบบริบูรณ์ ไม่มีองค์ประกอบในข้อใดข้อหนึ่งบกพร่อง หรือแม้แต่การทำปฏิสนธินอกครรภ์ ถ้าอสุจิของฝ่ายชาย ไข่ของฝ่ายหญิง ทั้งสองฝ่ายบริบูรณ์ และมีสัตว์มาปฏิสนธิ ก็ถือว่า ชีวิตได้เริ่มต้นขึ้นแล้วเหมือนกัน ดังนั้น การนำเซลล์ตัวอ่อนที่ปฏิสนธิแล้วมาทดลองทางวิทยาศาสตร์ หรือ กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วทำลายเซลล์ที่เหลือจากการใช้งาน หรือมิได้ทำลาย แต่ปล่อยให้เซลล์นั้นตายไปเอง โดยที่ชีวิตมนุษย์ถูกตัดรอนไป ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ ก็ชื่อว่า เป็นการทำลายชีวิตมนุษย์นั่นเอง
๔.๔.๔ การพิจารณาด้านศีล
            สำหรับ Adult Stem Cell ไม่น่าจะมีปัญหาด้านจริยธรรม เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์ นำเอาเซลล์จากร่างกายของมนุษย์ที่โตเต็มวัยแล้วมาเพาะเลี้ยง ถ้าจะมองด้านสัจธรรม เรื่องนิยาม ๕ ก็น่าจะจัดอยู่ใน พีชนิยาม คือ มีชีวิตเหมือนพืช แต่ไม่มี จิตนิยาม เพราะโดยปกติ เซลล์ในร่างกายก็มีการตายทุกวันอยู่แล้ว แต่อาจมีผลด้านจิตวิทยา เช่น การบำบัดโรคด้วย stem cell โดยนำเอาเซลล์จากร่างกายของมนุษย์ที่โตเต็มวัยแล้วของผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง มาบำบัดรักษา ในเรื่องของจรรยาบรรณทางการแพทย์ ไม่สามารถที่จะเปิดเผยถึงผู้บริจาคเซลล์ได้เนื่องจากอาจมีเรื่องของการตอบแทนได้ในภายหลัง การบริจาคก็ควรเป็นเรื่องของการบริจาคที่บริสุทธิ์ ไม่ควรมีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ฉะนั้น ผู้ได้รับการบำบัดอาจมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้
            แต่ที่เป็นเหตุให้นักวิทยาศาสตร์ ถูกคัดค้านและต่อต้าน ในงานวิจัย stem cell ก็คือ การนำตัวอ่อน (Embryonic Stem Cell) หรือสัตว์ที่ยังอยู่ในครรภ์ในระยะ blastocyst มาทำการวิจัยว่าเป็นการละเมิดต่อจริยธรรม ทำลายชีวิต หรือไม่
จากคำตอบของแต่ละศาสนา ก็เป็นที่ชัดเจนว่า เป็นการทำลายชีวิตมนุษย์ แน่นอน ฉะนั้นในหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนามีข้อตัดสินด้านศีลธรรมอย่างไร ที่สามารถนำมาอภิปรายให้ชัดเจนในเรื่องนี้ได้
เป็นที่แน่นอนว่า ในเรื่องของความดี ความชั่วนั้น เป็นเรื่องที่ตายตัว แต่ในทัศนะด้านสังคมจะตีความเหตุของการทำความดีความชั่วอย่างไร เป็นเรื่องของกติกาทางสังคม สำหรับสังคมของชาวพุทธมีศีลธรรมเป็นกติกา และเป็นเครื่องตัดสินความดีความชั่ว
อันดับแรก ขอพิจารณาในเรื่องศีลก่อน ซึ่งศีลนี้จะบ่งบอกลักษณะทางกาย และทางวาจาของบุคคล ในศีล ๕ นี้ จะขอหยิบเอา ศีลข้อที่ ๑ ปาณาติบาต ว่าด้วยการงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ มาพิจารณา เพราะศีลข้อนี้ ตรงประเด็นในเรื่อง Embryonic Stem Cell โดยศีลข้อนี้ มีหลักที่ว่าด้วยองค์ของปาณาติบาต สำหรับเป็นเครื่องมือในการพิจารณาตัดสิน ซึ่งมีอยู่ ๕ ข้อ คือ [๕๙]
๑.  ปาโณ                สัตว์มีชีวิต
๒.  ปาณสัญญิตา    รู้ว่าสัตว์มีชีวิต
๓.  วธกจิตตัง          มีจิตคิดฆ่า
๔.  อุปักกโม            มีความพยายาม
๕.  เตน มรณัง         สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น
            เมื่อเรารู้ว่า ตัวอ่อนที่นำมาใช้ทดลอง หรือ ทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง บางส่วน ซึ่งมีอายุหลังปฏิสนธิ ๓-๕ วัน แล้วต้องทำลายเซลล์ที่เหลือ หรือ ปล่อยให้ตายไปเอง ก็ตาม ชื่อว่า เป็นการฆ่าสัตว์ ก็ต้องมาพิจารณาองค์ประกอบของศีลว่า ผู้กระทำ มีเจตนาครบองค์ประกอบหรือไม่ ถ้าครบ ก็ถือว่า ทำผิดศีลข้อที่ ๑ ถ้าไม่ครบ ก็ถือว่า ยังไม่ทำผิดศีลข้อที่ ๑ หลักของการพิจารณา เราถือว่า มีเจตนากับไม่มีเจตนา [๖๐] ที่จะเป็นเหตุให้ผิด-ไม่ผิด เราจะไม่พิจารณาว่า มีเจตนามาก-น้อย ซึ่งในประเด็นหลังนี้จะเป็นเหตุบอกว่า ผิดมาก-น้อย ตามเจตนาเท่านั้น
๔.๕ พิจารณาด้านหลักธรรม
            หลักธรรมสำหรับประกอบการตัดสิน ก็ต้องเป็นหลักธรรม ที่คู่กับศีลข้อที่ ๑ ที่เราเรียกกันว่า หลักเบญจศีล เบญจธรรม นอกจากองค์ประกอบของศีลแต่ละข้อ ที่เป็นเหตุชี้มูลความผิดของผู้ล่วงละเมิดศีลในแต่ละข้อแล้ว ก็ต้องพิจารณาหลักธรรมที่เข้ามาเกี่ยวข้องต่อการกระทำ ซึ่งบ่งบอกถึงสภาพจิตใจของผู้กระทำว่าเป็นอย่างไร
            หลักธรรมที่เป็นเครื่องสนับสนุนให้มนุษย์ไม่ลวงละเมิดศีลข้อที่ ๑ คือ เมตตา กรุณา ซึ่งหมายถึง ความรัก ความปรารถนาดี ต่อผู้อื่น สัตว์อื่น ต้องการให้พ้นจากความทุกข์ อยู่เป็นสุข ไม่อาฆาต พยาบาท จองเวร ล้างผลาญชีวิตกันและกัน เมื่อมนุษย์ประกอบด้วยเมตตากรุณา ความเมตตากรุณา จะเข้าไปสู่กระบวนการขัดเกลาจิตใจของมนุษย์ให้อ่อนโยน สามารถควบคุมจิตใจมิให้กายกระทำผิด ทั้งวาจาก็ไม่เป็นไปเพื่อการสั่งบังคับให้ผู้อื่นกระทำผิด ในศีลข้อที่ ๑
ดังนั้น หากมนุษย์ ไร้เมตตากรุณาอันเป็นตัวช่วยสนับสนุนให้รักษาศีลข้อที่ ๑ แล้ว การล่วงละเมิดศีลข้อที่ ๑ ย่อมเกิดมีได้ทุกขณะ และเมื่อนั้นก็สามารถคาดเดาสภาพจิตใจได้ว่า ผู้ที่กำลังทำปาณาติบาต นั้น มีจิตใจที่โหดเหี้ยม ทารุณ อยู่ในระดับหนึ่ง










บทที่ ๕  สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ
๕.๑ สรุปผลการวิจัย
            ในบทนี้จะขอสรุปเรื่อง พุทธจริยศาสตร์ กับ การพัฒนาสเต็มเซลล์ ด้วยบทสนทนาระหว่างกลุ่มนักวิชาการกับพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ด้วยคำถามของกลุ่มนักวิชาการว่า [๖๑]
            “เราก็รู้ว่าการเอาตัวอ่อนมาทำอะไรก็แล้วแต่ ถือเป็นการทำลายชีวิตแน่ ๆ แต่ว่าถ้าการกระทำนั้นมีประโยชน์ที่จะไปช่วยชีวิตหนึ่ง ต้องมาชั่งว่าอะไรมันหนักหนาสาหัสกว่ากัน ประโยชน์นั้นมากกว่าโทษหรือเปล่า ไม่ทราบว่านั่นคือ ประเด็นหรือเปล่า”
            “...จะแยกแยะหรือไม่ว่า โทษจะต่างกันหรือไม่ ระหว่างทำชีวิตใหม่ขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า โคลนนิ่ง กับผ่านกระบวนการปฏิสนธิธรรมดาทั่วไปในหลอดแก้ว หรือว่าเอาไปใช้ก่อน ๑๔ วัน หรือหลัง ๑๔ วัน...”
            “...การเอาเซลล์จากชีวิตใหม่ชีวิตหนึ่งไปทำกิจกรรมอื่นต่อ อาจจะช่วยชีวิตอีกฝ่ายหนึ่งได้ กิจกรรมอย่างนี้ การวิจัยแบบนี้ควรจะส่งเสริม หรือควรจะต้องถูกตีความอย่างไรหรือไม่”
            พระพรหมคุณาภรณ์ ได้ให้คำตอบไว้ว่า [๖๒]
            “ตอนที่ว่า ควรจะส่งเสริมหรือไม่ควรส่งเสริม เป็นความคิดเห็น...ตอนนี้เราต้องพยายามหาความจริง ถ้ามันเป็นความจริงและเราพบมัน ก็ง่ายขึ้น แต่บางทีความจริงเราหาไม่ได้ เราเข้าไม่ถึง ก็เลยมีการตีความกัน ความจริงก็คือมันเป็นเรื่องของธรรมชาติ มันเป็นอย่างไร มันก็เป็นของมันอย่างนั้น”
“...โลกมนุษย์เป็นโลกที่ปะปนกันระหว่างบุญกับบาป คือ ทำบุญ-ทำบาป ปะปนกันไป ทำบุญให้มากก็แล้วกัน ทีนี้ก็อยู่ที่การตัดสินใจเลือกระหว่างประโยชน์มาก-ประโยชน์น้อย และต้องไม่ประมาท”
“เรื่องที่เราไม่รู้ สิ่งที่เราทำ เรานึกว่าดี แล้วเราก็มุ่งหวังผลที่เรามองเป็นเป้าหมายอันเดียว แต่การกระทำของเรา มันส่งผลอะไรอีกบ้าง นอกเหนือจากนี้ ในระบบความสัมพันธ์ อันนี้เป็นแง่ที่ต้องไม่ประมาทอย่างยิ่ง”
“...ถ้ามีวิญญาณปฏิสนธิแล้ว มีความเป็นมนุษย์ เราจะเอาอย่างไร ก็ยังอยู่ในแง่ที่ว่าจะยอมตามหลัก บาปมาก-บุญน้อยหรือ บาปน้อย-บุญมาก ไหม เป็นเรื่องที่เราต้องเอามาพิจารณา...”
“ฉะนั้น [๖๓] ปัญหาจริยธรรม คือ มนุษย์จะต้องมีความสำนึกรับผิดชอบต่อธรรมชาติและความจริงตามธรรมดาของระบบเหตุปัจจัยทั้งหลาย ด้วยการทำตนให้มีปัญญาที่รู้เข้าใจถ่องแท้ทั่วตลอด แล้วก็ต้องมีความสำนึกรับผิดชอบต่อความเป็นไปของโลก หรือต่อชะตากรรมของสังคม ด้วยการเลือกตัดสินใจและกระทำการด้วยเจตนาที่มุ่งดีโดยบริสุทธิ์...มีความหวังดี ปรารถนาดี มีเมตตาธรรมที่แท้จริงต่อเพื่อนมนุษย์ ต่อโลกนี้ ไม่ใช่มีความหวังผลประโยชน์ส่วนตัว...”
“บาปหรือไม่บาป [๖๔] ไม่ได้อยู่ที่บัญญัติ แต่อยู่ที่ตัวบุคคล คือ เจตนาของเขา โดยสัมพันธ์กับความจริงของธรรมชาติ และบาปก็ยังมีอีกว่า บาปมากหรือบาปน้อย...”
“ทั้งหมดนี้จะเห็นว่า อยู่ที่การตัดสินใจของมนุษย์ ซึ่งสอดคล้องกับภาวะของสังคม คือ โลกมนุษย์ ที่ท่านถือว่าเป็นภพของผู้ทำมาหากรรม คือหลักการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ขึ้นอยู่กับการที่จะต้องเลือกเอาว่าจะทำอย่างไหนให้มาก ระหว่างกรรมดี กับกรรรมชั่ว...”
“วิสัยของมนุษย์ก็เป็นธรรมดาอย่างนี้อยู่แล้ว เราจึงต้องใช้ปัญญา ในการตั้งเจตนา เลือกตัดสินใจ เพื่อให้เป็นการกระทำอย่างไม่ประมาท ด้วยปัญญาที่สมบูรณ์ที่สุด โดยมีเจตนาที่ดีที่สุด อย่างน้อยพิจารณาเห็นแล้วว่าเป็นประโยชน์มากกว่าโทษ แล้วจึงตัดสินใจ”
๕.๒ ข้อเสนอแนะ
จากการศึกษาเรื่องของการพัฒนาสเต็มเซลล์ (Stem cells) ในวงการเพทย์ที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ผู้วิจังมีข้อเสนอแนะดังนี้
๒.๑  ควรวิจัยเกี่ยวกับหลักธรรมจริยธรรมของแต่ละประเทศว่า ชีวิต คืออะไร และเริ่มเรียกว่าชีวิตเมื่อใด
 ๒.๒  ควรวิจัยเปรียบเทียบหลักจริยธรรมของแต่ละประเทศว่าชีวิตที่ถูกฆ่ากับชีวิตที่ถูกพัฒนาว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร
๒.๓  ควรวิจัยเปรียบเทียบความจำเป็นในการฆ่า และความจำเป็นในการช่วยชีวิตของศาสนาพุทธกับศาสนาอื่น ๆ

บรรณนานุกรม
ก.      ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Sources)
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,  พระไตรปิฎกภาษาไทย. ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,  
                  กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙.
มหามกุฎราชวิทยาลัย, พระไตรปิกฎ และอรรถกถา ภาษาไทย. ฉบับมหามกุฎราชวิทยาลัย,
                  กรุงเทพมหานคร,  โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๒๖.

ข.      ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Sources)

๑.      หนังสือ :

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), สนทนาธรรม: ชีวิต จริยธรรมกับการวิจัยทางการแพทย์. กรุงเทพมหานคร : บริษัท ดีไซร์ จำกัด, ๒๕๔๘.
สมภาร พรมทา, พุทธศาสนากับปัญหาจริยศาสตร์ โสเภณี ทำแท้งและการุณยฆาต. พิมพ์ครั้งที่ ๑, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๑.

๒.     งานวิจัย
ดร.นเรศ ดำรงชัย, เอกสารประกอบการบรรยายในการประชุมประจำปี สวทช. เรื่อง ทิศทางการวิจัยและพัฒนาด้านเซลล์ต้นกำเนิด (stem cell) ในประเทศไทย, อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย. ๒๙ มิถุนายน ๒๕๔๗.
๓.      อินเตอร์เน็ต
ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล, “สเต็มเซลล์ (Stem Cell) คืออะไร”. ๕/stem-cell/stem-cell๑.htm>, กันยายน ๒๕๕๒.
วิกิพีเดีย, “สเต็มเซลล์”. , กรกฎาคม.๒๕๕๒.
สมาคมแพทย์มุสลิม, “ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ กับหลักการของอิสลาม”.>, กันยายน ๒๕๕๒.
, กันยายน ๒๕๕๒.
giggog.com, “สมเด็จพระสันตะปาปาทรงร้องขอให้นักวิทยาศาสตร์ยุติการใช้ตัวอ่อนในการวิจัยเกี่ยวกับสเต็มเซลล์”, ๑๒/news๑๒๔๑๗/>, กันยายน ๒๕๕๒.
ประวัติผู้วิจัย

ชื่อ-นามสกุล                :           Mr. Saophal Srun (โสภณ สรุน)
วัน-เดือน-ปีเกิด             :           ๕ ตุลาคม ๒๕๓๐
มาตุภูมิ                                    :           Kratie Village, Kratie Commune, Kratie  District,     
                                                                        Kratie Province, (Cambodia)
ประวัติการศึกษา          :          ประถมศึกษาปีที่ ๑-๖ ที่โรงเรียน ๒๔ กัญญา, ๒๕๓๗-๒๕๔๓
                                                                        มัธยมศึกษาตอนต้นที่ วิทยาลัย Kratie Town, ๒๕๔๓-๒๕๔๙
                                                                        มัธยมศึกษาตอนปลายที่ วิทยาลัย KOSOMA High School,
๒๕๕๒.
ที่อยู่ปัจจุบัน                 :           ๑๑๕/๙๑ ถ.สวนผัก ต.ฉิมพลี อ.ตลิ่งชัน กทม. ๑๐๑๗๐
อีแมลล์                         :           saophal@yahoo.com, saophalsrun@hotmail.com









[๑] พระธรรมปิฎก (.. ปยุตฺโต), จริยธรรมสาหรับคนรุ่นใหม่, (กรุงเทพมหานคร: สหธรรมิก, ๒๕๔๓), หน้า ๑๐-๑๑.
[๒] พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), พุทธศาสนากับปรัชญา, (กรุงเทพมหานคร: อมรินทร์ พริ้นติ้ง กรุ๊ฟ, ๒๕๓๓), หน้า ๘๑.
[๓] ไสว มาลาทอง, คู่มือการศึกษาจริยธรรม, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๔๒), หน้า ๖.
[๔] .ดร.สาโรช บัวศรี, จริยธรรมศึกษา, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์คุรุสภา, ๒๕๒๖), หน้า ๒๑.
[๕] ดร.จาเริญรัตน์ เจือจันทร์, จริยศาสตร์: ทฤษฎีจริยธรรมสาหรับนักบริหารการศึกษา, (กรุงเทพมหานคร: โอ.เอส.พริ้นติ้งเฮาส์, ๒๕๔๘), หน้า ๙๖.
[๖] เนื่องน้อย บุณยเนตร, จริยศาสตร์ตะวันตก, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์แห่งมหาจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, ๒๕๔๔), หน้า ๑๓๒.
[๗] เนื่องน้อย บุณยเนตร, จริยศาสตร์ตะวันตก, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์แห่งมหาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๔), หน้า ๑๙๖.
[๘] พระธรรมปิฎก (..ปยุตฺโต), พุทธธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๙, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๓), หน้า ๕๙๑.
[๙] พระธรรมปิฎก (..ปยุตฺโต), พุทธธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๙, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๓), หน้า ๖๐๐.
[๑๐] อ้างแล้ว, หน้า ๖๐๐
[๑๑] ที..(ไทย)๑๐/๕๒/๕๓.
[๑๒] วีระ สมใจ (ผศ.), จริยธรรมกับชีวิต, (บุรีรัมย์: ฝ่ายเอกสารตาราสานักส่งเสริมวิชาการ สหวิทยาลัยอีสานใต้บุรีรัมย์, ๒๕๓๒), หน้า๑๑๙.
[๑๓] ไสว มาลาทอง, คู่มือการศึกษาจริยธรรม, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๔๒), หน้า ๒๐๒-๒๑๒.
[๑๔] สุชีพ ปุญญานุภาพ, ศาสนาเปรียบเทียบ, พิมพ์ครั่งที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร: มหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๔๐), หน้า ๙๔-๙๗.
[๑๕] ที.ปา.(ไทย)๑๑/๒๘๖/๒๔๗.
[๑๖] พระพรหมคุณาภรณ์ (..ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๑๔, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์, ๒๕๔๘), หน้า ๑๗๕.
[๑๗] ไสว มาลาทอง, คู่มือการศึกษาจริยธรรม, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๔๒), หน้า ๑๐๙-๑๑๓.
[๑๘] .มู. (ไทย) ๑๒/๔๘๕/๕๒๓.
[๑๙] พระพรหมคุณาภรณ์ (..ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, หน้า ๒๓๔.
[๒๐] เวรมณี แปลว่า เจตนาที่ทาให้เว้น หรือ เจตนาที่ตรงข้าม เมื่อจะแปลให้เต็มความ จึงควรแปลว่า การกระทาที่ว่างจากการคิดเบียดเบียน หรือ การทาดีที่ตรงข้ามกับการเบียดเบียนชีวิต ดังนี้เป็นต้น
[๒๑] ดิรัจฉาน แปลว่า สัตว์มีร่างกายเจริญโดยขวาง, สัตว์เว้นจากมนุษย์
[๒๒] ที.. (ไทย) ๑๐/๒๙๙/๓๔๘.
[๒๓] พระพรหมคุณาภรณ์ (..ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, หน้า ๒๑๕.
[๒๔] องฺ.ทุก. (ไทย) ๒๐/๒๕๕/๖๕.
[๒๕] พระพรหมคุณาภรณ์ (..ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, หน้า ๖๕.
[๒๖] อภิ. . (ไทย) ๓๔/๑๙๐/๗๕.
[๒๗] พระพรหมคุณาภรณ์ (..ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, หน้า ๑๒๔.
[๒๘] ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๒๓๑/๒๓๓.
[๒๙] พระพรหมคุณาภรณ์ (..ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, หน้า ๑๖๐.
[๓๐] ขุ..(ไทย)๒๕/-/๒๓-๒๔.
[๓๑] พระธรรมปิฎก(..ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์, พิมพ์ครั้งที่ ๑๐(กรุงเทพมหานคร: บริษัท เอส.อาร์ พริ้นติ้ง แมส โปรดักส์ จากัด, ๒๕๔๖), หน้า ๔๘.
[๓๒] องฺ.ฉกฺก.(ไทย)๒๒/๖๓/๕๗๗.
[๓๓] .อุ. (ไทย) ๑๔/๒๘๙/๓๕๐.
[๓๔] องฺ.ติก. (ไทย) ๒๐/๗๐/๒๗๕.
[๓๕] องฺ.ติก. (ไทย) ๒๐/๑๔๗/๓๙๕.
[๓๖] กุศลมูล คือ รากเง้าของกุศล, ต้นเหตุของกุศล, ต้นเหตุของความดีมี ๓ อย่างคือ ๑.อโลภ (ไม่โลภ) . อโทส (ไม่คิดประทุษร้าย) . อโมห (ไม่หลง)
[๓๗] อกุศลมูล คือ รากเหง้าของอกุศล, ต้นเหตุของอกุศล, ต้นเหตุของความชั่วมี ๓ อย่างคือ โลภ โทส โมห
[๓๘] .. (บาลี) ๑๕/๒๕๖/๒๗๓.
[๓๙] .. (ไทย) ๑๕/๒๕๖/๓๗๔.
[๔๐] พระธรรมปิฎก (.. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, หน้า ๑๘๘.
[๔๑] วิทย์ วิศทเวทย์, จริยศาสตร์เบื้องต้น, (กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์อักษรเจริญทัศน์, ๒๕๑๙), หน้า ๕๙-๑๒๒.
[๔๒] ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล, “สเต็มเซลล์ (Stem Cell) คืออะไร”,< http://www.rmutphysics.com/charud/specialnews/๕/stem-cell/stem-cell๑.htm>, กันยายน ๒๕๕๒.
[๔๓] วิกิพีเดีย, “สเต็มเซลล์”, , กรกฎาคม.๒๕๕๒.
[๔๔]ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล, “สเต็มเซลล์แบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าได้อย่างไร”,, กันยายน ๒๕๕๒.
 [๔๕] ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล, “การเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนทำอย่างไร”, , กันยายน ๒๕๕๒.
[๔๖] ดร.นเรศ ดำรงชัย, เอกสารประกอบการบรรยายในการประชุมประจำปี สวทช. เรื่อง ทิศทางการวิจัยและพัฒนาด้านเซลล์ต้นกำเนิด (stem cell) ในประเทศไทย, อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย, ๒๙ มิถุนายน ๒๕๔๗.
[๔๗] สมาคมแพทย์มุสลิม, “ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ กับหลักการของอิสลาม”http://thaimuslimmed.org/content/topic_view.php?topic_id=>, กันยายน ๒๕๕๒.
[๔๘] พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), สนทนาธรรม : ชีวิต จริยธรรม กับการวิจัยทางการแพทย์. (กรุงเทพมหานคร : บริษัท ดีไซร์ จำกัด, ๒๕๔๘). หน้า ๓๒-๓๓.
[๔๙] . กันยายน ๒๕๕๒.
[๕๐] giggog.com, “สมเด็จพระสันตะปาปาทรงร้องขอให้นักวิทยาศาสตร์ยุติการใช้ตัวอ่อนในการวิจัยเกี่ยวกับสเต็มเซลล์”, ๑๒/news๑๒๔๑๗/>, กันยายน ๒๕๕๒.
[๕๑] วิ.มหา. (ไทย) ๑/๒๓๓/๒๔๘.
[๕๒] วิ.มหา. (ไทย) ๑/๑๘๖/๑๖๗.
[๕๓] สมภาร พรมทา, พุทธศาสนากับปัญหาจริยศาสตร์ โสเภณี ทำแท้งและการุณยฆาต, พิมพ์ครั้งที่ ๑, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๑), หน้า ๙๖.
[๕๔]  ม.มู. (ไทย) ๑๒/๔๐๘/๔๔๓
[๕๕] สมภาร พรมทา, พุทธศาสนากับปัญหาจริยศาสตร์ โสเภณี ทำแท้งและการุณยฆาต, พิมพ์ครั้งที่ ๑, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๑), หน้า ๙๗.
[๕๖] ม.มู.อ. (ไทย) ๑๙/๔๕๘/๒๐๑. ฉบับมหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๒๖.
[๕๗] ที.สี.อ. (ไทย) ๑๑/-/๔๗๒. ฉบับมหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๒๖.
[๕๘] ที.ม.(ไทย) ๑๐/๑๑๔/๖๕.
[๕๙] ที.สี.อ. (ไทย) ๑๑/-/๑๘๗. ฉบับมหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๒๖.
[๖๐] องฺ.ฉกฺก. (ไทย) ๒๒/๖๓/๕๗๗. เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา (ตถาคต) กล่าว เจตนา ว่าเป็นตัวกรรม.
[๖๑]พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), สนทนาธรรม : ชีวิต จริยธรรม กับการวิจัยทางการแพทย์. (กรุงเทพมหานคร : บริษัท ดีไซร์ จำกัด, ๒๕๔๘). หน้า ๓๔.
[๖๒] เรื่องเดียวกัน. หน้า ๓๕.
[๖๓] เรื่องเดียวกัน. หน้า ๑๘.
[๖๔] เรื่องเดียวกัน. หน้า ๒๖-๒๗.

No comments: